เรื่องโดย"วัฒนะ"
รูปจากละคร "เพลิงบุญ" ช่อง 3
 
ป็นละครที่เชิดหน้าชูตาของทางช่อง 3 มากที่สุดในเวลานี้ เรตติ้งทยานขึ้นทุกสัปดาห์ และล่าสุดคืนวันพุธที่ 27 กันยายน เรตติ้งสูงถึง 8.662 สำหรับละครชีวิตเข้มข้น"เพลิงบุญ" 
 
ละครรีเมกจากบทประพันธ์ของ"กฤษณา อโศกสิน" นักเขียนนวนิยายชั้นครู ที่เคยทำเป็นละครมาครั้งหนึ่งเมื่อ 22 ปีที่แล้ว
  
เวอร์ชั่นนั้นนำแสดงโดย "นก" ฉัตรชัย เปล่งพานิช ในบท"ฤกษ์","หน่อย" บุษกร  พรวรรณศิริเวช ในบท"ใจเริง" ,ต้น"จักรกฤษณ์  อำมรัตน์" กับบท"เทิดพันธุ์" และ"หลิน" นุสรา ประวัณนา ในบท"มาลัยวรรณ"
 
มาครั้งนี้ถูกปัดฝุ่นทำใหม่โดย "จ๋า" ยศสินี ณ นคร แห่งค่าย "เมคเกอร์วาย" ทายาทผู้จัดละครคุณภาพอย่าง "มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช" ผู้จัดละครเรื่องนี้เมื่อ 23 ปีก่อน
  
การหยิบ "เพลิงบุญ" กลับมาทำใหม่อีกครั้งแน่นอนว่าย่อมเป็นที่จับตาของคนดู เนื่องจากเวอร์ชันก่อนประสบความสำเร็จอย่างสูง
  
และ "หน่อย-บุษกร" ก็ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม รางวัลโทรทัศน์ทองคำประจำปี 2539
  
ในส่วนของนักแสดงทาง "จ๋า" ระดมนักแสดงคุณภาพชื่อดังมาล้นจอ อาทิ "ป้อง" ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ พระเอกหนุ่มก้นกุฎิช่องวัน ที่มาประเดิมงานช่อง 3 เป็นครั้งแรก, "เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ" กับบทร้ายและแรงสุดในชีวิตการแสดง "ใจเริง", "เบลล่า" ราณี แคมเปญ กับบท "พิมาลา","หลุยส์ สก็อตส์" กับบท "เทิดพันธุ์" ร่วมด้วย "วันสิริ อ่องอำไพ","โบวี่" อัฐมา ชีวนิชพันธ์,"นพพล โกมารชุน","วาสนา พูนผล" ฯลฯ
 
"เพลิงบุญ" เรื่องราวของสองสาวเพื่อนสนิทอย่าง "พิมาลา" หรือ"พิมพ์"กับ"ใจเริง" ที่มีนิสัยแตกต่างกันสุดขั้ว
  
"พิมาลา" เป็นหญิงสาวเรียบร้อย ถูกเลี้ยงมาอยู่ให้อยู่ในกรอบประเพณีที่ดีงาม ฉลาด รักนวลสงวนตัว มีความเมตตากรุณา 
 
ส่วน "ใจเริง" ถูกเลี้ยงมาอย่างลูกคุณหนู อยากได้อะไรต้องได้ ชอบเอาชนะ จมไม่ลง ฟุ้งเฟ้อในกิเลส ตัณหา
  
"พิมาลา" มีบ้านอยู่ติดกับ "ฤกษ์" ชายหนุ่มร่าเริงอัธยาศัยดีเป็นลูกชายทนายความชื่อดัง วันหนึ่ง "ใจเริง" มาเจอ "ฤกษ์" เกิดถูกใจและคบหากับ "ฤกษ์" 
 
จนวันหนึ่งได้เจอ "เทิดพันธุ์" หนุ่มหล่อลูกชายมหาเศรษฐีนักธุรกิจ เลยสลัด "ฤกษ์" ทิ้ง หันไปคบหาและแต่งงานกับ "เทิดพันธุ์"
  
"ฤกษ์" ถูกสลัดรักครั้งนี้ทำเอาเขาเสียศูนย์กับชีวิต แทบทำอะไรไม่ได้แต่ได้กำลังใจจาก "พิมาลา" ทำให้ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ทั้งคู่เข้าใจกันจนเกิดเป็นความรักและตัดสินใจแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน
  
"ใจเริง" หลังจากแต่งงานกับ "เทิดพันธุ์"แทนที่ชีวิตครอบครัวจะมีความสุข แต่เมื่อครอบครัว" เทิดพันธุ์" ล้มละลาย ทำให้ทั้งคู่เกิดปากเสียงกันบ่อยๆ เพราะความ "จมไม่ลง" ของ "ใจเริง" ทำให้ตัดสินใจหย่าร้างกัน
  
"ใจเริง" กลับมาหา "พิมพ์" ขอความช่วยเหลือขออาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับเธอและสามี เพราะความ "ใจบุญ" และมีเมตตาของเธอให้ "ใจเริง" อยู่ด้วยมันกลับเป็น "เพลิง" เผาทำลายครอบครัวของเธอจนแตกหัก เมื่อ "ใจเริง" หักหลังเธอไปมีอะไรกับ "ฤกษ์" สามีเธอ
  
ด้วย "เพลิงบุญ" เป็นนวนิยายเก่ามีอายุ 40-50 ปีแล้ว การนำกลับมาทำใหม่ให้เข้ากับยุค 2560 ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ 
   
แต่เรื่องราวแนวครอบครัว เรื่องของสามี-ภรรยาและมือที่สามเป็นปัญหาโลกแตก อยู่คู่กับมวลมนุษย์มาช้านาน เป็นเรื่องราวใกล้ตัวนำมาปัดฝุ่นทำเป็นละครกี่ครั้งก็ได้รับความนิยมแทบทุกครั้ง
   
ยิ่งได้ "นัท" ณัฐิยา ศิรกรวิไล นักเขียนบทชื่อดังเจ้าของผลงานเขียนบท "วัยแสบสาแหรกขาด" ที่ได้รางวัลบทโทรทัศน์ยอดเยี่ยมหลายต่อหลายรางวัล มาปรุงแต่งบทใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยแต่แกนเรื่องยังคงเดิม เพิ่มเติมคือรสชาติแซบเข้ากับยุค 4.0 ผสานกับแง่คิดต่างๆที่สอดแทรกเข้าไปในเนื้อเรื่องอย่างลงตัวไม่ยัดเยียด
   
"เพลิงบุญ" เวอร์ชั่นนี้ทาง "นัท-ณัฐิยา" ต้องการนำเสนอในเรื่องของ "การทำความดีต้องทำด้วยปัญญา ไม่หลับหูหลับตาทำ" ไม่อย่างนั้นแทนที่จะเป็น "บุญ" แก่ผู้ทำแต่กลับกลายเป็น "บาป"
  
เหมือน"พิมาลา" หรือ"พิมพ์" ที่คอยช่วยเหลือ "ใจเริง" เพราะความเป็นเพื่อน รวมถึง "ใจเริง" เคยมีบุญคุณช่วยพ่อของเธอไว้ ทำให้ "บุญคุณ" ค้ำคอ ช่วยเพื่อนอยู่ตลอด 
  
โดยหารู้ไม่ว่า "บุญ" ที่เธอทำกับเพื่อนกลับกลายเป็น "เพลิง" ทำลายล้างครอบครัวของเธอ 
   
เช่นเดียวกับ "ใจเริง" ที่ปล่อยให้ "เพลิงตัณหาราคะ" ความอยากได้ใคร่มีเข้าครอบงำ "จิตใจ" "เพลิงแห่งตัณหาราคะ" ได้เผาผลาญ "บุญคุณ-มิตรภาพ" และตัวเธอเองจนสูญสิ้น
 
 
บทละครมีการปรับเปลี่ยนอาชีพของพระเอก "ฤกษ์" จากเดิมในนวนิยายเป็น "ทนายความ" ได้เปลี่ยนมาเป็น "สถาปนิก" ออกแบบบ้านตกแต่งภายใน
 
เหมือนเป็นการประชดเล็ก ๆ ว่า พระเอกตกแต่งบ้านให้คนอื่นได้. แต่กลับดูแล "บ้าน" และ "ครอบครัว" ของตนไม่ได้ ทำให้ครอบครัวตนต้องแตกแยกด้วย "น้ำมือตนเอง"
  
อาชีพของนางเอก "พิมาลา" เวอร์ชันนี้เป็นนักจัดรายการวิทยุผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องความรัก และปัญหาครอบครัว 
 
นี่ก็คือการล้อเลียนอีกจุดคือ นางเอกเป็น "ศิราณี" ให้คำปรึกษาปัญหาของคนอื่นได้ แต่พอถึงปัญหาตัวเองกลับแก้ไม่ได้เหมือน "ผงเข้าตา" ที่ใครก็ไม่สามารถจะเขี่ยผงนั้นให้หลุดไปได้ นอกจากตัวเธอที่ต้องเรียนรู้และตั้งรับกับปัญหาด้วย "สติ" ของเธอเอง
  
ค่อนข้างชอบกับบทละครเรื่องนี้ที่มีความทันยุคสมัย มีการสอดแทรกพฤติกรรมของคนเข้าไปอย่างเรื่องการใช้สื่อโซเชียลในการเย้ยหยัน กระทบกระทั่งกัน 
 
หรือ คนในยุคนี้ขาดที่พึ่งทางใจจนต้องหาที่ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ กับทางรายการวิทยุที่เป็นที่นิยมมากแทนที่จะปรึกษาคนใน "ครอบครัว"
  
ชอบในความเป็น "ตลกร้าย" ที่สอดแทรกเข้ามาในบทเมื่อจบการกระทำของ "ใจเริง" บทตลกร้ายจะแทรกเข้ามากับคำพูดคม ๆ เจ็บ ๆ คัน ๆ ของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งของเรื่องที่พูดคุยกันในอีกเหตุการณ์หนึ่งแต่เชื่อมกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้
   
สิ่งที่เห็นได้ชัดและเป็นจุดเด่นของเรื่องนี้คือ "สัญลักษณ์" ต่าง ๆในเชิงเปรียบเทียบที่ปรากฏในเรื่องอยู่หลายต่อหลายฉาก
  
อย่าง "บ้าน" ของ "ฤกษ์" กับ "พิมาลา" เป็นบ้านหลังใหญ่โต แทนที่จะมีความสุขแต่เมื่อ "ใจเริง" เข้ามาอยู่กลับร้อนเป็นไฟ
  
ถ้าเทียบกับ "บ้าน" ของ "เทิดพันธุ์" ภายหลังจากล้มละลาย จะมีบ้านหลังเล็ก ๆ ริมน้ำพร้อมที่ดินนิดหน่อยแต่กลับสุขใจเพราะ "การปล่อยวาง"
  
หรือฉาก "ใจเริง" ที่ส่องกระจกแต่งตัวซึ่งแล้วมีเงาของเธอสะท้อนออกมาหลายเงาในกาะจกหลายบาน  
 
ภาพสะท้อนเงาของ "ใจเริง"  ในกระจก ในหลากหลายมุม ตีความว่าผู้หญิง จับจด-จมไม่ลง-อารมณ์รุนแรง-ชอบเอาชนะ-อยากได้อะไรต้องได้แม้ต้องกระทำผิดศีลธรรม ยังมีอยู่มากในสังคม มาในหลากหลายรูปแบบและหลากหลายมุม แต่ละมุมมีความซับซ้อนยากแท้หยั่งถึง และไม่ได้มีแค่คนเดียวใน "สังคม" แน่ ๆ  ต้องมีทายาทสืบต่อจากหนึ่งเป็นสอง-สาม-สี่-ห้า-หก ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าตราบใด "กิเลส-ตัณหา-ความอยากได้ใคร่มี"ยังฝังรากลึกใน "กมลสันดาน"
 
อีกฉากหนึ่งที่เห็นชัดคือ "พิมาลา" ไหว้ "พระพุทธรูป" บนหิ้งพระในบ้านของ "เปรม" แสงสว่างเรืองรองมาที่ใบหน้าของ "พิมาลา" ตีความว่า เธอใกล้จะหลุดพ้นจากความเขลาและความอ่อนแอใจอ่อนของตนและค้นพบ "แสงสว่าง" ซึ่งหมายถึง "ความเข้มแข็ง" ในตัวเธอ
 
  
ในด้านนักแสดงแคสติ้งได้เหมาะสมกับบท ขอพูดถึงตัวละครหลัก ๆ ที่มีความสำคัญกับเรื่องดังนี้
  
"ป้อง" ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ กับบท "ฤกษ์" สถาปนิกหนุ่ม แฟมมิลี่แมน ที่ในอดีตเคยเจ็บปวดจากการถูกเทจาก "ใจเริง" 
 
ภายนอก "ฤกษ์" พยายามสร้างเกราะให้ต้วเองเกลียด "ใจเริง" แต่ลึก ๆ แล้วยังมีใจคิดอยากที่จะเอาชนะ ทำให้กลายเป็นชนวนให้เกิดความล่มสลายของ "ครอบครัว"  
 
การแสดงของ "ป้อง" เรื่องนี้ดูโดดเด่นกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา เล่นได้อินในพาร์ทของความเจ้าชู้ ในส่วนดราม่าก็ทำได้ดีในบางซีน แต่ควรต้องปรับในเรื่องการพูดที่ค่อนข้าง "รัว" และ "เร็ว" ให้ช้าลงกว่านี้อีกนิด
  
"เบลล่า" ราณี แคมเปญ ผู้สวมบท "พิมาลา" หญิงสาวเรียบร้อยแสนดี ใจดีมีเมตตา ความใจดีของเธอทำผิดที่-ผิดคนและผิดเวลา ทำให้ชีวิตครอบครัวเธอเกือบอับปาง
  
หลายคนมองว่า "พิมพ์" โง่ แต่ความจริงแล้วเธอไม่โง่เลย ฉลาดแต่ "บุญคุณ" ของ "ใจเริง" มันค้ำคอ พอวันหนึ่งที่ "ใจเริง" แย่งสามีเธอไป "บุญคุณ" นั้นหมดไป เธอก็ลุกขึ้นสู้และตอกกลับ "ใจเริง" หน้าหงายทุกครั้ง
  
ตอนแรกนึกห่วงเหมือนกันว่าเธอจะทำให้บท "พิมพ์" หรือ "พิมาลา" มีพลังและมีมิติหรือเปล่า บทนี้ค่อนข้างเรียบแต่ในความเรียบมีอะไรให้เล่นเยอะทางสายตา แต่พอถึงจุดพีคระเบิดออกมาก็เหมือนคนใจสลายสติแตก
  
"เบลล่า" พิสูจน์ฝีมือได้เทียบชั้นมืออาชีพอย่าง "เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ" ฉากเก็บความรู้สึกสับสน เศร้า เสียใจ ระแวง รวมถึงฉากระเบิดอารมณ์หมดสิ้นทุกอย่างเมื่อจับได้ว่าเพื่อนและสามีหักหลังตน  พลังการแสดงมาแบบเต็มๆ 
 
ถ้าปลายปีมีชื่อ "เจนี่" ถูกเสนอเข้าชิงนักแสดงนำหญิง "เบลล่า" ก็ควรมีชื่อเสนอเข้าชิง "นักแสดงนำหญิง" เช่นกัน เพราะบทเด่นไม่แพ้กัน
  
"เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ" ถือเป็นการแสดงที่ดีสุดตลอดชีวิตการเป็นนักแสดงของเธอ "ใจเริง" หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงมาแบบ "พ่อแม่รังแกฉัน" อยากได้อะไรต้องได้ จนบางครั้งลืมคิดถึง "ศีลธรรม" และ "ความถูกต้อง" 
  
"เจนี่" ใส่วิญญาณความเป็น "ใจเริง" ได้แบบไม่เหลือภาพ "นางเอก" ในช่วงต้น. มาตอนท้าย ๆ เรื่อง "ใจเริง" ประสบกับชะตากรรมชีวิตที่เธอเป็นผู้ก่อ 
 
"เจนี่" ก็ทำให้คนดูสงสารไปกับเธอโดยเฉพาะฉากที่ไปหา "ลูกชาย" ที่บ้าน และลูกกลัวไม่กล้าเข้าหาแม่ แววตาของเธอแสดงออกถึงความเจ็บปวด เสียใจ เจ็บช้ำ ได้แบบสุดยอดมาก ปลายปีเชื่อแน่ว่าชื่อเธอคงติดโผผู้เข้ารอบนักแสดงนำหญิงหลายเวที
  
"หลุยส์ สก็อตส์" กับบท "เทิดพันธุ์" หนุ่มเพลย์บอยลูกชายนักธุรกิจพันล้าน พอพ่อล้มละลายก็สามารถปรับตัวเองและต่อสู้ใหม่อีกครั้ง เป็นภาพเปรียบเทียบกับ "ใจเริง" ในขณะที่ "ใจเริง" ครอบครัวล้มละลายแต่ยังยึดติดกับฐานะ ความฟุ้งเฟ้อ "จมไม่ลง" จนนำไปสู่ความวิบัติของชีวิต
  
"หลุยส์"เป็นนักแสดงคุณภาพอีกคน ที่แสดงแบบทุ่มเต็มร้อยในทุกบทที่ได้รับโดยเฉพาะบทดราม่าหนัก ๆ อย่างเรื่องนี้ เจ้าตัวเล่นแบบมีพลังเกินร้อยส่งผลให้ "เทิดพันธุ์" ติดอยู่ในใจใครหลายคน
 
"ตู่"นพพล โกมารชุน กับบท "ฤทธิ์" พ่อของ "ฤกษ์" เป็นสถาปนิกรุ่นใหญ่ที่นิสัยสบาย ๆ ชิล ๆ เหมือนไม่เป็นแก่นสาร แต่พอถึงเวลาที่ลูกชายและลูกสะใภ้ประสบปัญหาครอบครัว "ฤทธิ์" ก็เป็นผู้ให้แง่คิดการครองเรือนกับทั้งคู่ได้แบบตรงจุดในฐานะผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
  
ที่ผ่านมามีความรู้สึกว่าการแสดงของ "คุณตู่" ติดการเล่นใหญ่แบบ "ละครเวที" จนบางครั้งดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่เรื่องนี้เขาสวมบท "ฤทธิ์" ได้ดูน่ารักและเป็นธรรมชาติมาก ๆ ช่วงต้น ๆ บทนี้ออกมาทำให้อมยิ้มได้ แต่ครึ่งเรื่องหลังก็ดูเป็นผู้ใหญ่อบอุ่นน่าเชื่อถือเป็น "หลัก" ให้ลูกหลานได้พึ่งพิงได้
 
"โบวี่" อัฐมา ชีวนิชพันธ์ กับบท "ปารมี" หรือ "คุณหมี่" เจ้าของบริษัทผู้ผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์ เป็นเจ้านายของ"พิมาลา" บทนี้เป็นบทที่ทางคนเขียนบทเพิ่มขึ้นมา เสมือนเป็นตัวแทนความคิดของ "พิมาลา" และ"ใจเริง"
  
"หมี่"เป็นผู้หญิงทำงานยุคใหม่ เปรี้ยวมั่นใจ มีความคิดฉลาดทันคนและเป็นคนไม่ชอบตัดสินคนเพียงเพราะเสียงลือแต่ตัดสินคนด้วยหลักฐานชัดเจน เป็นพี่ที่ให้แง่คิดและคอยเป็นกำลังใจให้ "พิมาลา" อยู่เสมอ
  
นานๆทีจะได้เห็น "โบวี่" กับลุคผู้หญิงทำงานมั่นใจสักครั้ง เธอลบภาพร้ายออกได้หมด ทำให้บท "คุณหมี่" น่ารักและดูอบอุ่นมาก ๆ ถือเป็นสีสันอีกคนสำหรับเรื่องนี้ ออกมาน้อยแต่ออกมาแต่ละครั้งขโมยซีนคนอื่นตลอด
  
"ชาย" ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ ในบท "สุรทิน" ถ้า "ใจเริง" เป็นตัวแทนผู้หญิงเลว ๆ แล้ว "สุรทิน" ก็คือ "ใจเริง" ในภาค "ผู้ชาย" ภายนอกเป็นนักธุรกิจจิลเวอรี่มั่งคั่ง อบอุ่นโรแมนติค เป็นชายในฝันของผู้หญิงหลายคน
  
แต่แท้จริงแล้วเป็น "ซาตาน" ในคราบ "เทพบุตร" เป็นผู้ชายเจ้าชู้  มีเมียอยู่แล้วแต่ชอบหาเศษหาเลยนอกบ้านเพราะเป็นคนขี้เบื่อ "สุรทิน"เป็นคนสอนบทเรียนราคาแพงให้กับ "ใจเริง" 
 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ "ใจเริง" กระทำกับคนอื่น จะถูกสะท้อนเป็นผลกรรมจากน้ำมือ "สุรทิน" เป็นคนที่ทำให้ "ใจเริง" ถึงความ "วิบัติ" ในชีวิต
  
ถึงบทจะน้อยแต่การแสดงของ "ชาย" ไม่ทำให้ผิดหวัง ช่วงที่ออกมาต้นเรื่องดูเป็นชายหนุ่มเพอร์เฟกต์อบอุ่น แต่ช่วงหลังดูเลว "กักขฬะ" ฉีกภาพหนุ่มแสนดีไปเลย สุดยอดมาก ๆ
  
หลายคนอาจจะค่อนขอดว่า "เพลิงบุญ" เป็นละครน้ำเน่าแย่งผัวแย่งเมีย แต่ถ้าเปิดใจให้กว้างจะพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในละครมากมาย 
 
และแกนหลักของเรื่องนี้อยู่ที่คำพูดของ "หมี่" ต่อ "พิมาลา" ในตอนหนึ่งว่า "ถ้าเราหวังดีกับเพื่อนแต่เพื่อนไม่ได้หวังดีกับเราตอบ ความหวังดีนั้นก็ควรจะมีขอบเขต"
 
รวมถึงข้อคิดของ "ฤทธิ์" ที่ให้ไว้กับ "พิมาลา" ที่โดนใจมากๆคือ "การทำความดีไม่ใช่หลับหูหลับตาทำ แต่เราต้องทำด้วยปัญญา ที่ผ่านมาเราอาจจะให้สิ่งที่ไม่สมควร ในเวลาที่ไม่สมควรกับบุคคลที่ไม่สมควรจะได้รับ ชีวิตเราถึงได้วุ่นวายขนาดนี้"
  
ข้อคิดต่างๆมีแทรกทุกตอนในเรื่อง ขึ้นอยู่กับคนดูว่าจะตักตวงไปใช้ในชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน อย่าลืมคำพูดที่ว่า "ดูละครแล้วย้อนดูตน" ยังใช้ได้ดีในทุกยุค!!!
 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน