Connect with us

Life

เทคนิคการเป็นหัวหน้า
ที่ทำให้ ลูกน้องหลงรัก
THE SIX STYLES OF LEADER SHIP

TEXT : อคิรา นพคุณขจร

มีเพื่อนๆ มักมาปรึกษาผมเรื่องลูกน้อง พนักงาน ซึ่งมีปัญหามากมายแตกต่างกันไป แต่คำถามกลับมีความคล้ายคลึงกัน คือ “จะบริหารลูกน้องหรือทีมงานอย่างไร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นไปอย่างราบรื่น มีสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ดีมีความสุข” นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่พบได้ทั่วๆ ไป ในทุกๆ ที่ทำงานทั่วโลก เพราะเมื่อคนมาทำงานร่วมกัน มีความแตกต่างกันทั้งความถนัด ประสบการณ์ และบุคลิกส่วนตน การบริหารทีมจึงไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการสร้างบรรยากาศในที่ทำงาน หรือ Working Climateและเราต้องยอมรับว่า ‘หัวหน้า’ มีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้าง Positive Working Climate ให้กับทีม

จากการเปิดเผยงานสำรวจของ JobsDB.com เกี่ยวกับดัชนีความสุขของพนักงาน ในปี 2558 สาเหตุที่ทำให้พนักงานคิดจะลาออก 18.6% ไม่รู้สึกถึงความก้าวหน้าพัฒนาตนเอง, 10.6% มาจากการไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า ขณะที่ 9.6% ไม่รู้สึกถึงประสิทธิภาพในการทำงานจากระบบในองค์กร ทำไมพนักงานในองค์กรจึงเกิดความคิดดังกล่าว คำตอบคือเกิดภาวะ Negative Working Climate และคนที่รับผิดชอบหลักก็คือหัวหน้าหรือผู้บริหารองค์กร

แจ็ค หม่า เคยให้สัมภาษณ์รายการทีวีของไทยว่า ในสมัยที่เริ่มต้นทำธุรกิจนั้น เขาไม่ใคร่จะมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และบัญชีสักเท่าไร แต่เขารู้เพียงว่า เขาจะต้องทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่เก่งๆ ทำงานร่วมกับนักบัญชีเก่งๆ ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด สิ่งที่ แจ็ค หม่า ได้อธิบายไปนั้น แท้จริงคือการสร้างสภาวะ Positive Working Climate ให้กับองค์กรของเขา เขาทราบดีว่าเมื่อคนเก่งๆ มารวมกัน

ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะมุ่งมั่นในความคิดของตน เกิดการชิงดีชิงเด่น และเปรียบเทียบกัน จากความเข้าใจหลักการพื้นฐานนี้ ช่วยให้ อาลีบาบา(Alibaba) เติบโตอย่างรวดเร็ว และยิ่งใหญ่แบบที่พวกเราทราบแล้วในฐานะผู้นำ เราจะสร้าง Positive Working Climate ได้อย่างไร?

แนวคิดที่ผมชื่นชมและนำมาใช้กับตนเอง รวมไปถึงแนะนำให้เพื่อนๆ ให้ลองนำไปใช้ คือ แนวคิดคุณลักษณะของผู้นำ 6 แบบ หรือ The Six Styles of Leadership ซึ่งนำผลงานวิจัยของ Daniel Goleman ที่สำรวจผู้บริหารชั้นนำเกือบ 4,000 คน โดยงานวิจัยชิ้นนี้ไม่เพียงแต่จะอธิบายถึงลักษณะของแต่ละสไตล์ แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาได้อีกด้วย

1.Visionary :

ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ วางแผนยุทธศาสตร์ แล้ววางกำลังพลเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ สไตล์นี้จะใช้ได้ผลดีเมื่อมีแนวทางชัดเจน หรือในกรณีที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง นี่คือสไตล์ที่ทำให้เกิด Positive Working Climate ได้ดีที่สุด เช่น ในกรณีประเทศเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จำเป็นต้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สไตล์นี้จะใช้ได้ผล ผู้นำวางแผนยุทธศาสตร์ว่าจะให้ประเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 7% ต่อเนื่อง 5 ปี เมื่อกำหนดได้เช่นนี้ ทีมงานแต่ละฝ่ายสามารถเดินหน้าตามสาขาของแต่ละคนเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ทุกคนจะรู้สึกเหมือนเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนทีม ทีมงานจะเห็นทุกคนตั้งใจ และเข้าใจหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี

2.Coaching :

สไตล์นี้เป็นสไตล์ที่ลูกน้องชอบและรู้สึกดีเสมอ สามารถสร้างบรรยากาศเชิงบวกได้ดี เป็นการพัฒนาบุคลากรสำหรับอนาคต โค้ชชิ่งไม่ใช่การบอกให้ทำตามนาย แต่เป็นการค่อยๆ ใช้เวลาในการพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพ หลักการของโค้ชชิ่งคือ การแนะแนวให้บุคคลนั้นสามารถสร้างสรรค์วิธีคิดและค้นพบด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาความเชี่ยวชาญในระยะยาว เช่น ผู้นำเห็นว่าลูกน้องคนหนึ่งมีความตั้งใจในการทำงาน แต่ยังมีข้อผิดพลาด แทนที่จะตำหนิ ผู้นำใช้สไตล์โค้ชชิ่ง โดยการให้เอางานมานำเสนอก่อนการประชุม และแนะนำให้เห็นถึงจุดอ่อนและแนวโน้มที่จะทำให้เนื้อหาการประชุมกับลูกค้าเบี่ยงเบนไในทางที่เป็นผลลบกับบริษัท เมื่อมีการพูดคุยในลักษณะนี้ จะช่วยให้พนักงานคนดังกล่าวรู้สึกถึงการพัฒนาตนเอง ข้อผิดพลาดไม่ได้กลายเป็นเรื่องที่ผิด ถูกตำหนิ หากยอมรับในข้อผิดพลาดและแก้ไขด้วยตนเอง ในระยะยาวพนักงานคนนี้จะสามารถพัฒนาศักยภาพได้สูงขึ้นไปอีก เป็นผลดีกับองค์กร

3.Affiliative :

สไตล์แบบเข้าอกเข้าใจ เป็นการสร้างพันธะทางอารมณ์กับลูกน้อง ช่วยทำให้เกิดความเอื้ออาทร และความสมัครสมานกันในทีม ผู้นำที่เห็นอกเห็นใจลูกน้องมักได้รับการยอมรับและเชิดชูเสมอๆ โดยเฉพาะในสังคมตะวันออก คนไทยเราเข้าใจสไตล์นี้เป็นอย่างดี ถึงกับมีคำพูดที่ว่า ‘พระเดชพระคุณ’ ไว้เตือนใจผู้นำทั้งหลาย การเห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นคุณสมบัติที่ผู้นำพึงมี และนำมาใช้ได้เพื่อสร้าง Positive Climate ในที่ทำงาน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ โดยเฉพาะในยามที่ยากลำบาก เช่น ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ผู้บริหารองค์กรแสดงความเห็นอกเห็นใจพนักงานที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการไปเยี่ยมและมอบเงินช่วยเหลือเพื่อยังชีพ และอนุญาตให้หยุดงานเพื่อซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม โดย
ไม่ถือเป็นวันลา

4.Democratic :

สไตล์แบบประชาธิปไตย การสร้างการมีส่วนร่วมของทีมงานในการร่วมกันคิด ร่วมกันตัดสินใจ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในองค์กร ผู้นำที่ใช้สไตล์นี้ จะสามารถลดแรงกดดันในฐานะผู้นำ และใช้การมีส่วนร่วมของทีมงานมาเป็นเหตุของการตัดสินใจได้ ซึ่งยากที่จะได้รับการต่อต้าน เช่น โรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้รับคำสั่งจากเจ้าของที่ดินให้ย้ายออกไปจากพื้นที่ภายใน 6 เดือน ผู้อำนวยการทราบดีว่านี่คือข่าวร้ายของผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานมาที่โรงเรียนแห่งนี้ และเขาจะกลายเป็นเป้าของผู้ปกครองทั้งหลาย เขาจึงส่งจดหมายเชิญประชุมผู้ปกครองทั้งหมด อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น และขอให้ผู้ปกครองช่วยกันคิดถึงแนวทางในการจัดการกับปัญหาเรื่องนี้ ผู้ปกครองทุกคนเข้าใจและรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ จึงช่วยกันออกความเห็นและหาทางออกให้กับโรงเรียน บทสรุปจึงเป็นข้อตกลงร่วมกันทั้งของผู้อำนวย-การและผู้ปกครอง

5.Pacesetting :

เป็นสไตล์ที่เหมือนจะสร้างบรรยากาศส่วนรวมให้เป็นบวกได้ไม่มากนัก เพราะเน้นไปที่การตั้งเป้าหมายที่สูงและเด่นชัด จึงเหมาะและได้ผลดีกับทีมงานที่เป็นคนเก่งๆ มีความสามารถเฉพาะตัวสูง และสามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว วิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลดีนักกับทุกคน แต่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในทีมที่มีความเชี่ยวชาญสูง มั่นใจสูง เรามักจะพบว่าลูกน้องบางคนไม่ชอบให้เจ้านายมาจู้จี้มากนัก แต่ขณะเดียวกันเขาก็สามารถทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ การใช้การตั้งเป้าให้และคอยดูอยู่ห่างๆ กลับทำให้ลูกน้องเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข พวกเขาจะรู้สึกดีที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ พวกเขามีความเฉลียวฉลาด คล่องตัว และเก่งกาจ รวมไปถึงความรับผิดชอบที่สูง พวกเขาอาจจะมาทำงานสาย แต่ไม่เคยส่งงานล่าช้า เจ้านายจึงต้องใช้สไตล์ที่เหมาะกับลูกน้องประเภทนี้

6.Commanding :

สไตล์เผด็จการ สั่งการ คำนี้ฟังแล้วอาจจะไม่เสนาะหูมากนัก แต่เป็นสไตล์ที่พบได้ทั่วๆ ไปในแวดวงผู้บริหาร เป็นสไตล์ที่ใช้วิธีออกคำสั่ง ให้ทำตามทันท่วงที จะได้ผลดีมากในกรณีที่เกิดวิกฤติการณ์ในองค์กร หรือกับลูกน้องที่เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับทีม เช่น เกิดวิกฤติการณ์ค่าเงินอ่อนค่าอย่างมาก ส่งผลให้หนี้ต่างประเทศของบริษัทสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ผู้บริหารประเมินแล้วว่า หากเปลี่ยนทีมขายในประเทศจำนวน 80% ไปช่วยทีมขายต่างประเทศจะสามารถสร้างเม็ดเงินดอลลาร์สหรัฐได้ดีกว่า ช่วยให้บริษัทไม่ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย เขาจึงออกคำสั่งย้ายทีมขายในประเทศไปประจำสำนักขายต่างประเทศ มีผลภายใน 15 วัน แม้อาจจะได้รับความไม่พอใจจากพนักงานอยู่บ้าง แต่เขาจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน เพื่อต่อสู้กับสถานการณ์นี้ หรือในกรณีที่มีพนักงานคนหนึ่งสร้างปัญหาให้กับทีมอยู่เสมอๆ เขาใช้อำนาจสั่งการให้พนักงานดังกล่าวย้ายแผนก หรือมอบหมายงานอื่น เพื่อรักษา Positive Working Climate ให้กับทีมงาน

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 6 สไตล์มีความแตกต่างและเหมาะสมไปตามแต่ละสถานการณ์ สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ ผู้นำที่ดีจะต้องสามารถปรับใช้สไตล์เหล่านี้ไปตามบริบทของแต่ละสถานการณ์ ไม่ใช่ยึดสไตล์ใดสไตล์หนึ่งไว้ตลอดเวลา Daniel Goleman แนะนำว่า ผู้นำที่ดีจะต้องฝึกใช้สไตล์เหล่านี้ผสมผสานกันให้ได้อย่างน้อย 4 สไตล์ โดยเฉพาะข้อ 1-4 จะช่วยสร้าง Positive Working Climate ได้ดีที่สุด และจะสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงที่สุดเช่นกัน และที่สำคัญที่สุด ผู้นำต้องไม่ละเลยการพัฒนา Emotional Intelligence ควบคู่ไปกับการใช้สไตล์ต่างๆ เหล่านี้ จึงจะทำให้องค์กรสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด พึงระลึกไว้ว่า ผู้นำสร้างได้ด้วยการพัฒนาและสไตล์เหล่านี้ หากนำไปใช้ให้ถูกต้องจะทำให้เราเป็นผู้นำที่ดีได้ไม่ยาก หลังอ่านจบ ลองเอาไปฝึกใช้กันนะครับ แล้วจะพบว่า องค์กรหรือทีมงานของเรามีบรรยากาศที่ดีขึ้น มีความสุขในการทำงานมากขึ้น ลูกน้องรักแน่นอนครับ

ที่มา:
The Six Styles of Leadership by David Folletto Casali www.intenseminimalism.com
ข้อมูลเพิ่มเติม: D. Goleman (2000) Leadership That Gets Results, Harvard Business Review,www.hbr.org

Written By

Advertisement
Connect