x

การเมือง ความตาย หัวใจสลาย ในเกล็ดหิมะ
เขียน : ณัฐกร เวียงอินทร์
การอ่านนิยาย "หิมะ" ของนักเขียนตุรกีรางวัลโนเบลอย่าง ออร์ฮาน ปามุก (สำนวนแปลของ รัชยา เรืองศรี สำนักพิมพ์ บทจร) แม้ว่าจะอ่านท่ามกลางอากาศที่ร้อนมากของประเทศไทย ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านหนาวเหน็บหัวใจได้ไม่แพ้กัน(อันที่จริง ถ้าพูดถึงออร์ฮา ปามุก ในเมืองไทย ตอนนี้หนังสือของเขาถูกแปลในบ้านเราถึงสามเล่ม ได้แก่ My Name Is Red ของสำนักพิมพ์ Bliss และ The Museum of Innocence แปลโดยสำนักพิมพ์มติชน รวมกับ หิมะ แล้ว แต่ละเล่มที่คัดมาแปลไทยของปามุก นับว่าน่าอ่านทุกเล่ม)
 
กับเนื้อหาของเรื่องที่เล่าผ่านชะตากรรมของ "คา" กวีหนุ่มผู้ลี้ภัยจากตุรกีด้วยพิษการเมืองไปอาศัยอยู่ที่แฟรงเฟิร์ตเป็นเวลา 12 ปี แต่ในที่สุดเขาก็กลับมาที่ตุรกีอีกครั้งพร้อมกับรับภารกิจเดินทางไปที่เมืองคาร์ส เมืองเล็ก ๆ แถบชายแดนตุรกีโดยบอกกับทุกคนว่าเหตุผลที่เขาเดินทางไปที่ดินแดนห่างกันแห่งนั้นเพื่อไปทำข่าวการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและเรื่องคดีที่เด็กสาวในเมืองพากันฆ่าตัวตาย
 
แต่สิ่งที่เขาพบเจอในช่วง 2-3 วันที่อยู่ที่เมืองนี้ท่ามกลางหิมะที่ตกลงหนัก ผ่านวรรณกรรม "หิมะ" กลับทำให้ผู้อ่านวางมือไม่ลง และโดยส่วนตัว คงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า ในอนาคต วรรณกรรมที่เขียนขึ้นเมื่อปี 2002 เล่มนี้จะขึ้นหิ้งคลาสสิกไม่แพ้วรรณกรรมดี ๆ ที่พูดถึงเรื่องการปะทะกันของโลกวิสัยกับความเชื่อ ศรัทธา ผ่านภูมิหลังสังคมการเมืองยุโรปได้ไม่แพ้ The Brothers Karamazov ของฟีโอโดร์ ดอสโตเยฟกี หรือ The Unbearable Lightness of Being ของมิลาน คุนเดอร่า เลยทีเดียว
 
ความน่าสนุกของ "หิมะ" คือการวางสถานการณ์ของเรื่อง ของเมืองคาร์ส ให้กลายเป็นเมืองที่หิมะตกลงอย่างหนึ่ง จนเสียทางคมนาคมเสียหาย ไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้ นั่นเท่ากับว่าเมืองทั้งเมืองถูกตัดขาดจากภายนอก ซึ่งหลังจากนี้ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดอะไรที่เมืองนี้ เป็นไปได้ทั้งหมด
 
การเดินทางเข้ามาที่คาร์ส ของคา ถูกร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าผ่านบทกวีที่มีชื่อว่า "หิมะ" เรียงร้อยเป็นรูปเกล็ดหิมะหกแฉก บันทึกไว้ในสมุดเล่มเขียว ผ่านธีมหลักคือ ตรรกะ จินตนาการ และความทรงจำ ดังเป็นแผนภาพที่ปรากฏอยู่ในบทที่ยี่สิบเก้าของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นเหมือนหัวใจของเรื่องเล่าทั้งหมดที่สามารถแตกออกมาเป็นประเด็นการเมือง ศรัทธา ไปจนถึงเรื่องความรักของตัวละคร โดยเฉพาะกับอิเป็ค สาวสวยที่พอคาทราบว่าเธอยังโสด เขาก็พยายามที่จะขอเธอแต่งงานและชวนไปอยู่ที่แฟรงเฟิร์ต
 
แต่ประเด็นที่ใหญ่มากที่ "หิมะ" นำเสนอ นั่นก็คือ เรื่องของการปะทะกันระหว่างความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน ระหว่างเรื่องของ การสร้างรัฐโลกวิสัย (รัฐที่พยายามแยกศาสนาออกจากการปกครอง) กับเรื่องของสังคมที่มีศาสนาอิสลามเป็นหลักชีวิต ซึ่งรากมาจากการปฏิวัติของอะตาเติร์ก อันนำไปสู่การเป็นสาธารณรัฐตุรกี ที่สร้างสังคมสมัยใหม่ (แน่นอนว่าพอพูดถึงคำนี้มันมีนัยยะหมายถึง "ตะวันตก" ด้วย) เหตุการณ์ปะทะกันนี้เขม็งเกลียวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงกลางทศวรรษที่ 90 ที่รัฐสั่งห้ามไม่ให้นักเรียนชาวมุสลิมสวมญิฮาบเข้าไปเรียนในสถานศึกษา จนกลายเป็นอีกหนึ่งปมที่ถูกเล่าผ่านวรรณกรรมเล่มนี้
 
การปะทะกันของสองแนวคิดนี้ จึงมาพร้อมกับแพ็กเกจเหตุการณ์ในเรื่องหลากหลายในหนังสือที่เขย่าความคิด สั่นไหวความรู้สึก และทำให้หัวใจเยือกเย็นไม่แพ้หิมะที่ตกอย่างหนักทั่วทั้งเมืองและตกลงในตัวอักษรทุกตัวในหนังสือจำนวน 500 กว่าหน้าเล่มนี้
 
(ย่อหน้าหลังจากนี้ เปิดเผยความลับของหนังสือ)
 
ทั้งเรื่องมูลเหตุที่ทำให้เด็กสาวในเมืองฆ่าตัวตาย ซึ่งมีทั้งอธิบายว่ามาจากความศรัทธาทางศาสนาที่ประกาศเจตจำนงจะไม่ถอดฮิญาบ หรือเพราะมาจากปมความรัก
 
คดีฆาตกรรมผอ.สถาบันศึกษาที่สั่งห้ามไม่ให้นักเรียนหญิงสวมฮิญาบเข้าในโรงเรียน ในคราแรกเข้าใจว่ามาจากฝีมือมุสลิมหัวรุนแรง แต่ภายหลังทราบว่าเป็นฝีมือของชายวิกลจริต
 
ฉากละครเวทีที่ถ่ายทอดสดไปทั่วเมือง จากฝีมือนักแสดงที่ประกาศเจตจำนงของรัฐโลกวิสัยบนเวที จนทำให้ชาวมุสลิมไม่พอใจ เกิดการปราบจราจลย่อม ๆ ของทหารด้วยอาวุธปืน
 
เราเห็นมูห์ทา ผู้สมัครนายกเทศมนตรีฝั่งสนับสนุนศาสนาอิสลาม ผู้ซึ่งในใจนึกถึงแต่การกลับมาคืนดีกับอิเป็ค ภรรยาเก่า
ฯลฯ
 
เหมือนเป็นตลกร้ายใน "หิมะ" ที่เหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มต้นจากการอิงด้วยความเชื่อทางศาสนาหรือความเชื่อของรัฐโลกวิสัย แต่สุดท้ายมูลเหตุจูงใจของตัวละครแต่ละตัวนั้นมาจากเจตจำนงปัจเจกของตัวละครแต่ละตัวที่เต็มไปด้วย รัก โลภ โกรธ หลง แม้แต่ตัวคาเอง ที่พยายามบอกกับคนอื่นว่า หลังจากที่เขาไม่มีพระเจ้าในหัวใจในวันนี้เขาเชื่อในพระเจ้าอย่างไร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อ อิเป็ค คนเดียวเท่านั้นโดยไม่สนหลักการทางศาสนาหรือความเชื่อทางการเมืองใดเลย(นี่ยังไม่รวมถึงวิวาทะของตัวละครในเรื่องที่พยายามดิสเครดิตกันว่า แม้จะนับถือพระเจ้า ก็ยังเป็นพระเจ้าคนละองค์)
 
ชีวิตมนุษย์คงเป็นเช่นนี้เอง และชะตากรรมทั้งหมดจากพระเจ้า(หรือจากเจตจำนง-สำหรับคนไม่เชื่อในพระเจ้า) คือสิ่งที่ตัวละครในเรื่องจำต้องน้อมรับ
 
แล้วศรัทธาศาสนาคืออะไรกันเล่า? มันคือเจตจำนงบริสุทธิ์ของมนุษย์ หรือแฝงแรงจูงใจทางสังคมหรือการเมืองอยู่เสมอ
 
นี่คือสิ่งที่หลายคนคงอยากรำพึง หลังจากที่อ่าน "หิมะ" จบลง