Connect with us

Subscribe

Entertainment

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

เรื่อง : คาลิล พิศสุวรรณ

ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สำนักพิมพ์บทจรได้ตีพิมพ์ ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ (One Hundred Years of Solitude) ฉบับแปลไทยของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลชาวโคลอมเบียผู้ล่วงลับ

แม้นักอ่านบ้านเราจำนวนไม่น้อยจะเคยได้อ่านวรรณกรรมเล่มสำคัญเล่มนี้ไปแล้วผ่านสำนวนการแปลของ ปณิธาณ-ร.จันเสน หากความน่าสนใจของหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวเล่มนี้อยู่ตรงที่ว่า ทางสำนักพิมพ์บทจรได้แปลหนังสือเล่มนี้จากภาษาสเปน ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของต้นฉบับโดยตรง ในขณะที่เล่มก่อนนั้นแปลมาจากภาษาอังกฤษ

อย่างที่ผู้อ่านคงจะทราบกันดี หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ไม่ใช่หนังสือใหม่อะไร นวนิยายเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2510 คำนวณคร่าวๆ ก็มีอายุ 50 กว่าปีเข้าไปแล้ว แต่ดังที่ Ezra Pound กวีชาวอเมริกันคนสำคัญได้กล่าวไว้ว่า ‘วรรณกรรมคือข่าวสาร ที่ยังคงเป็นข่าวสาร’ (Literature is news that stays news.) พูดอีกอย่างคือ ไม่สำคัญเลยว่าวรรณกรรมเรื่องหนึ่งจะมีอายุกี่ปี เพราะวรรณกรรมที่ดีจะก้าวผ่านช่วงเวลา โดยที่ยังคงรักษาความสดใหม่อยู่เสมอ ใช่ครับ, หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว คือวรรณกรรมที่ครบถ้วนในคุณสมบัตินี้

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว คือมหากาพย์ของตระกูลบูเอนดิยา บอกเล่าผ่านระยะเวลาหนึ่งร้อยปีที่ผูกโยงโชคชะตาของสมาชิก 7 รุ่นไว้อย่างหมองหม่น ภายใต้ฉากชีวิตที่ดำเนินไปของครอบครัวนี้ การ์เซีย มาร์เกซ เชื่อมโยงความเป็นไปของพวกเขากับเมืองในจินตนาการอย่าง ‘มาคอนโด’ เมืองที่ประหนึ่งว่าอุบัติขึ้นเพียงเพื่อจะผันผ่านไปกับกาลเวลา ก่อนจะแตกดับลงอย่างช้าๆ สอดคล้องไปกับการล่มสลายของครอบครัวบูเอนดิยาในระยะเวลาหนึ่งร้อยปี

ความสำคัญของหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวปรากฏอยู่ในหลายระดับ เราอาจเริ่มตั้งแต่การที่หนังสือเล่มนี้ทำให้วิธีการเขียนแนว ‘สัจนิยมมหัศจรรย์’ (Magical Realism) กลายเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมทั้งจากนักอ่านและนักเขียนทั่วโลก ดังที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง Midnight Children ของ Salman Rushdie Beloved ของ Tony Morrison หรือในผลงานของนักเขียนไทยอย่าง กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ แต่ถึงตรงนี้บางคนอาจสงสัยว่า สัจนิยมมหัศจรรย์คืออะไร?

ก่อนจะเข้าใจสัจนิยมมหัศจรรย์ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ‘วรรณกรรมแบบสัจนิยม’ (Literary Realism) หรือวรรณกรรมแนวเสมือนจริงคืออะไร วรรณกรรมแบบสัจนิยมคือประเภทหนึ่งของวรรณกรรม ที่มุ่งจะสะท้อนภาพความจริงของชีวิตให้สัตย์ซื่อและสมจริงอย่างที่สุด ดังที่ปรากฏในวรรณกรรมของนักเขียนอย่าง Mark Twain และ Charles Dickens แต่เมื่อมีการเติมคำว่า ‘มหัศจรรย์’ (magic) เข้าไป สัจนิยมมหัศจรรย์จึงกลายเป็นประเภทของวรรณกรรมที่ผสานความเหนือจริง กับความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน

พูดให้ชัดขึ้นคือ สัจนิยมมหัศจรรย์เป็นการนำสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้มาปรากฏอยู่ในตรรกะของโลกแห่งความจริง เช่น การที่อยู่ๆ ฝนก็ตกติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี หรือการที่ผู้คนในชีวิตประจำวันสามารถมองเห็นผีหรือวิญญาณได้ราวกับเป็นเรื่องปกติ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง ทว่ากลับดำเนินไปอย่างเป็นปกติภายในวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์

ในแง่นี้ ความสำคัญของวรรณกรรมแบบสัจนิยมมหัศจรรย์จึงเป็นการท้าทาย ต่อขนบวรรณกรรมแบบสัจนิยมที่วางอยู่บนฐานของหลักเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์แบบประจักษ์นิยม ซึ่งศรัทธาในสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อทางไสยศาสตร์ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติจึงถูกแนวคิดนี้ปฏิเสธโดยทันที เพราะถือว่าอะไรเหล่านั้นพิสูจน์ไม่ได้โดยวิทยาศาสตร์ สัจนิยมมหัศจรรย์ท้าทาย วิธีคิดเช่นนี้โดยให้ความสำคัญกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ไม่ได้

ดังที่ในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว การ์เซีย มาร์เกซ ให้น้ำหนักกับภูตผี ความเชื่อท้องถิ่น และตำนานพื้นบ้านที่มักจะถูกเหยียดหยาม และมองว่าไร้สาระงมงาย การ์เซีย มาร์เกซเคยกล่าวไว้ว่า ความมหัศจรรย์ต่างๆ ที่ปรากฏในนวนิยายเรื่องนี้มาจากเรื่องเล่าของคุณย่าที่มักจะเล่าถึงสิ่งเหนือธรรมชาติในโคลอมเบียอยู่บ่อยๆ ดังที่ Salman Rushdie เรียกสัจนิยมมหัศจรรย์ในผลงานของ การ์เซีย มาร์เกซ ว่าเป็น ‘โลกทัศน์แบบหมู่บ้าน’ (Village World-view) ในแง่ที่มันเป็นความคิดของชาวบ้านซึ่งพัฒนาขึ้นภายในสภาพแวดล้อมชนบท และยังไม่ถูกปนเปื้อนจากคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ Rushdie ยังมองว่า สัจนิยมมหัศจรรย์ในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวทำหน้าที่วิพากษ์ระบบการเมืองอันเน่าเฟะในโคลอมเบียและสังคมอเมริกาใต้ได้อย่างแหลมคม เขากล่าวว่า “บาดแผลของสภาวะความเป็นจริง ในอเมริกาใต้เป็นประเด็นทางการเมือง พอๆ กับที่เป็นประเด็นทางวัฒนธรรมในประสบการณ์ของการ์เซีย มาร์เกซ ความเป็นจริงถูกควบคุมในระดับที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะพบคำตอบว่า ความจริงคืออะไร ความเป็นจริงเพียงหนึ่งเดียวคือ คุณกำลังถูกโกหกอยู่ตลอดเวลา”

สำหรับ การ์เซีย มาร์เกซ เนื้อหาของประวัติศาสตร์ที่ผู้มีอำนาจและรัฐบาลเขียนขึ้น เป็นคนละเนื้อหากับประวัติศาสตร์ที่ผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้ถูกปกครองรับรู้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดต่อการปะทะกันระหว่างประวัติศาสตร์กระแสหลัก กับประวัติศาสตร์กระแสรองในนวนิยายเรื่องนี้ปรากฏให้เห็นผ่านเหตุการณ์สังหารหมู่คนงานบริษัทกล้วย ที่ลุกฮือขึ้นประท้วงอย่างไม่พอใจต่อค่าจ้างและสวัสดิการที่ไม่เป็นธรรม

แต่เพราะบริษัทกล้วยได้ติดสินบนเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นไว้ก่อนแล้ว ความเดือดร้อนของคนงานจึงไม่มีใครสนใจพวกเขาจึงต้องยกระดับการชุมนุมจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในท้ายที่สุด

การ์เซีย มาร์เกซ ไม่ได้สร้างเหตุการณ์นี้ขึ้นจากจินตนาการ แต่เขาเขียนมันขึ้นมาจากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างแรงงานกับกลุ่มนายทุนซึ่งเกิดขึ้นจริงๆ ในโคลอมเบียเมื่อปี ค.ศ. 1928 ทว่าผ่านการประท้วงนองเลือด ในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว การ์เซีย มาร์เกซได้แสดงให้เห็นกระบวนการทำงานของประวัติศาสตร์กระแสหลักที่หมกมุ่นอยู่กับการแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะสร้างความยุ่งยากให้กับการปกครองของรัฐ ในกรณีนี้คือการบิดเบือนตัวเลขแรงงานที่ตายไปให้น้อยลงกว่าความเป็นจริง

รัฐบาลได้เขียนประวัติศาสตร์อีกฉบับหนึ่งขึ้นมา และค่อยๆ ปลูกฝังความทรงจำใหม่ลงไปในการรับรู้ของประชาชน ผลลัพธ์ของปฏิบัติการนี้ คือไม่เพียงแต่ผู้คนจะค่อยๆ หลงลืมเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อมีใครสักคนพยายามทักท้วงขึ้นมาว่า ความเป็นจริงไม่ใช่แบบนี้ มีคนตายจริงๆ มีแรงงานเป็นพันๆ ถูกฆ่าจริงๆ ใครคนนั้นก็จะถูกกล่าวหาว่าโกหกในทันที นั่นเพราะชุดความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เขามี กลายเป็นคนละชุดความจริงกับชุดความจริงทางประวัติศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่จดจำไปเรียบร้อยแล้ว

การบิดเบือนความจริง คือปฏิบัติการหลักของรัฐต่อการรักษาความสงบของประเทศให้ดำรงอยู่ต่อไป ทว่าภายใต้ผืนผ้าใบของความเป็นระเบียบเรียบร้อย กลับคือความตายของผู้คนนับพันที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ ประชาชนเหล่านี้ถูกกดขี่ แต่เมื่อการต่อรองไม่เป็นผล การลุกขึ้นสู้ก็เป็นหนทางเดียวที่พวกเขาจะทำได้ หากในสายตาของรัฐ คนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับเชื้อร้าย เชื้อร้ายที่คอยแต่จะกัดกินประเทศให้ฉิบหาย ทั้งๆ ที่พวกเขาเพียงแค่ต่อสู้เพื่อปากท้องของตัวเองเท่านั้น

เหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวไม่ได้สิ้นสุดลงแล้ว ในอดีต เพราะในปัจจุบัน เรายังคงมองเห็นการกดขี่ข่มเหงของอำนาจรัฐในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องมองไปไหนไกลหรอกครับ

แค่ในประเทศไทยทุกวันนี้ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับเมืองมาคอนโดด้วยซ้ำ ประเทศที่ผู้มีอำนาจเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นให้ประชาชนท่องจำ ประเทศที่ปฏิเสธว่า เหตุการณ์นองเลือดหลายๆ ครั้งไม่เคยเกิดขึ้นจริง ประเทศที่ความตายของประชาชนมีค่าไม่ต่างอะไรจากผักปลา ประเทศที่แทบจะไม่เดินหน้าแม้เวลาจะผ่านไปกว่าหนึ่งร้อยปี

ผมคิดว่าจริงๆ แล้วเมืองมาคอนโดไม่ได้อยู่ไกลถึงประเทศโคลอมเบียหรอกครับ มันอยู่ในประเทศไทยของเรา มันคือประเทศไทยของเรานี่แหละ

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup