x

เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
 
ภาพยนตร์เป็น “สื่อ” ที่นอกจากบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว ในอีกมุมหนึ่งยังเป็นการ "บันทึก" ประวัติศาสตร์ที่สำคัญและ "จินตนาการ" ถึงอดีต อย่างเช่น ล่าสุด ภาพยนตร์ “เพื่อน...ที่ระลึก” ของค่าย GDH559 ได้พาเราย้อนไปในช่วง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อ 20 ปีที่แล้วในวันที่เศรษฐกิจบ้านเราพัง
 
 
ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา(ระหว่างปี พ.ศ.2545-2560) ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องได้บอกเล่าผ่านฉากหลังที่เป็นแลนด์มาร์ค ของประวัติศาสตร์บ้านเราออกมามากมาย ตั้งแต่เหตุการณ์ รศ.112 จนมาถึงเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2557
 
และนี่คือประวัติศาสตร์สำคัญและภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้
 
 
พ.ศ.2436 : วิกฤตการณ์ รศ.112
 
เหตุการณ์ครั้งสำคัญในยุคอาณานิคม ที่ทำให้ประเทศไทยต้องปรับตัวให้มีความศิวิไลซ์จากการที่ในปีพ.ศ.2436 หรือ รศ.112 สมัย ร.5 สยามถูกเรือฝรั่งเศสบุกเข้ามา ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดการปะทะกันกับฝั่งสยาม ฝรั่งเศสปิดกรุงเทพฯ นำไปสู่การที่สยามไปเจรจากับฝรั่งเศส เสียค่าปรับสินไหมจำนวนมากและเสียผลประโยชน์อื่น ๆ โดยเฉพาะการที่ รัฐบาลสยามยอมสละกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
 
ภาพยนตร์ : ทวิภพ(พ.ศ.2547)
 
ภาพยนตร์ที่พูดถึงเหตุการณ์นี้คือ “ทวิภพ” ภาพยนตร์ปี 2547 นิยายของทมยันตีที่สุรพงษ์ พินิจค้ากำกับการแสดงกับเรื่องราวของ “แม่มณี” หญิงไทยในโลกปัจจุบันที่ทะลุผ่านกระจกกลับไปสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อร่วมแก้ไขวิกฤตการณ์ปากน้ำ รศ.112 ที่ทุกคนจำหนังเรื่องนี้ผ่านประโยคที่ว่า "คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด ฉิบหายเเล้วบ้านเมืองกู"
 
 
พ.ศ.2475 : ปฏิวัติสยาม 2475
 
24 มิถุนายน 2475 คือวันที่กลุ่ม “คณะราษฎร” ซึ่งเป็นคณะนายทหารและพลเรือนได้ร่วมกันยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และมีรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาต่อมา
 
ภาพยนตร์ : จันดารา(พ.ศ.2555-2556) ชั่วฟ้าดินสลาย(พ.ศ.2553) ประชาธิป’ไทย(พ.ศ.2556)
 
มีภาพยนตร์มากมายที่พูดถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ อย่างเช่น ภาพยนตร์ของ “หม่อมน้อย” อย่าง “จันดารา ทวิภาค” ( พ.ศ.2555-2556 มีอ้างอิงถึงทั้งเหตุการณ์ 2457 และสงครามโลกครั้งที่ 2) หรือ “ชั่วฟ้าดินสลาย” (พ.ศ.2553) แต่ที่พูดถึงเหตุการณ์ 2475 โดยตรง ก็คงจะเป็นสารคดีเรื่อง “ประชาธิป’ไทย”(พ.ศ.2556) ของเป็นเอก รัตนเรือง และ ภาสกร ประมูลวงศ์ ที่เล่าเรื่องการเมืองไทยร่วมสมัยผ่านเหตุการณ์สำคัญมากมาย เช่นสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์ตุลาฯ 16-19 ปัญญาชนเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ พฤษภาทมิฬ มาจนถึงเรื่องรัฐบาลทักษิณ และเหตุการณ์รัฐประหารปี พ.ศ.2549
 
 
พ.ศ.2484 : สงครามโลกครั้งที่ 2
 
ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงมหาสงครามเอเชียบูรพา เป็นปีที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าไทยหลังจากรุกจีน รุกเกาหลีและอีกหลายประเทศแล้ว ญี่ปุ่นเข้ามาประเทศไทย ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 ยกพลขึ้นบกทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทยจังหวัดปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและตำบลบางปู สมุทรปราการ มีการปะทะกันกับฝั่งไทย จนในที่สุดไทยจึงยอมเปิดให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยและเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในที่สุด
 
ภาพยนตร์ : คู่กรรม(พ.ศ.2556)
 
หลายชาติในเอเชียอย่าง เช่น จีน ล้วนแล้วแต่มีบาดแผลจากการกระทำของกองทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แทบทั้งสิ้น แต่ในบ้านเรา แม้ท้ายที่สุดพอจบสงครามนี้ ไทยจะกลับลำไปอยู่ฝั่งสัมพันธมิตรที่ตรงข้ามกับนาซีและญี่ปุ่น แต่ความทรงจำของไทยกับญี่ปุ่นจากเหตุการณ์นี้กลับดูดีมาก ๆ ผ่านการตีความจากนิยาย “คู่กรรม” ของทมยันตี ที่คนไทยรักโกโบริกันทั้งบ้านทั้งเมือง จนถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ทั้งสิ้น 6 เวอร์ชัน และภาพยนตร์อีก 4 เวอร์ชัน ซึ่งภาพยนตร์ “คู่กรรม” เวอร์ชันล่าสุดผลิตขึ้นในปี พ.ศ.2556 ได้ณเดชน์ คูกิมิยะ มาเป็นพระเอก ซึ่งเวอร์ชันนี้ตีความความสัมพันธ์ของโกโบริและอังศุมาลินในอีกแบบ เพราะลดทอนประวัติศาสตร์สงครามในช่วงเวลานั้น จนเป็นงานที่ถูกวิจารณ์พอสมควรทีเดียว
 
 
พ.ศ.2516 : เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ
 
นี่เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกครั้งในบ้านเรา ที่ประชาชน นำโดยนักศึกษาลุกขึ้นมาขับไล่เผด็จการในช่วงเวลานั้น จากความไม่พอใจของประชาชนที่สั่งสมกันเป็นเวลานานในช่วงเวลาที่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศนานถึง 15 ปี นักศึกษาและประชาชนมากกว่า 5 แสนคนชุมนุมเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคลื่อนมาสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สู่ลานพระบรมรูปทรงมา และมีการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวโดยสรุป ผลจากเหตุการณ์นี้นำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งของจอมพล ถนอม และมีการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ บรรยากาศประชาธิปไตยอบอวลช่วงสั้น ๆ จนกระทั่งสามปีต่อมาเกิดเหตุการณ์ “6 ตุลาฯ”
 
ภาพยนตร์ : October Sonata รักที่รอคอย(พ.ศ.2552)
 
นี่เป็นภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่น่าสนใจอีกเรื่อง กับเรื่องราวความสัมพันธ์ของแสงจันทร์และรวี ที่เหตุการณ์งานศพของมิตร ชัยบัญชา ในวันที่ 8 ตุลาคม 2513 ทำให้ทั้งคู่สัญญาว่าจะมาพบกันทุกปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นคาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ในปี 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในปี 2519 และเหตุการณ์ที่นักศึกษาเข้าป่ารวมกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งนอกจากหนังพยายามให้น้ำหนักกับความโรแมนติกแล้ว การพูดถึงชนชั้นของแสงจันทร์ ที่เป็นคนใช้แรงงาน กับรวี ซึ่งเป็นชาวนา ที่พยายามทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้นด้วยการศึกษา นั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจในหนังอย่างมาก
 
 
พ.ศ.2519 : เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
 
นี่คือเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่รัฐและประชาชนบางกลุ่มล้อมปราบนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จากกรณีการใส่ร้ายนักศึกษาที่มาชุมนุมประท้วงการเดินทางกลับประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร แต่เหตุการณ์กลับรุกลามจนนักศึกษาถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง นำไปสู่การใช้กำลังเข้าปราบ ภาพที่คนโดนแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวงแล้วถูกเก้าอี้ฟาด เลยกลายเป็นภาพสุดสะเทือนใจมาถึงทุกวันนี้
 
ภาพยนตร์ : ดาวคะนอง(พ.ศ.2559) ลิฟต์แดง(พ.ศ.2552) โคลิค เด็กเห็นผี(พ.ศ.2549) เชือดก่อนชิม (พ.ศ.2552)
 
ไม่รู้เรื่องบังเอิญหรือภาพจำมันชวนให้คิดแบบนั้น ภาพยนตร์ที่ถูกอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หรือการมีเหตุการณ์นี้เป็นฉากหลังจะถูกแปรรูปออกมาเป็นภาพยนตร์ผีหรือภาพยนตร์สยองขวัญ อย่างเช่น โคลิค เด็กเห็นผี(พ.ศ.2549) เชือดก่อนชิม (พ.ศ.2552) โดยเฉพาะภาพยนตร์สั้นเรื่อง ลิฟต์แดง(พ.ศ.2552) ในภาพยนตร์เรื่อง “มหา’ลัยสยองขวัญ” ได้นำเรื่องเล่าสุดหลอนกับลิฟต์แดงที่ตึกศิลปศาสตร์ ที่นักศึกษาถูกยิงตายในลิฟต์ตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กลับมาขยี้เล่าอีกครั้ง หรืออย่าง ดาวคะนอง(พ.ศ.2559) ที่ผู้กำกับอย่าง อโนชา สุวิชากรพงศ์ ได้บอกว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ตนคงไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งหลายฉากในหนังชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่มาก
 
 
ช่วงนักศึกษาเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์
 
หากจะนับวันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยปะทะกับกองกำลังของรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการคงต้องยอนกลับไปที่ “วันเสียงปืนแตก” วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2508 ที่ บ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคแข็งแรงขึ้นนั่นก็คือเหตุการณ์ความรุนแรง “6 ตุลาฯ” ทำให้นักศึกษาจำนวนมากเดินเข้าป่าจับอาวุธต่อต้านรัฐบาลอยู่หลายปี ซึ่งความตรึงเครียดตรงนี้ผ่อนปรนลงเพราะคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 ในปีพ.ศ.2523 สมัยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการผ่อนปรนและนิรโทษกรรมให้ผู้เข้าร่วมพรรคคอมมินิสต์ฯ จนมีคนจำนวนมากกลับจากป่าสู่เมือง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคเสื่อมอำนาจลงในที่สุด
 
ภาพยนตร์ : ฟ้าใสใจชื่นบาน(พ.ศ.2552) ลุงบุญมีระลึกชาติ(พ.ศ.2553) ยังบาว(พ.ศ.2556)
 
หากจะมองภาพยนตร์ที่พูดถึงกลุ่มคนที่หนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯ จับปืนสู้กับฝั่งรัฐเราที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเรื่อง “ฟ้าใสใจชื่นบาน” ที่นำเรื่องนักศึกษาหนีเข้าป่ามาตีความจนกลายเป็นหนังตลกซึ่งผิดกับท่าทีจริงจังที่มันเป็นอยู่จริง ส่วนเรื่อง “ยังบาว” นั้น ภาพรวมของหนังเป็นเรื่องของประวัติของคาราบาวก็จริงอยู่ แต่บางส่วนบางตอนพยายามอ้างอิงราวกับว่าแอ๊ด คาราบาวนักร้องนำของวงเคยเข้าป่า(ซึ่งน้าแอ๊ดเคยให้สัมภาษณ์ว่าเคยเข้าป่าในฐานะคนไปส่งเสบียงเพียงเท่านั้น) และที่น่าสนใจก็คือ ภาพยนตร์รางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลหนังเมือคานส์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ที่ตัวละครของเรื่องเชื่อว่าตัวเองมีกรรมจากการฆ่าสมาชิกคอมมิวนิสต์ และตัวผู้กำกับเอง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มีแรงบันดาลใจจากการทำหนังจากการศึกษาข้อมูลที่บ้านนาบัว นครพนม ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการปะทะกันระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐไทยในช่วงปี พ.ศ.2508-2525
 
 
พ.ศ.2535 : พฤษภาทมิฬ
ในยุคที่การสื่อสารเริ่มพัฒนาไปมาก นี่คือการชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งด้วยการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ จนมีการเรียกม็อบนี้ว่า “ม็อบมือถือ” กับการรวมตัวของประชาชนเพื่อขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ระหว่างวันที่ 17-24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 จนเกิดการปะทะกันขึ้นมา อันนำไปสู่การลาออกของพลเอกสุจินดา คราประยูร
 
ภาพยนตร์ : สยิว(พ.ศ.2546)
ภาพยนตร์เรื่องนี้แม้ว่าฉากหน้าจะพูดถึงเต่า ทอมบอยที่ชอบเขียนเรื่องสั้นแนวใต้สะดือส่งไปให้นิตยสารโป๊ที่บูมมากในยุคนั้น แต่ในฉากหลังนั้น มีไทม์ไลน์ตรงกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พอดี ซึ่งมีการรายงานข่าวเหตุการณ์นี้ผ่านสื่อดังที่ปรากฏในหนังเป็นระยะเหมือนบ้านเมืองรอการคลี่คลายไม่ต่างจากชีวิตของเต่าที่รอการคลายปมว่าเธอจะเลือกชีวิตในแบบไหน
 
 
พ.ศ.2538 : ยุคอัลเทอร์เนทีฟครองเมือง
ในยุคที่บ้านเมืองเปิดกว้างมากขึ้น ทางเศรษฐกิจ การเติบโตของ GDP และการลงทุนจากต่างชาติทำให้ไทยกำลังจะทะยานเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ส่วนในทางการเมืองเอง หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬแล้ว ไม่กี่ปีต่อมาเราก็จะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี พ.ศ.2541 ในทางสังคมก็เช่นกัน นอกจากค่ายเพลงป๊อปหลักอย่าง อาร์เอส แกรมมี่ คีตาฯ แล้ว กระแสดนตรีทางเลือกหรืออัลเทอร์เนทีฟก็มาแรงในช่วงเวลานั้น ที่ศิลปินจากค่ายอิสระกังเฟื่องฟูสุดขีด อย่างเช่น โมเดิร์นด็อก, แบล็คเฮด, ป้าง นครินทร์ และพาราด็อกซ์ เป็นกลุ่มดนตรีที่ยังมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้
 
ภาพยนตร์ : 2538 อัลเทอร์มาจีบ(2538)
ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องแบบพาพระเอกย้อนเวลาแบบ Back to the Future กลับไปสู่วันวานอันหวานชื่นของยุคที่ฟังเทปคาสเซ็ตต์ โทรศัพท์ผ่านตู้ ใช้เพจเจอร์ และที่สำคัญคือพวกเขาฟังเพลงอัลเทอร์เนทีฟกัน สำหรับคนที่เกิดในยุคนั้น “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ก็เหมือนพาย้อนอดีตกลับไปให้ฟินกับตอนนั้นกัน
 
 
พ.ศ.2540 : วิกฤตต้มยำกุ้ง
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในบ้านเรา ก็คือ วิกฤตการณ์การเงินเมื่อปีพ.ศ. 2540 หรือที่เรียกว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเริ่มต้นจากประเทศไทยแล้วลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงประเทศเกาหลีใต้ โดยก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2534-2537 เศรษฐกิจไทยเติบโต จนเกิดภาวะ “เศรษฐกิจฟองสบู่” นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนเงินออกและโจมตีค่าเงินบาท รัฐบาลไทยต้องกู้ยืมเงินจากไอเอ็มเอฟ(International Monetary Fund) มีการปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ส่งผลให้หลายบริษัทเป็นหนี้ต่างประเทศเพราะค่าเงินบาทลดลง ผลที่เกิดจึ้นคือ สถาบันการเงินถูกปิดตัวลง ธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ล้มละลายไม่เป็นท่า ผู้คนในกรุงเทพ ฯ ตกงานจนต้องกลับไปอยู่ที่ชนบท ส่วนคนรวยก็กลายเป็น “คนเคยรวย” เหล่านี้คือความทรงจำที่แสนช้ำร่วมกันของผู้คนร่วมสมัยที่ “ฝันค้าง” จากความรู้สึกว่าวันหนึ่งประเทศเราจะยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ แต่พอตื่นขึ้นมาเห็นโลกความจริงในปี 2540 กลับพบว่าทุกสิ่งที่เคยฝันหายวับไปกับตา
 
ภาพยนตร์ : Mother(พ.ศ.2555) ภวังค์รัก(พ.ศ.2557) เพื่อน...ที่ระลึก(พ.ศ.2560)
หนังทั้งสามเรื่องพูดถึง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในมุมมองที่แตกต่างกัน “Mother” เป็นหนังกึ่งเรื่องเล่าและกึ่งสารคดี สะท้อนภาพครอบครัว ในบ้านหลังหนึ่งที่ “แม่” ตัดสินใจฆ่าตัวตายให้พ้นจากวิกฤติ(ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ปี '40) ส่วน “ภวังค์รัก” เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความปวดร้าวในความสัมพันธ์อันไม่ต่างจากฉากหลังในเรื่องที่หลายชีวิตต้องปวดร้าวเพราะพิษเศรษฐกิจ และล่าสุด “เพื่อน...ที่ระลึก” แล้วกับ “ผี” ทั้งเชิงอุปมาและตามตัวอักษร ที่เหตุการณ์นี้ผ่านไป 20 ปีแล้ว ก็ยังกลับมาหลอกหลอนผู้คน ผ่านความสัมพันธ์ของเพื่อนรัก และตึกสาธรยูนีค อันเป็นไปคอนของเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าวนี้
 
 
พ.ศ.2547 ถึงปัจจุบัน : เหตุการณ์ความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
ความขัดแย้งในปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2491 แต่เริ่มปะทุรุนแรงในช่วงปี พ.ศ.2547 ในรัฐบาลทักษิณ ที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับคนในพื้นที่ เริ่มจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคมในปีนั้น แล้วมีเหตุการณ์ใหญ่ที่รัฐใช้ความรุนแรงในกรณีตากใบและกรือเซะ การหายตัวไปของ สมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และอีกหลายต่อหลายเหตุการณ์ ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ครั้ง ปัญหานี้ก็ยังไม่เคยหายไป
 
ภาพยนตร์ : โอเคเบตง(พ.ศ.2546) พลเมืองจูหลิง(พ.ศ.2551) ละติจูดที่ 6(พ.ศ.2538) มหาสมุทรและสุสาน(พ.ศ.2558)
ภาพยนตร์ทั้งสี่เรื่องมีมุมมองต่อเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แตกต่างกันไป “โอเคเบตง” ให้ความสำคัญกับความต่างทางศาสนาระหว่างไทยพุทธและมุสลิมที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่นี้ ส่วน “ละติจูดที่ 6” ที่ได้งบจาก กอ.รมน. พยายามชี้ชวนเชิงโฆษณาว่าแม้ว่าเราจะพบเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ขอให้เรามีความเชื่อ เราจะผ่านเรื่องร้าย ๆ นั้นได้เสมอ ส่วน “พลเมืองจูหลิง” เป็นสารคดีที่มุ่งวิพากษ์นโยบายที่ผิดพลาดในสมัยรัฐบาลทักษิณ และพูดถึงทีมาที่ไปของเหตุการณ์ร้ายที่เกิดกับครูจูหลิง ปงกันมุล ครูชาวเชียงรายที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตในขณะที่เป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนกูจิงลือปะ ที่จ.นราธิวาส ส่วน “มหาสมุทรและสุสสาน” แม้ว่าจะมีฉากทหารที่จังหวัดชายแดนใต้ออกมาสั้น และมีเสียงวิทยุพูดถึงเหตุการณ์ที่ราชประสงค์แทรกเข้ามาไม่มาก แต่นั่นก็พอที่จะอธิบายเหตุผลได้ว่า ทำไมคนเราอยากจากเดินทางไปหาสังคมที่ดีกว่าเช่นเดียวกันกับตัวละครในเรื่อง
 
 
พ.ศ. 2549 และปี 2557 : เหตุการณ์รัฐประหาร
ในรอบ 8 ปี เกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ประเทศไทยขึ้น 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2557 จบ(สั้นจัง)
 
ภาพยนตร์ : Snap...แค่ได้คิดถึง(พ.ศ.2558)
ตัวละครในเรื่องเกี่ยวพันกับเหตุการณ์รัฐประหาร 2 ครั้งซ้อน ตรงที่ว่านางเอกของเรื่องมีพ่อเป็นนายทหาร และต้องย้ายตามพ่อเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงของการรัฐประหารครั้งแรก ทำให้ต้องจากเพื่อนที่ต่างจังหวัด แล้วพวกเขาก็กลับมาพบกันอีกครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยที่กำลังจะเกิดรัฐประหารในปี 2557 
 
 
พ.ศ.2551 ถึงปัจจุบัน : ความขัดแย้งชายแดน ไทย-กัมพูชา
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมา เกิดกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ผ่านเหตุการณ์ สภากลาโหมของไทยมีมติประท้วงกัมพูชาในกรณีเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ลำพัง ความขัดแย้งขยายตัวจนนำไปสู่จนเกิดเหตุปะทะและการปิดเขาพระวิหารที่ขึ้นทางฝั่งไทย กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 และการถกเถียงว่าพื้นที่บางส่วนที่ยังไม่ชัดเจนบริเวณชายแดนนั้นเป็นของใคร
 
ภาพยนตร์ : ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง(พ.ศ.2556)
เป็นภาพยนตร์สารคดีชั้นดีที่กำกับโดยนนทวัฒน์ นำเบญจพล ที่พาคนดูออกไปสำรวจความคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์จริงได้ชัดกว่าการฟังข่าวจาก “สื่อ” ส่วนกลางนั่นคือ กรุงเทพฯ
 
 
พ.ศ.2553 : เหตุการณ์ความรุนแรงที่ราชประสงค์
เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7-19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 ที่ฝั่งรัฐบาลขณะนั้น ได้เข้าสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกราชประสงค์  เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่
 
ภาพยนตร์ : สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย(พ.ศ.2555) ตั้งวง (2556)
“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” คือภาพยนตร์ที่มีการทดลองเล่าเรื่องแบบใช้ “เรื่องจริง” ผสมกับ “เรื่องแต่ง” และมีบางส่วนอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่ราชประสงคืฌมื่อปี 2553 ส่วน “ตั้งวง” หนึ่งในภาพยนตร์ชั้นดีของคงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ตั้งคำถามกับความเป็น “ไทย” ผ่านสังคมและระบบการศึกษาได้อย่างแหลมคมและแทรกเหตุการณ์ความรุนแรงที่ราชประสงค์เป็นหนึ่งใน “ปม” สำคัญของภาพยนตร์

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน