Connect with us

Subscribe

Vision

วิธีหนีไวรัส แบบซูเปอร์ริช

เคยสงสัยไหมว่า ถ้าเป็นคนรวยมากๆ ระดับท็อป 0.001% ของโลก
พวกเขาทำอย่างไรกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

เหล่า ‘ซูเปอร์อีลิท’ พวกนี้ มีวิธีหลบหลีกโรคร้ายที่แปลกแตกต่างไปจากคนทั่วไปหรือเปล่า
คำตอบก็คือใช่


คนในระดับซูเปอร์อีลิทของโลก เตรียมพร้อมรับมือกับภัยร้ายเอาไว้แล้ว ด้วย ‘หลุมหลบภัย’ หรือ Bunker ที่รับมือได้ตั้งแต่โรคระบาดจนถึงอุกกาบาตยักษ์
บริษัทสำคัญบริษัทหนึ่งที่ทำงานในการสร้างหลุมหลบภัยระดับไฮเอนด์ให้กับเศรษฐีมหาเศรษฐีทั่วโลก คือบริษัทชื่อ Vivos Group บริษัทนี้เป็นของแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งโดย โรเบิร์ต วินซิโน (Robert Vincino) โดยหลุมหลบภัยนี้มีขนาดถึงราวหนึ่งพันตารางเมตร เป็นหลุมหลบภัยใต้ดิน สามารถรองรับคนได้ 80 คน เป็นเวลานานหนึ่งปี โดยไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัยนี้ได้แต่ประการใด คุณต้องสมัครเป็นสมาชิกเสียก่อนถึงจะได้


หลุมหลบภัยนี้มีคนสมัครสมาชิกแล้วมากกว่า 25,000 คน (แน่นอน – เศรษฐีทั้งนั้น!) แต่ในบรรดาเศรษฐีเหล่านี้ ก็ยังต้องแย่งกันจ่ายเงินกันเพิ่มเติมอีก เพื่อให้ได้ ‘สิทธิ’ ที่จะไปอยู่ในพื้นที่ว่างในหลุมหลบภัย ซึ่งในตอนนี้ก็มีคนจ่ายเงินกันแล้วถึง 1,000 คน แต่ว่าทั้งหมดนั้นมีที่เพียง 80 ที่เท่านั้น


นอกจากนี้ ยังมีบริษัทใหม่ๆ อื่นๆ ขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น Rising S Company ที่บอกว่ายอดขายหลุมหลบภัยใต้ดินที่ว่านี้เติบโตถึง 700% ในปีเดียว และตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นประธานาธิบดี ยอดขายยอดจองยิ่งพุ่งพรวด


หลุมหลบภัยเหล่านี้มีเสบียงเตรียมไว้ให้อยู่ได้นานหนึ่งปีหรือมากกว่านั้น หลายแห่งมีการเตรียมสวนผักแบบไฮโดรโปนิกส์เอาไว้ด้วยเพื่อเพิ่มอาหารสด รวมทั้งต้องมีการคิดว่า ในหลุมหลบภัยแต่ละแห่ง สมาชิกที่จะเข้าไปอยู่ได้ควรจะคละกันอย่างไรเพื่อให้เกิด ‘ชุมชน’ ที่คนที่อยู่มีทักษะแตกต่างกัน


The Guardian รายงานว่า เมื่อเกิดโรคระบาดอย่างโควิด-19 ขึ้น เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวในหลายประเทศบินว่อน เพราะเศรษฐีทั้งหลายต่างพาครอบครัวบินไปยังบ้านพักและยังหลุมหลบภัยพิเศษเหล่านี้ จำนวนมากพาแพทย์และพยาบาลส่วนตัวขึ้นเครื่องไปด้วย เผื่อจะได้รักษาพยาบาลคนในครอบครัวได้


ที่สำคัญก็คือ มีคลินิกพิเศษให้บริการเฉพาะสำหรับคนระดับซูเปอร์อีลิทเหล่านี้ แต่การตรวจสอบโคโรนาไวรัสเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้มงวด อย่างในอังกฤษ แม้จะมีคลินิกระดับสูงก็จริง แต่กระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษก็บังคับว่าห้ามมีการตรวจพร่ำเพรื่อ (เนื่องจากน้ำยาตรวจมีจำกัด) การตรวจจะต้องดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น คลินิกส่วนตัวทำแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่มหาเศรษฐีทำได้จึงคือการเข้ารับการฉีดวิตามินและเกลือแร่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแทน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี บี 12 สังกะสี และกรดอะมิโนจำเป็นต่างๆ


ที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่สายการบินต่างๆ แทบจะล้มละลาย แต่บริษัทให้บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว อย่างเช่น PrivateFly กลับบอกว่ายอดจองพุ่งพรวดสูงขึ้นลิบลิ่ว เพราะบรรดามหาเศรษฐีต้องการอพยพตัวเองไปอยู่ในที่ห่างไกล เช่น บ้านพักวันหยุดในชนบท ส่วนคนที่ต้องเดินทางเพื่อทำธุรกิจ ก็สามารถเลือกจองเครื่องบินส่วนตัวโดยใช้บริการระดับสูงยิ่งกว่าเฟิร์สต์คลาสขึ้นไปอีก โดยมีเทอร์มินัลส่วนตัวที่มีห้องเฉพาะของตัวเอง ไม่ปะปนกับใคร
มีรายงานว่า นิวซีแลนด์คือจุดหมายปลายทางยอดนิยมของบรรดามหาเศรษฐีจากซิลิคอนแวลลีย์ ไม่ใช่แค่ไปพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังเดินทางไป ‘ซื้อ’ อสังหาริมทรัพย์อยู่ที่นั่นเลย เช่น ปีเตอร์ ธีล ซึ่งลงทุนกับเฟซบุ๊ก ก็เป็นเจ้าของพื้นที่ในเกาะใต้ใหญ่ถึง 477 เอเคอร์ สำหรับเศรษฐีอเมริกันที่ยังเลือกอยู่ในประเทศ รัฐยอดนิยมในการหนีไวรัสอยู่ที่ไอดาโฮ ในขณะที่เศรษฐีอังกฤษจะนิยมซื้อบ้านไว้ที่กลอสเตอร์เชอร์ (Gloucestershire) โดยประชาสัมพันธ์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์คนหนึ่งบอกว่า เหล่าเศรษฐีจะมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่เป็นภูเขามากกว่า และส่วนใหญ่นิยมใช้สบู่ล้างมือยี่ห้อ Aesop


เพนนี มอสโกรฟ (Penny Mosgrove) ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัทอสังหาริมทรัพย์สำหรับมหาเศรษฐี ชื่อ Quintessentially Estates บอกว่าเหล่าซูเปอร์ริชของโลกทั้งหลาย กำลังหาที่อยู่สองแบบ


แบบแรกก็คือปราสาทหรือแมนชั่นที่มีอุโมงค์หรือหลุมหลบภัยใต้ดิน ตัวอย่างเช่น ปราสาทในสกอตแลนด์ หรือคฤหาสน์ในแถบคอตส์วอลด์ (Cotswolds) ของอังกฤษ ซึ่งจะมีอุโมงค์หรือห้องใต้ดินที่ซับซ้อนอยู่ข้างใต้ เป็นการป้องกันภัยได้หลายอย่าง


เศรษฐีอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้เลือกปราสาท แต่เลือกซื้อ ‘เกาะ’ ส่วนตัวเอาไว้ทั้งเกาะ เพื่อจะได้ไปอยู่ที่นั่นได้โดยควบคุมการเข้า-ออกของคนได้สะดวก โดยเกาะที่นิยมมากที่สุด คือเกาะตามหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน โดยซื้อเรือยอชต์ระดับซูเปอร์ยอชต์ หรือไม่ก็เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เพื่อจะได้ใช้เดินทางหากมีอาการป่วยขึ้นมา

นอกจากแคริบเบียนแล้ว หมู่เกาะในกรีซก็เป็นอีกที่หนึ่งที่นิยมกันมาก มีเกาะแห่งหนึ่งในกรีซที่มีเนื้อที่ 1,100 เอเคอร์ ขายในราคาเพียง 45 ล้านปอนด์เท่านั้น โดยบนเกาะมีผู้อาศัยอยู่ก่อนหน้าเพียงรายเดียว คือคนเลี้ยงแกะ นอกจากนี้ยังมีอีกเกาะหนึ่งที่เล็กกว่า มีพื้นที่ 250 เอเคอร์ บนเกาะมีแกะ 150 ตัว ต้นมะกอก 5,000 ต้น แต่ไม่แจ้งราคาขายมา


มอสโกรฟบอกว่า ลูกค้าคนหนึ่งมีคฤหาสน์อยู่ในย่านเมย์แฟร์ของลอนดอน เป็นคฤหาสน์มูลค่า 35 ล้านเหรียญ แต่เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อกลับมาก็ไม่เข้าบ้าน แต่ให้หาที่พักแบบเช่าอยู่ไปพลางๆ ก่อน เพราะเกรงว่าตัวเองจะนำเชื้อมาติดที่บ้าน โดยเธอหาที่พักราคาเดือนละ 18,000 ปอนด์ให้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกค้าของเธอนั้นร่ำรวยมาก


อย่างไรก็ตาม ถ้าอยาก ‘อยู่ยาวๆ’ ได้แบบสบายๆ ต้องไปที่เช็ก เพราะที่นี่มี The Oppidum ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น The Largest Billionaire Bunker in the World แถมยังไม่ได้อยู่ใต้ดินด้วย ทว่าอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่งที่ปิดลับ ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน โดยพื้นที่ทั้งหมดมีกำแพงสูงลิบล้อมรอบ มีพื้นที่ทั้งหมดราวสามหมื่นกว่าตารางเมตร โดยมีบางส่วนที่ขุดลึกเข้าไปในภูเขา จึงใช้เป็นบังเกอร์ได้ด้วย แต่ถ้าโลกภายนอกไม่ได้โหดร้ายเกินไป ก็สามารถออกมารับลมรับแดดกันได้แบบหรูหรา


ที่ต้องเป็นประเทศเช็ก ก็เพราะที่นี่ล้อมรอบด้วยภูเขา อยู่ในชัยภูมิที่ดี ปลอดภัยที่สุดในโลก และเช็กไม่ได้เป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายใดๆ ที่นี่สร้างมาตั้งแต่ปี 1984 แล้ว โดยมีเป้าหมายจะให้เศรษฐีมหาเศรษฐีทั้งหลายมาหลบภัยกันได้แบบสบายๆ อยู่ได้ในระยะยาว จึงหรูหรามากกว่าหลุมหลบภัยอื่นๆ แต่ก็ถูกวิจารณ์เหมือนกันว่ามันไม่ได้ปลอดภัยจริงเหมือนที่อื่นๆ เขา


ฟังราคาของที่หลบภัยเหล่านี้แล้ว เราอาจคิดว่าโอเวอร์มากๆ แต่เข้าใจว่ามหาเศรษฐีหลายคนได้ซื้อที่เหล่านี้เอาไว้หลายแห่ง เผื่อเกิดหายนะทางโน้น ก็จะได้หนีไปทางนี้
นี่คือทางเลือกทางรอดของซูเปอร์อีลิทในโลก ที่ไม่เคยเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป
โดยเฉพาะคนยากจน

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup