x

รวม 11 ผู้เล่นชาวดัตช์ ที่เคยร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ค่ำคืนของวันพฤหัส ที่ 25 พฤษภาคม สำหรับแฟนบอลชาวไทย คงมีคน 2 กลุ่มที่ถ่างตาตอนดึกเพื่อดูฟุตบอลรอบชิงยูโรป้าลีก นั่นคือก็คือ แฟนบอลของปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับแฟนบอลของอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังจากเนเธอร์แลนด์ (แฟนบอลทีมอื่นจากพรีเมียร์ลีกหลายทีมก็ย้ายมาเป็นแฟนอาแจกซ์ชั่วคราวกันอย่างพร้อมเพรียง-ฮา)
 
จะว่าไปแล้ว นักเตะทางฝั่งดินแดนกังหันลมสีส้มมาได้ดิบได้ดีกับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลายคนเลยทีเดียว ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยันกองหน้า มีทั้งกองหน้าที่ยิงได้รวมถึง 50 ประตู นักเตะที่เป็นกำลังหลักของทีมชุดเจ้ายุโรปฤดูกาล 1998/1999 และ 2007/2008 บางคนมีเคยมีสถิติเป็นกองหลังค่าตัวสูงที่สุดในโลก ในขณะที่บางคนคือทายาทตำนานลูกหนังระดับโลก อย่าง จอร์ดี้ ครัฟฟ์
 
และนี่คือ 11 ผู้เล่นชาวดัตช์ที่เคยร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
1.อาร์โนลด์ มูห์เรน 
1982–1985
กองกลาง
ลงสนาม 98 นัด 18 ประตู 
แชมป์เอฟเอ คัพ 1982–83, 1984–85
 
กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์และเป็นดัตช์คนแรกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในยุครอน แอตกินสัน ช่วงปี 1982–1985 โดยย้ายมาจาก "ม้าขาว" อิปสวิช แบบไม่มีการเปิดเผยค่าตัว ก่อนที่มูห์เรนจะย้ายมาก็เคยพา ม้าขาว ประสบความสำเร็จมาอย่างมาก เช่น แชมป์ยูฟ่า คัพ และรองแชมป์ฟุตบอลดิวิชั่น 1 และเมื่อมาอยู่ปิศาจแดง ก็พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ 2 สมัย ก่อนที่จะย้ายกลับไปกลับบ้านเกิดไปอยู่กับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมเก่าของเขาในปี 1985
2.จอร์ดี้ ครัฟฟ์
1996-2000
กองหน้า
ลงสนาม 58 นัด 8 ประตู
 
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของสุดยอดนักเตะเทวดาจาก โยฮัน ครัฟฟ์ โดยเป็นเด็กปั้นของบาร์เซโลน่าด้วยฟอร์มที่น่าจับตามองในศึกยูโร 1996 บวกกับการอกหักจาก อลัน เชียเรอร์ ที่ย้ายไปอยู่นิวคาสเซิ่ลจนเป้นค่าตัวสถิติโลก 15 ล้านปอนด์ ทำให้ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เบนเข็มไปหาครัฟฟ์น้อยแทน โดยย้ายมาด้วยค่าตัว 1.4 ล้านปอนด์ ท้ายที่สุดแล้วครัฟฟ์น้อยมักจะถูกชะตากับที่นั่งสำรองมากกว่าตัวจริง ผสมกับการใช้เวลาปรับตัวนานจนไม่ได้สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ ทั้งที่ได้อยู่ยุคที่คว้าสามแชมป์ครัฟฟ์น้อยก็แทบไม่มมีส่วนร่วมกับทีม และอยู่จนหมดสัญญาก็ย้ายไป อลาเบส และพาทีมเข้าชิงยูฟ่าคัพ แต่สุดท้ายก็ไปพลาดให้ลิเวอร์พูลไปอย่างน่าเสียดาย
3.ไรมอนด์ ฟาน เดอร์ ฮาว
1996-2002
ผู้รักษาประตู
ลงสนาม 60 นัด - ประตู
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 1998–99
แชมป์พรีเมียร์ ลีก 1999–2000, 2000–2001
แชมป์เอฟเอ คัพ 1998–99
แชมป์แชริตี ชีลด์ 1996, 1997
 
ฟาน เดอร์ ฮาว ถูกดึงตัวมาทำหน้าที่แทนมืองสองอย่าง โทนี่ โคตัน ด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์ แต่ส่วนใหญ่นายทวาารชาวดัตช์ก็ต้องอยู่ใต้ร่มเงาของ ปีเตอร์ ชไมเคิล จนกระทั่งกลับมามีโอกาสเมื่อยักษ์เดนส์ได้ลาทีม และ มาร์ค บอสนิช ที่มาแทนที่ก็ไม่น่าไว้ใจทำให้ฤดูกาล 1999-2000 เค้าได้เค้าได้มีโอกาสมากขึ้นจนได้รับเหรียญรางวัลแชมป์พรีเมียร์ ลีก จึงนับว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่นายทวารชาวดัตช์ที่จงรักภักดีอยู่กับทีมมายาวนานจนหมดสัญญา ก็ได้ย้ายไป เวสต์แฮม ช่วงเวลาสั้น ๆ และกลับไปอยู่ทีมบ้านเกิดก่อนแขวนถุงมือ
4.ยาป สตัม
1998-2002
กองหลัง
ลงสนาม 127 นัด 1 ประตู
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 1998–99
แชมป์พรีเมียร์ ลีก 1998–99, 1999–2000, 2000–01
แชมป์เอฟเอ คัพ 1998–99
แชมป์สโมสรโลก 1999
 
นี่ดีลที่ดีที่สุดของกองหลังที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคทองของทีมกังหันลมสีส้มเลยก็ว่าได้ โดย ยาป สตัม ได้บรรลุสัญญากับปิศาจแดงก่อนไปแข้งบอลโลก 1998 จากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ด้วยค่าตัว 10.75 ล้านปอนด์ ชนิดที่ทุกคนยังเกาหัวแกร่กๆ ว่า หมอนี้คือใคร จนกรทั่งระเบิดฟอร์มสุดยอดในทัวนาเมนต์นี้ด้วยการพาทีมเนเธอร์แลนด์ เข้ารอบรองชนะเลิศก่อนจะไปดวลจุดโทษกับบราซิลแชมป์เก่าอดเข้าชิงอย่างน่าเสียดาย แต่เมื่อกลับมาที่สโมสร ยาป สตัม ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพาทีมยุคทองคว้าทริปเบิลแชมป์ในปี 1998-99 และคว้าแชมป์สโมสรโลกที่ญี่ปุ่น ตลอดเวลา 3 ฤดูกาลเต็ม ๆ ยาป สตัม ไม่เคยเว้นว่างจากแชมป์พรีเมียร์ลีกเลย จนกระทั่งฤดูกาลสุดท้ายของเค้าต้องจบลงด้วยหนังสือชีวประวัติส่วนตัวอย่าง Head to Head ที่มีเรื่องราวพาดพิงไปถึงเซออเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในการซื้อตัวจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น จนทำให้ถูกขายก่อนถูกตลาดปิดตัวให้กับ ลาซิโอ ด้วยค่าตัว 16.5 ล้านปอนด์ และได้ย้ายไปอยู่กับ เอซี มิลาน และกลับบ้านเกิดสุดท้ายกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม
5.รุด ฟาน นิสเตลรอย
2001-2006
กองหน้า
ลงสนาม 219 นัด 150 ประตู
แชมป์พรีเมียร์ ลีก 2002–03
แชมป์เอฟเอ คัพ 2003–04
แชมป์ลีก คัพ 2005–06
แชมป์คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2003
 
การรอคอยกองหน้าจากเมืองออส ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์เกิดขึ้นเมื่อปี 2000 เมื่อ เด็กหนุ่มจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เกือบจะได้เซ็นสัญญาแต่ท้ายที่สุดแล้วการตรวจร่างกายไม่ผ่านเลยทำให้ความฝันต้องทะลายลงไป แต่ระหว่างที่พักฟื้น รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็ยังคงติดต่อกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จนทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปพร้อมกับผลงานการถล่มประตูอีกครั้งให้กับทีมพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น จนปี 2001 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ได้ยื่นข้อเสนอให้กับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ และได้บรรลุสัญญา รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็ตอบแทนทั้งแต่นัดแรกที่ได้ลงด้วยการยิงประตูแรก ทีมในศึก แชร์ริตี้ ชิลด์ ตลอดเวลา 5 ปี รุด ฟาน นิสเตลรอย ยิงประตูให้ทีมเป็นกรอบป็นกำแต่ก็กลับพาทีมได้แชมป์เพียงอย่างละสมัย จุดจบของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็เกิดจากการไม่ลงรอยกับดาวรุ่งลูกรักหน้าใหม่อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และเวนย์ รูนนี่ย์ ทำให้ช่วงท้าย ๆ ของฤดูกาลไม่ค่อยได้ลงและถูกขายให้กับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 14  ล้านปอนด์ 
6.เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์
2005-2011
ผู้รักษาประตู
ลงสนาม 266 นัด  - ประตู
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2007–08
แชมป์พรีเมียร์ ลีก 2006–07, 2007–08, 2008–09, 2010–11
แชมป์ลีก คัพ 2005–06, 2008–09
แชมป์สโมสรโลก 2008
แชมป์คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2007, 2008, 2010
 
เชื่อว่าแฟนปิศาจแดงหลายคนน่าจะรู้สึกเสียดายที่มาเจอกันช้าไป ในช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านของยักษ์เดนส์เป็นจุดสำคัญที่ทำยังไม่สามารถหานายทวารที่ไว้ใจได้ ถ้าไล่มาตั้งแต่ บอสนิช บาร์กเตซ คาร์โรล์ และฟอสเตอร์ การมาของเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ที่หมดสัญญาจากฟูแล่มทำให้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญสู่ความสำเร็จในช่วงเวลาต่อมา จนฤดูกาล 2007–08 เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เป้นฮีโร่ด้วยการเซฟจุดโทษในช่วงซัดเดน เดธ ของนิโกล่า อเนลก้า จากเชลซีทำให้คว้ายูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ไปในที่สุด 
หลังจากนั้นก็กวาดแชมป์กับทีมจนหมดสัญญาและประกาศแขวถุงมือในปี 2011 ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2015 กับทีมสมัยเยาวชนกับ วีวี นอร์ดไวก์ โดยลงไป 1 นัด 
7.โรบิน ฟาน เพอร์ซี่
2012-2015
กองหน้า
ลงสนาม 105 นัด  58 ประตู
แชมป์พรีเมียร์ ลีก  2012–13
แชมป์คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2013
 
เด็กหนุ่มจากเฟเยนูร์ดกลายมาเป็นจูดาสของแฟน ๆ อาร์เซน่อล โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ย้ายมาอยู่ลอนดอนตั้งแต่ปี 2004 เชื่อไหมว่าโทรฟี่ล่าสุดที่เขาได้ชูนั้นคือ ถ้วยเอฟเอ คัพ ในปี 2004-05 นี่คือแชมป์แรกและแชมป์สุดท้ายกับปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ในตลอดเวลา 8 ปี จนถึงฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดสินใจขอย้ายทีม และเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นทีมที่โรบิ้นเลือกด้วยเหตุผลว่า “มาเพื่อต้องการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้ในชีวิตสักครั้ง” ด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ และนี่คือการตัดสินใจครั้งที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเพียงฤดูกาลแรกก็ระเบิดฟอร์มยิงไปถึง 30 ลูก พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ตั้งแต่ยังไม่ปิดฤดูกาลชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องรอไปออกรายการคุณไตรภพก็ได้พบ “ฝันที่เป็นจริง” ชีวิตกำลังจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ประกาศวางมือในฤดูกาลนั้นเป็นฤดูกาลสุดท้าย พร้อมตั้ง เดวิม มอยส์ มาแทนและทำให้โรบิ้นต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกครั้ง ส่งผลให้ทีมมีงานตกต่ำไม่สามารถคว้าแชมป์ และมอยส์ก็ถูกปลดโดยมีคนกันเองอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล มาคุมแทนก็กลายเป็นว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ แทบไมไ่ด้ลงบวกกับแทคติกของ หลุยส์ ฟาน กัล สุดท้ายเลยถูกปล่อยไปให้กับ เฟเนร์บาห์เช ด้วยค่าตัว 4.7 ล้านปอนด์
8.อเล็กซานเดอร์ บุตต์เนอร์
2012-2014
ลงสนาม 28 นัด 2 ประตู
แชมป์พรีเมียร์ ลีก  2012–13
 
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยกล่าวไว้ว่า...บุตต์เนอร์คือแบ็คซ้ายอายุน้อยที่ดีที่สุดคนหนึ่งในยุโรป การวางตัวมาเพื่อเป็นตัวตายตัวแทนปาทริซ เอฟรา ที่สังขารร่วงโรยไปตามอายุ โดยถูกดึงตัวมาจากวิเทสส์ อาร์เน่ม เปิดไม่เปิดเผยค่าตัว เพียงนัดแรกก็เปิดตัวด้วยการยิงประตูใส่วีแกนปิดท้ายสกอร์ 4-0 จากนั้นทุกก็ร่วมคาดหวังว่านี่คือตัวแทนจริง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นในฟอร์มวันแรก ไม่สามารถเบียด เอฟรา ได้ไม่พอยังมีอาการบาดเจ็บออด ๆเเอด ๆ จนกระทั่งฤดูกาล 2013-14
เซฮร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ลาทีมไป เหมือนเดวิท มอยส์จะมอบโอกาสให้มากขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถคว้าโอกาสได้ จนต้องระเห็ดย้ายไปอยู่กับไดนาโม มอสโก ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์
9.ดาลีย์ บลินด์
2014 - ปัจจุบัน
ลงสนาม 123 นัด 5 ประตู
แชมป์เอฟเอ คัพ 2015–16
แชมป์ลีก คัพ 2016–17
แชมป์คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2016
 
จะบอกว่าผลผลิตจากทีมอคาเดมี่ของอาแจ็กซ์ มักจะไปได้ไกลเสมอก็คงต้องปฏิเสธไม่ได้จริง ด้วยความที่เป้นลูกชายสุดรักของตำนานกองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์อย่าง แดนนี่ บลินด์ ที่เติบโตเป็นเด็กฝึกจนสามารถไต่ระดับไปถึงชุดใหญ่ จนพาทีมคว้าแชมป์ลีกไปถึง 4 สมัย และก้าวเข้าสู่ทีมชาติตามแบบฉบับของพ่อตนเองจนไปบอลโลก 2014 และโชว์เข้าตา หลุยส์ ฟาน กัล ผู้เป็นโค้ชทีมชาติและกำลังจะไปคุมเเมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลต่อมาด้วยค่าตัว 13.8ล้านปอนด์ ด้วยความที่เป็นนักเตะอเนกประสงค์สามารถเล่นได้ทั้งกองหลังและกองกลางเลยทำให้ ดาลีย์ บลินด์ เป็นนักเตะสำคัญที่ขาดไม่ได้ไปแล้วในตอนนี้ 
10.เมมฟิส เดปาย
2015-2017
ลงสนาม 53 นัด 7 ประตู
 
นักเตะผู้เรียกตัวเองว่านักล่าฝันคนนี้ ถูกดึงตัวมาในฤดูกาล 2015-2016 หลังทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในเอเรดิวิซี่ ลีกพา พีเอสวี ไอด์โฮเฟ่น เป็นแชมป์ลีกดัตช์ฤดูกาล 2014-2015 พ่วงด้วยรางวัลชาวยิงสูงสุดของลีก เขาติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่ไปลุยฟุตบอลโลกปี 2014 ที่บราซิล จนพาทีมกังหันสีส้มไปถึงอันดับที่สามอีกด้วย หลังจากนั้นเขาได้ย้ายตามหลุยส์ ฟาน กัล เข้ารังโอลด์แทร็ฟฟอร์ด พร้อมกับรับเบอร์ 7 ในตำนานของทีมไป ด้วยค่าตัว 31 ล้านปอนด์ ตำแหน่งถนัดของเขาคือปีก เป็นปีกที่มีความเร็วสูงและสามารถเล่นในตำแหน่งกองหน้าได้ การเล่นของเขาอาศัยความเร็ว และทักษะที่คล่องแคล่วในการทำเกมส์  เป็นนักเตะที่มักจะทำประตูได้จากลูกฟรีคิกอีกด้วย เมมฟิสเป็นคนถนัดเท้าขวา แต่มักจะไปประจำอยู่ฝั่งซ้ายบ่อยครั้ง เรามักจะเห็นภาพเขาวิ่งตัดใน แล้วยิงประตูเสมอ แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตลอดระยะเวลาการเล่นในถิ่นโรงละครแห่งความฝัน เขามักโดนตำหนิถึงฟอร์มการเล่นอยู่เป็นประจำ จนสุดท้ายก็ล้มเหลวกับทีม ถูกโอลิมปิก ลียง ซื้อไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ แต่โจเซ่ มูรินโย่ ยังเชื่อในศักยภาพของเมมฟิส โดยพ่วงเงื่อนไขซื้อตัวกลับมา ไว้อีกด้วย 
11.ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ 
2014- ปัจจุบัน
ลงสนาม 21 นัด - ประตู
แชมป์เอฟเอ คัพ 2015–16
 
ดาวรุ่งชาวฮอลแลนด์คนนี้ โชว์ฟอร์มเข้าตาทีมแมวมองของปีศาจแดง สมัยที่เขาลงเล่นให้กับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ปี 2014 เขาเกือบจะได้มาเป็นนักเตะของพลพรรคปีศาจแดงอยู่แล้ว แต่การย้ายทีมครั้งนั้นก็ต้องล่าช้า ออกไปด้วยเหตุผลด้านเอกสาร หลังจากการย้ายทีมสมบูรณ์ เขาประเดิมสนามกับทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปี ในเกมชนะเอฟเวอร์ตัน 2-0 หลังจบเกมส์เขากลายเป็นดาวเด่นของทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีในทันที ด้วยศักยภาพที่ยอดเยี่ยม จนไปเข้าตา หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือขณะนั้น ที่กำลังประสบปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บ ฝันของเจ้าตัวก็ได้เป็นจริง เมื่อเขาได้ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ ในนัดที่ทีมเอาชนะ อาร์เซนอล ไป 3 - 2 โดยโฟซู-เมนซาห์ได้ลงสนามเป็นตัวสำรองแทน มาร์กอส โรโฮ จุดเด่นของดาวรุ่งแดนกังหันรายนี้ คือ การอ่านเกมที่แม่นยำ พละกำลังที่แข็งแกร่ง และความสารพัดประโยชน์ ถือเป็นดาวรุ่งที่มีศักยภาพในตัวอยู่แล้ว เชื่อว่าเขาจะกลายเป็นดาวดังของทีมในอนาคตอย่างแน่นอน