x

• ‘ทำไมชอบขี่รถทั้งที่การเดินทางด้วยวิธีอื่นอาจสบายกว่านี้’

         นี่คือหนึ่งในคำถามที่เหล่าไบเกอร์มักจะได้ยินประจำ เป็นคำถามที่สามารถบ่งบอกแนวคิด และทัศนคติของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี

         แม้บางคนอาจจะมองว่าขี่รถก็คือขี่รถไง ทำไมต้องมีเหตุผลหรือแรงบันดาลใจ การคิดแบบนี้ก็ไม่ผิดอะไร แต่สำหรับนักขับขี่หลายคนการเลือกวิถีชีวิต เลือกการเดินทางด้วยสองล้ออาจมีเหตุผลที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากกว่านั้น

         เช่นเดียวกับ เมย์ - พิมพ์ภัทรา ธนาพงศ์วิโชติ เป็นหนึ่งในผู้หลงรักบิ๊กไบค์โดยให้เหตุผลว่า ขี่รถแล้วรู้สึกได้ถึงความอิสระไม่ต่างอะไรกับนก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกที่จะออกเดินทางด้วยสองล้อจนถึงวันนี้ก็ 7 ปี

         “เมย์หลงใหลในมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่ยังเด็กเลยค่ะ” 

         เธอเท้าความถึงรักแรกพบในโลกสองล้อ

         “อยู่กับมอเตอร์ไซค์มาโดยตลอด เพราะอยู่ต่างจังหวัด มอเตอร์ไซค์จึงเป็นพาหนะหลัก และความที่เราถูกเลี้ยงร่วมกับพี่ชาย 3 คนมาตั้งแต่เด็ก นิสัยจึงเฮ้ว ๆ ออกแนวทอม ๆ มีความสนใจในสิ่งที่ผู้หญิงไม่สนใจ และบังเอิญบ้านติดกับเส้นทางไปเขาใหญ่ เห็นบิ๊กไบค์ในยุคสมัยนั้นขับผ่านบ่อยก็จะวิ่งออกไปดู ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถ เราชอบมาโดยตลอด รู้สึกว่าความเร็วมันเร้าใจ 

         “พอเข้ามหาวิทยาลัย สังคมบิ๊กไบค์เปิดกว้างมากขึ้น ประกอบกับได้รู้จักกับแฟน และแฟนเราก็เป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนให้ขี่รถ

         “ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้ชอบขี่เพราะแฟน เราชอบมอเตอร์ไซค์มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส กระทั่งได้ใบขับขี่มา บวกกับแฟนมีบิ๊คไบค์ก็เอามาให้เราลองขี่ดูก่อนว่ามันใช่หรือไม่ใช่ ก่อนที่เราจะไปซื้อเอง ปรากฏมันใช่สำหรับเรา เหมือนแฟนช่วยให้เราทดสอบก่อนตัดสินใจว่าชอบจริงหรือเปล่า ไม่งั้นถ้าซื้อมาแล้วไม่ชอบ จอดอยู่เฉย ๆ แล้วมันเสียดายนะ เราเคยรู้จักหลาย ๆ คนที่ซื้อรถมาหลายคัน แต่ก็จอดไว้ไม่ได้ขี่”

         คันแรกที่เป็นประตูสู่โลกบิ๊กไบค์ของเธอก็คือ คาวาซากิ ER-6N ซึ่งเป็นรถของแฟน

         “การขี่บิ๊กไบค์คันแรกเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เราเคยขี่แต่รุ่น 125 ซีซี ก่อนกระโดดมา 650 ซีซี ก็รู้สึกว่ามันท้าทายมาก ๆ มันรู้สึกว่ายิ่งใหญ่ และเร้าใจมาก ๆ สำหรับตัวเรานะ 

         “รู้สึกว่ารถยิ่งมีน้ำหนักมากก็ยิ่งมีพลัง ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ก็กลัว แต่พอได้ออกตัวไปแล้ว มันไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ขาเราก็หยั่งถึง มันก็ทำให้รู้สึกขับขี่ง่ายขึ้น

         “หลังจากคุ้นชินก็เริ่มเปลี่ยนรถหลายคันเพื่อหาสไตล์ที่ใช่ ในช่วงแรกเราขับขี่โดยไร้ทักษะเคยเกือบประสบอุบัติเหตุเหมือนกัน แต่โชคดีผ่านมาได้ ตอนนั้นไปเชียงใหม่แล้วรถคันที่ขี่มีอาการสะบัดเนื่องจากวิ่งบนเส้นทางขรุขระ เราเองไม่กล้าบอกแฟนที่ไปด้วยกันเพราะกลัวเขาจะกังวลก็ฝืนขับไปจนถึงที่หมาย ตลอดการเดินทางไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ก็คิดถึงเหตุการณ์ที่เจอก่อนหน้าว่ามันอันตราย

         “พอกลับมาพี่เบียร์ (ปริภา สุพรรณารักษ์) ชวนเข้ากลุ่มยามาฮ่า ซึ่งตอนนั้นเปิดคอร์สสอนขี่บิ๊กไบค์ เราก็เลยไปเรียน พอไปลงเรียนก็เหมือนเปิดโลก ทุกอย่างที่เราขี่มาตั้งนานมันผิดหมด (หัวเราะ) 

         “เราต้องเรียนใหม่ตั้งแต่ต้น ทั้งการนั่ง การจับแฮนด์ ระหว่างเรียนเรามองย้อนกลับไปตอนที่เกือบจะเกิดอุบัติเหตุ เราโชคดีที่รอดตายกลับมาได้ พอได้เรียนก็มั่นใจมากขึ้น

         “หลังจากเรียนจบ ก็ไปออกทริปที่เพชรบูรณ์ เอาคันเดิมไปนี่ล่ะ ไปกับก๊วนที่เป็นผู้ชายทั้งหมด ปกติเราไม่เคยขี่อยู่อันดับต้น ๆ แต่ครั้งนี้เราขี่อยู่คันหน้า ๆ เลย แล้วรู้สึกว่าเราเข้าโค้งได้ง่ายขึ้น ทำให้ขับขี่สนุกขึ้นมาก ติดใจอยากจะออกทริปบ่อย ๆ ดังนั้นการขับขี่ให้เป็นและถูกต้อง มันเป็นอะไรที่สำคัญมากจริง ๆ และเราก็ไปลงเล่นทักษะการขับขี่ที่อื่นเพิ่มด้วย”

         เมื่อมีทักษะในการขับขี่มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เมย์รักชอบในโลกของสองล้อ และการออกทริปมากขึ้นถึงขนาดที่ว่าแม้ฝนตก แดดจะร้อนแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้เธอถอยหลบเข้าที่ร่มแม้แต่น้อย 

         “ออกทริปบ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงปลายปี ส่วนใหญ่เมย์ จะไปกับแฟนคนละคัน สมัยวัยรุ่นจะฤดูไหน ใกล้-ไกลแค่ไหนก็ไป แต่พอมาถึงช่วงอายุหนึ่ง มันไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว (หัวเราะ) ถ้าไปบ่อยจะรู้สึกว่ามันไม่มีเวลามากขนาดนั้น เลยเปลี่ยนเป็นออกทริปส่วนใหญ่ปลายปีแทน แต่ถ้าไปครั้งหนึ่งเราไปยาว 10 วันขึ้น ช่วงหนึ่งเราเหมือนคนบ้าเลย เดี๋ยวก็ออกทริป เดี๋ยวออกทริป” เธอหัวเราะก่อนจะเล่าต่อ

         “ทริปที่ประทับใจจะเป็นการเดินทางเส้นทางขึ้นเหนือ ถนนเส้นทางเหนือสวยมาก เช่นทางหลวง 1148 และเส้นทางหนึ่งเราจำไม่ได้ แต่เป็นระหว่างทางไปดอยเสมอดาว ตอนที่ไปเส้นทางยังเป็นลูกรังอยู่เลย การขี่รถฤดูหนาวไปภาคเหนือ มันชิลล์มาก ๆ สวยมาก ๆ เราได้

         มองเห็นธรรมชาติ บางจุดเส้นทางสวยมากจนบางจังหวะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนกที่บินอยู่บนฟ้า

         “เหมือนเรามีปีก และบินได้อย่างอิสระจริง ๆ ค่ะ” 

         เธอเปรียบเปรยก่อนจะขยายความต่อว่าการขี่รถไปเที่ยวก็เหมือนกับการปลดปล่อยความเครียดที่พบเจอจากการทำงาน ในบางครั้งที่เธอทำงานเครียด ๆ การขับขี่ก็ช่วยปลดปล่อยอารมณ์ได้อย่างดี

         อย่างไรก็ตามแม้จะมากประสบการณ์แค่ไหน อุบัติเหตุก็ยังเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดก่อน GM CAR จะนัดเจอกับไรเดอร์สาว เธอเพิ่งผ่านประสบการณ์อุบัติเหตุมาหมาด ๆ 

         “ไปทริปกาญจนบุรี แถวศรีสวัสดิ์ ไปกันหลายคัน โดยเมย์ขี่คาวาซากิ Z1000 ประสบอุบัติเหตุช่วงลงเขา เพราะเรามองไลน์ไม่ขาด มันเป็นทางตรงที่มีโค้งข้างหน้าอีก จังหวะที่เกิดอุบัติเหตุเรามองไม่เห็นว่ามีโค้ง จังหวะก่อนจะแหกโค้ง เราก็รู้สึกว่ารถไม่ไหวแน่ เลยตัดสินใจหักคอรถทิ้งตัวสไลด์ รถพังยับเพราะกระแทกกับเเบร์ริเออร์ ส่วนเราไม่เป็นอะไร ยกเว้นชุดเซฟตี้” เธอชี้ร่องรอยบนหมวกกันน็อกให้เราดู

         “โชคดีที่เราเซฟตี้ทุกอย่าง เสื้อผ้าครบชุดราคาเป็นแสน ๆ บางคนบอกว่ามันเว่อร์ไป แต่มันช่วยเราได้จริง ๆ ซึ่งเห็นแล้วในวันนั้นว่าเซฟตี้สำคัญมาก ๆ เห็นความสำคัญของการเรียนขับขี่ และต้องเรียนรู้กับรถ ไม่ใช่เอาแต่คึกคะนอง เหตุการณ์ครั้งนั้นมันเป็นความผิดของเราเอง เราจึงรู้สึกเสียใจจนถึงวันนี้”

         “เข็ดไหม” GM CAR ถาม

         “(หัวเราะ) ไม่นะ แต่เสียใจ รถคันนั้นเรารักมากเหมือนลูก ร้องไห้ทำใจอยู่นาน ไม่เคยล้มแปะ ล้างรถบ่อยด้วย ถนอมอย่างดี แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ มันเหมือนมีความผูกพัน แต่แฟนก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวซื้อคันใหม่ แม้ใครจะหาว่าเราเว่อร์ แต่เรารักรถของเราจริง ๆ นะ คิดว่าคนรักมอเตอร์ไซค์น่าจะเข้าใจเหมือนกัน มอเตอร์ไซค์มันเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกับเรา เวลาเราคร่อมปุ๊บมันเหมือนเราใส่ร่างรวมกัน”

         ตลอดเวลากว่า 7 ปีที่เมย์มีโอกาสเข้าสู่โลกบิ๊กไบค์ เธอบอกว่าสิ่งที่ได้รับกลับไปมหาศาล และเป็นประสบการณ์ทรงคุณค่าเมื่อนึกย้อนกลับไป โลกสองล้อคือโลกที่เธออยู่แล้วสบายใจที่สุด

         “ตลอด 7 ปีของการขับขี่ได้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย การเดินทางก็ให้ประสบการณ์ที่ดี อุบัติเหตุก็ให้ประสบการณ์ที่ควรเรียนรู้ อุบัติเหตุทำให้เราย้ำเตือนตัวเองมากขึ้น ความอยากเท่ อยากท้าทาย อยากลองความเร็วหมดแล้ว 

         “ตอนนี้รู้สึกว่า เราอยากขี่เพื่อความสุขดีกว่า ใจรักมัน อยากอยู่กับมันนาน ๆ ถ้าขี่รถไม่ระวังก็คงจะอยู่กับสิ่งที่รักได้ไม่นาน วันนี้ความสุขของเราในการขับขี่คืออยากเอารถไปทุกที่ที่ไป แล้วถ่ายรูปคู่กับรถ” เธอแวะพักจิบน้ำก่อนจะปิดท้ายการสนทนา

         “มองรถเหมือนเพื่อนรักที่พร้อมจะไปกับเรา เรียนรู้หาประสบการณ์ผ่านการเดินทางไปด้วยกัน”

 

เรื่อง : พลสัน นกน่วม , ภาพ : สรรค์ภพ จิรวรรณธร

 

BMW S1000RR

• ปัจจุบันเมย์ มีรถคู่ใจอยู่สองคันคือบีเอ็มดับเบิลยู S1000RR ปี 2009 และบีเอ็มดับเบิลยู S1000RR ปี 2016 โดยรถที่เธอขี่มาวันนี้เป็น S1000RR ปี 2009 ชื่อเล่นในวงการรถคันนี้คือ ‘ฉลาม’ 

 เครื่องยนต์ 999 ซีซี 4 สูบเรียง แรงม้าสูงสุด 193 ตัว มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในการขับขี่มากมาย เป็นหนึ่งในรถที่นักแข่งชมว่าสุดยอดมาก ๆ คันหนึ่ง เราสามารถพบเห็น S1000RR ได้ในรายการแข่งขันความเร็วมากมายและมักจนอยู่หัวแถวเสมอ อาทิ World Super Bike หรือ Isle of man TT