Connect with us

Subscribe

Entertainment

ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า
นวนิยายที่คนอ่านมาก
ที่สุดในโลก

‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า’ (Don Quixote de la Mancha) คือนวนิยายคลาสสิกระดับโลกของ มิเกล เด เซร์บันเตส นักเขียนเอกชาวสเปน เผยแพร่ครั้งแรกใน พ.ศ. 2148 อีกทั้งยังได้รับยกย่องให้เป็นนวนิยายที่มีคนอ่านมากที่สุดในโลก รองจากพระคัมภีร์ไบเบิล ได้รับการตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 500 ล้านเล่ม และแปลเป็นภาษาต่างๆ มากถึง 140 ภาษา

นับว่าเป็นเวลากว่า 400 ปี ที่นวนิยายเรื่องนี้ทำหน้าที่จรรโลงจิตใจเหล่านักอ่านทั่วโลก จากต้นฉบับภาษาสเปนถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ เผยแพร่ไปทั่วโลก โดยครั้งหนึ่งสมเด็จพระราชาธิบดี ฆวน การ์ลอส ที่ 1 แห่งสเปน ทรงเคยมีพระบรมราชโองการให้สำนักพิมพ์ผีเสื้อจัดพิมพ์หนังสือเล่มดังกล่าว เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  (รัชกาลที่ 9) ทำให้ดอนกิโฆเต้ฯ ถูกรู้จักในฐานะนวนิยายทรงคุณค่าในระดับที่มอบให้แด่พระมหา่กษัตริย์

สำหรับในประเทศไทยเอง ภาคแรกใช้ชื่อว่า ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน’ แปลเป็นฉบับภาษาไทยโดย รศ.ดร.สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ โดยมี รศ.ดร.วัลยา วิวัฒน์ศร และ มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการต้นฉบับแปล วางจำหน่ายครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548

ว่าด้วยเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ชื่นชอบนวนิยายอัศวิน ยอมนำทรัพย์สมบัติที่มีทั้งชีวิตไปขาย เพื่อนำเงินไปซื้อนวนิยายมาอ่าน จนหลงคิดว่าตนเองคืออัศวินและออกเดินทางทั่วสเปนเพื่อปราบผู้ร้าย โดยเนื้อหาได้สะท้อนยุคทองวรรณกรรมของสเปน รวมทั้งศาสตร์และศิลป์อันมีคุณค่าต่อสุนทรียศาสตร์แห่งวงการวรรณกรรม

ส่วนภาคสองใช้ชื่อว่า ‘อัศวินนักฝัน ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า’ แปลโดย รศ.ดร.สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ เช่นเดิม ซึ่งผู้แปลได้ศึกษางานเขียนของ มิเกล เด เซร์บันเตส มาอย่างเข้มข้น ด้วยความปรารถนาอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้หนังสืออันทรงคุณค่าต่อวรรณกรรมโลกภาคสองเล่มนี้ ถือกำเนิดในฉบับแปลภาษาไทยให้ได้อีกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลอง 400 ปีการจากไปของผู้ประพันธ์ชั้นครู

“เมื่อปี 2544 ได้เดินทางไปที่สเปน ตั้งใจว่าจะไปค้นคว้าและหาตำราเพิ่มเติม หนังสือที่สเปนจะมีการอธิบายความและคำศัพท์ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจดอนกิโฆเต้ฯ มากขึ้น เนื่องจากคำศัพท์ในหนังสือนั้นใช้ภาษาโบราณ ระหว่างนั้นได้ไปพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดเซร์บันเตส ตั้งอยู่ในเมืองอัลกาล่า เด เอนาเรส ไปยืนอธิษฐานหน้าป้ายชื่อของผู้ประพันธ์แล้วบอกว่า ดิฉันตั้งอกตั้งใจมากเลย เรียนหนังสือมาตั้งแต่ระดับปริญญาโท เรียนทุกอย่างที่จะสามารถนำไปสนับสนุนการแปลดอนกิโฆเต้ฯ เรียนบทละครยุคทอง เรียนร้อยกรอง รวมทั้งไปศึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านผลงานของเซร์บันเตสโดยเฉพาะ”

ในปี 2560 ผู้แปลได้เดินทางกลับไปยังสเปนอีกครั้ง โดยมีภารกิจหลักในการไปสักการะหลุมศพของเซร์บันเตส ซึ่งตั้งอยู่ภายในโบสถ์คณะพระตรีเอกภาพ ไม่บ่อยครั้งนักที่ทางการกรุงมาดริดจะเปิดให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดหลุมศพของนักเขียนเอกผู้นี้

รศ.ดร.สว่างวัน เผยว่าได้เตรียมดอกกุหลาบแดงเพื่อจะนำไปวางหน้าหลุมศพ แต่ไม่มีพื้นที่ให้วางตามที่ได้ตั้งใจไว้ จึงต้องนำช่อดอกไม้กลับไปคารวะผู้ประพันธ์ที่พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดเซร์บันเตส พร้อมทั้งตั้งปณิธานว่า

“ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันภาคสอง จะโลดแล่นผจญภัย ณ ดินแดนไกลโพ้นที่มีนามว่าประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้”หลังจากนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ รศ.ดร.สว่างวัน กลับมามุ่งมั่นในการแปลจากต้นฉบับภาษาสเปนจนกระทั่งออกมาในรูปเล่มของอัศวินนักฝัน ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ฉบับภาษาไทยในที่สุด เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสอ่านนวนิยายที่ใครต่อใครต่างยกย่องว่า ‘ควรอ่านก่อนตาย’

กล่าวกันว่าดอนกิโฆเต้ฯ คือต้นแบบของนวนิยายในยุคนี้ แม้จะถูกเขียนขึ้นเมื่อราว 400 ปีก่อน ทว่าจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีนักเขียนคนใดที่จะสามารถประพันธ์ด้วยกลวิธีแปลกใหม่ที่แตกต่างจากสิ่งที่เซร์บันเตสเคยทำไว้ก่อนแล้ว อีกทั้งดอนกิโฆเต้ยังเป็นหนังสือนวนิยายที่มีการวิจารณ์วรรณกรรมในตัวเอง มีนัยมากมายที่รอให้ผู้อ่านเข้ามาค้นพบความหมาย และตีความต่อไปอย่างไม่จบไม่สิ้น

รศ.ดร.สว่างวันกล่าวว่า “ไม่มีชาติใด ภาษาใดที่ไม่ได้แปลหนังสือเรื่องนี้” โดยดอนกิโฆเต้ฯ ถูกนำไปจัดทำเป็นฉบับต่างๆ มายมาย เช่น ฉบับเยาวชน ฉบับการ์ตูน ฉบับจักรวาล (ฉลองครบรอบ 400 ปี) ฉบับลายมือ ซึ่งประกอบด้วยลายมือคนดังจากทั่วโลก ขณะที่รัฐบาลเม็กซิโกเองเคยถึงขั้นผลักดันวาระการอ่านแห่งชาติ ด้วยการให้กระทรวงศึกษาธิการจัดพิมพ์หนังสือดอนกิโฆเต้ฯ จำนวน 1 ล้านเล่มเพื่อแจกจ่ายให้ครูและนักเรียนทั่วประเทศ

ส่วนแคว้นลามันซ่าในสเปนก็เคยจัดทำเส้นทางตามรอยดอนกิโฆเต้ฯ เป็นระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร ครอบคลุมเมืองต่างๆ กว่า 148 แห่ง ซึ่งเป็นเส้นทางการผจญภัยของตัวละครในเรื่อง อันเป็นผลมาจากการที่นักเขียนและนักวิจัยได้ศึกษาและกำหนดเส้นทางตามคำบรรยายของเซร์บันเตส แน่นอนว่าสามารถนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้แก่สเปนได้

ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2558 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตั้งชื่อดาวฤกษ์และดาวเคราะห์น้อยที่ค้นพบในจักรวาล ได้ทำการคัดเลือกชื่อให้กับหมู่ดาวใหม่ๆ ที่ค้นพบ โดยเปิดให้ผู้คนในประเทศต่างๆ จำนวน 182 ประเทศเข้ามาร่วมลงคะแนน ผลปรากฏว่าชื่อตัวละครในวรรณกรรมเรื่องเอกของเซร์บันเตส ได้รับคะแนนอย่างล้นหลาม ในที่สุดจึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของดาวเคราะห์ 4 ดวง ได้แก่ ดุลสิเนอา โรสินันเต้ ดอนกิโฆเต้ และซานโช่

บทบาทและความสำคัญของนวนิยายที่เปรียบดั่งวรรณกรรมเพชรน้ำเอกของโลกเรื่องนี้ ยังคงมีอีกหลากหลายเรื่องราวให้เล่าสู่กันฟังอย่างไม่จบไม่สิ้น

แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่า 4 ศตวรรษ แต่ ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า’ ไม่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา ทว่ากลับทรงคุณค่าเหนือยุคสมัย รอให้นักอ่านหน้าใหม่เข้าไปทักทายอัศวินนักฝันนาม ‘ดอนกิโฆเต้’ ผ่านตัวอักษร ที่เมื่อนับรวมทั้งภาคแรกและภาคสองแล้ว มีจำนวนเกือบ 4 แสนคำ!

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup