Connect with us

Subscribe

Interview

ชุมชนคนทำงานใน “บ้านข้างวัด” บิ๊ก ณัฐวุฒิ รักประสิทธิ์

เรื่อง : พชร สูงเด่น
ภาพ : กฤษณะ วงค์คม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ถนนในซอยวัดอุโมงค์-โป่งน้อย หลังมอ เคยเป็นถนนเส้นยาวขนาบข้างไปด้วยพื้นที่โล่ง หากขี่จักรยานมาตอนกลางวันจะเป็นความเพลิดเพลินราวกับหลุดไปในอุทยานกลางเมือง จังหวะการถีบดูจะช้าลงตามเวลาที่เนิบช้ากว่าปกติถนนโล่งกว้างเส้นนั้น แต่หากขี่มาตอนกลางคืน ฝีเท้าก็จะดูถี่ขึ้นโดยฉับพลัน ท่ามกลางความเงียบสนิทที่ได้ยินแต่เสียงหอบหายใจ รอบข้างไร้สิ่งก่อสร้างใดๆ นอกจากบ้านไม่กี่หลัง และวัดติดกันเรียงราย ร่ายมาตั้งแต่วัดอุโมงค์ วัดร่ำเปิง วัดโป่งน้อย บนถนนสายเดียว

ในวันนี้ ถนนในซอยวัดอุโมงค์-โป่งน้อย ไม่เงียบเหงาเหมือนเคยแล้ว ขี่จักรยานมาตอนกลางคืนไม่ต้องรีบปั่นแล้ว หากใครได้หลุดเข้าซอยนี้มาแล้วอาจออกช้า ใช้เวลานานกว่าที่เคย เพราะอดใจไม่ได้ที่ต้องแวะชม “บ้านข้างวัด” ชุมชนคนทำงานศิลปะที่รวมตัวกันในพื้นที่โครงการ มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ สตูดิโอสอนศิลปะ ปั้นเซรามิค ร้านหนังสือ ฯลฯ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากความตั้งใจของ บิ๊ก – ณัฐวุฒิ รักประสิทธิ์ ที่ต้องการสร้างพื้นที่แสดงงานศิลปะให้กับศิลปินหลายแขนงได้มีที่ทางของตนเอง ให้บ้านสร้างงาน ให้งานดูแลบ้าน และให้คนในบ้านดูแลกันและกัน

กิจวัตรประจำวัน ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ใน “บ้านข้างวัด”

เดินไปเดินมา (ฮา) เป็นธรรมดาของเราแบบนี้ ช่วยกันสร้างหมู่บ้าน ไม่ให้มันเป็นแค่สถานที่ขายของ ถ้าเป้าหมายเราเป็นเรื่องนั้น ทุกอย่างมันจะต่างไปทันที ทุกคนจะหันมาถามว่าทำอย่างไรจะได้เงินเพิ่มขึ้น แต่พอตั้งใจให้เป็นบ้าน เราจะถามว่า ทำอย่างไรให้เราได้คุยกัน และมูลค่ามันจะออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะงานทุกชิ้นมันมีความรู้สึกเข้าไป

ความเป็นบ้านมันเริ่มตั้งแต่คุณเดินเข้าประตูมา มันเฟรนด์ลี่ ไม่เหมือนไปห้าง มันไม่กดดัน ที่นี่ถ้าคนเขาอยากจ่าย เขาจะยินยอมจ่ายเอง ยิ่งถ้าได้พูดคุย รู้สตอรี่ เขายิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่จ่ายนั้นมีค่า ซึ่งมันเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าที่นี่ไม่มีความเป็นบ้าน คนทำงานไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ในชุมชนที่เขารัก จนผลิตงานที่เขารักออกมาได้

ตอนเริ่มใหม่ๆทำเกือบทุกอย่าง แต่ตอนนี้เริ่มถอยออกมาดูภาพใหญ่ เรื่องการให้โอกาสคนทำงาน เพราะคนทำงานศิลปะแบบนี้ไม่มีโอกาสเท่าไรในไทย ไม่มีทั้งสถานที่ การเงิน สังคมเราไม่ได้ให้คุณค่างานคราฟท์ขนาดนั้น มันไม่ใช่ว่าไม่มีศิลปินเก่งๆ แต่มันขาดพื้นที่แสดงฝีมือ

เราอยากทำให้พื้นที่มีมูลค่าในตัวมันเอง ช่วยเสริมให้งานของศิลปินมีมูลค่า บางคนไม่รู้เลยว่างานเขามีค่านะ มันแค่ถูกกลืนกินด้วยกลไกการตลาด บางคนชินว่างานเซรามิคซื้อที่อื่นชิ้นละห้าบาทสิบบาท บางคนก็ขอลดราคา มันทำให้คนทำงานถดถอย

เรามักยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น เขาเป็นวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับงานคราฟท์จริง ทั้งคนซื้อ ทั้งศิลปิน ที่ใส่จิตวิญญาณของเขาเข้าไป ไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อขาย แต่เป็นการแลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน

กระบวนการสร้าง(หมู่)บ้านนี้

บิ๊ก : เริ่มจากการคัดคนก่อนเลย เราหาคนที่มีความเข้าใจในการมีอยู่ของที่นี่ มีความตั้งใจ มันดูออกเลยนะว่าใครจะมาทำธุรกิจ มันต้องคอยกรองคนออก เช่น ร้าน “อบเชย” (ชี้ไปที่ร้านเบเกอรี่ตรงข้าม) นั่นเขามาจากอีสาน เขามาขายของตอนที่เราทำโปรเจคท์ตลาดเช้า เราก็เห็นทุกวันว่า เออ คนนี้มาก่อนตลาดเปิดเสมอเลย มาดูแลพื้นที่ส่วนรวมด้วย เข้ากับคนอื่นได้ สินค้าเขาก็ดี เบเกอรี่ หมักยีสต์เอง แต่โอกาสไม่มี เงินไม่มี ทุกอย่างที่เขามีมันดีอยู่แล้ว แค่ต้องมีคนไปช่วยชูขึ้นมา

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ศิลปะเพิ่มมูลค่าได้

บิ๊ก : ความเป็นบ้าน ดูเผินๆมันคล้ายหมู่บ้านจัดสรรนะ แต่ความรู้สึกมันต่าง มันมีความเป็นโมเดลบ้านสมัยก่อนมากกว่า สมัยนี้ในเชียงใหม่ก็ยังมีชุมชนแบบนั้นอยู่แถวสันกำแพง สันป่าตอง บ้านที่อยู่รวมๆกัน ไม่มีรั้ว มันสร้างคุณค่าจากการอยู่ร่วมกันแบบนั้นเอง

เราเชื่อในเรื่องความเป็นบ้าน ตั้งแต่ตอนทำธีสิสที่ดอยปุย แล้วค้นพบว่า สิ่งที่มันสมบูรณ์ที่สุด คือความธรรมดาที่สุด การอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น  ความสัมพันธ์นี่แหละที่มันสำคัญ

หมายความว่าหัวใจของที่นี่คือความเป็นบ้าน ไม่ใช่งานศิลปะ

บิ๊ก : ความสัมพันธ์มันเป็นเรื่องที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ มันไม่เป็นรูปธรรม แต่มันมาจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปะ คุณจะเป็นชุมชนอะไรก็ได้ เช่น มีโปรเจคท์หนึ่งที่ไปทำในจังหวัดสุโขทัย เขาเป็นชุมชนเกษตรที่แข็งแรงมาก แต่ลูกหลานชอบไปทำงานค้าขาย ให้บริษัทใหญ่ๆกันมากกว่า เราก็ลองหาวิธีการเสริมชุมชนเดิมที่เขามีอยู่ สร้างพื้นที่ farmstay จัดการพื้นที่ให้ลงตัว สร้างชุมชนจากของดีที่เขามีอยู่เรื่องการเกษตร มันต้องหาให้เจอว่าคุณมีดีอะไร แล้วสร้างชุมชนจากคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน ความเป็นชุมชนแบบนี้มันดูใหม่ แต่จริงๆมันเป็นรูปแบบเดิม แค่กลับมาเล่าเรื่องใหม่ ทำยังไงให้รูปแบบเก่ามันดูเท่ น่าสนใจ

ทำไมโลกยิ่งพัฒนาไปไกล เรายิ่งกลับมาหารูปแบบเก่า ยิ่งเดินเร็ว ยิ่งอยากช้า

บิ๊ก : สังคมเมืองมันเร็วมาก ข้อมูลข่าวสารมันเริ่มเปิดเผยให้เห็นความอันตรายของความเร็ว พูดเรื่องนี้เดี๋ยวไปไกล ยกตัวอย่างไก่ (ชี้ไปที่รั้วไก่ไข่ข้างบ้าน) การพัฒนามันกลายเป็นว่าเราหาทางทำให้ไก่โตเร็ว จะได้เลี้ยงคนได้ แต่ทุกอย่างมันมีผลข้างเคียงของมัน ตอนแรกเราไม่รู้หรอกว่าผลกระทบคืออะไร จนมันเริ่มมากขึ้น เห็นว่าเร็วไปมันไปต่อไม่ไหว คนเราก็เริ่มหาทางใหม่ในการกลับมาช้าลง เปลี่ยนระบบไม่ได้ ก็เปลี่ยนชีวิตประจำวันเราก่อนแล้วกัน แต่ก็ยอมรับว่าเราไม่สามารถจะไปต่อต้านได้เลย เลี่ยงไม่เข้าร้านสะดวกซื้ออาทิตย์ละวันยังยาก แต่เราหวังว่า ถ้าในยุคสมัยเรามันเลี่ยงไม่ได้ การหาวิธีการใหม่ๆ จะทำให้รุ่นลูก รุ่นหลานเรามีทางเลือกจะเลี่ยงมันได้

เหมือนโลกกำลังหาจุดสมดุล ด้วยกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy)

บิ๊ก : เราอยู่คนเดียวไม่รอดไง แต่ไหนแต่ไรเราอยู่รอดด้วยการรวมกลุ่ม เป็นชุมชน เป็นหมู่บ้าน บ้านเป็นปัจจัยพื้นฐานมาแต่ไหนแต่ไร เราเลี่ยงไปวิธีอื่นเท่าไร สุดท้ายก็ต้องกลับมาหาความเป็นบ้านอยู่ดี

อยากเริ่มรวมกลุ่มชุมชน ทำอย่างไรดี

บิ๊ก : หนึ่งเลยนะ เข้าใจแนวคิดหลักก่อน เราเชื่อในอะไร อะไรเป็นหัวใจของมัน แล้วค่อยหาว่าจะทำอะไร ทำด้วยวิธีอย่างไร สุดท้ายก็หาพันธมิตรที่เข้มแข็ง มีความแน่วแน่ในอุดมการณ์ แนวคิดเดียวกัน ทุกอย่างมันกลับไปที่แนวคิด

แนวคิดในตอนเริ่มคืออะไร

บิ๊ก : เขียนโปรเจคท์นี้ไว้ตั้งแต่สมัยเรียน ชอบความรู้สึกเพื่อนมารวมตัวอยู่ด้วยกัน ปลุกกันไปเรียน ได้ขยายภาพโปรเจคท์นี้อีกครั้งตอนทำธีสิส ตอนลงพื้นที่ดอยปุย และก็เริ่มเห็นว่าชุมชนแบบนี้มันดั้งเดิมมากๆในเชียงใหม่ รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนี้ก็เข้ากันได้ดีกับอากาศ ภูมิศาสตร์ประเทศเรา

เคยเอาไปขอทุนจากรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้ จนวันหนึ่งไปออกงาน NAP (งาน arts&craft ในเชียงใหม่) เจอพี่คนนี้ที่มาลงทุนให้ เขามาขายของข้างกัน ก็เล่าให้เขาฟัง เขาฟังแล้วก็ชอบเลย เขาเลยมาลงทุนซื้อที่ให้ก่อน ก็บอกกันตั้งแต่แรกว่ามันคืนทุนไม่เร็วนะ แต่อย่างน้อยถ้าผิดพลาดอะไรก็ยังขายที่ได้ จนตอนนี้มูลค่าที่มันก็เติบโตไปไกลแล้ว

แต่ก่อนที่ตรงนี้ร้างมาก ทำไมถึงเชื่อมั่นว่ามันจะไปได้

บิ๊ก : เรานึกถึงเวลาไปเที่ยวกับแฟน ที่ไหนน่าสนใจ จะไกลแค่ไหนเรายังตระเวนไปได้ ทำไมที่นี่มันจะไม่ได้ เคยอ่านนะหลักการตลาด 4P ที่สถานที่ (place) เป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก แต่สิ่งสำคัญมันคือความเรียล คนที่ทำจริง ซื่อสัตย์กับคนซื้อ คนเขาเดินเข้ามาก็เห็นเรื่องราวตั้งแต่หน้าประตู เห็นกระบวนการสร้างงานทั้งหมดของศิลปิน

ภาพที่อยากเห็นต่อไปในบ้านข้างวัด

บิ๊ก : อยากให้มันเป็นบ้านจริงๆ อาจจะมีเฟสสอง คำว่า “บ้านข้างวัด” ตอนนี้มันไม่ใช่สถานที่ มันคือคนกลุ่มนี้ ที่ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็เป็นคนบ้านข้างวัด 

ถ้าจะไปไกลกว่านี้ ต้องเข้มแข็งกว่านี้มาก ตอนนี้กับดักธุรกิจเริ่มเข้ามา เรามีเวลาให้กันน้อยลง แต่ถ้าความเป็นบ้านคือแก่นของเรา เราต้องกลับมาหาแก่นตลอดเวลา เราไม่ได้ปฏิเสธเงิน มันปฏิเสธทุนไม่ได้ เรามีลูก มีบัตรเครดิตต้องจ่าย แต่มันต้องชัดเจนว่าเราทำไปเพื่ออะไร และแค่ไหนถึงจะพอ

ความรู้สึกของการอยู่ในชุมชนคนทำงาน ตื่นมาทำงานในบ้านตนเอง

บิ๊ก : ได้ทำงานที่รักมันอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่โชคดียิ่งกว่าที่ได้ทำงานที่รักในบ้านที่ตัวเองรัก มันมีบ้างที่เราเสียสมาธิในการทำงาน ต้องคอยดูแลคน นักท่องเที่ยว แต่เราจะบ่นไม่ได้ คนจีนวุ่นวายจริง แต่เขาคือคนที่มีทุนในการทำให้พื้นที่แบบนี้ยังหมุนต่อไป  ที่กลัวคือเราจะลืมตัวเองกัน แทนที่จะตื่นเที่ยงมาทำงาน เอาเวลาว่างไปอยู่กับคนในบ้าน กลายเป็นว่าเราต้องบังคับตัวเองให้ตื่นแปดโมง เพียงเพราะว่ามันต้องทำ ไม่ใช่เพราะเราอยากทำแล้ว สุดท้ายมันแค่ต้องไม่ลืมพื้นฐานของเราเอง ย้อนไปทวนเป้าหมาย แนวคิดบ่อยๆว่าเราทำที่นี่เพราะเราอยากได้ความเป็นบ้านในชีวิต ถ้าทำตรงนี้ได้ชัด มันจะมีมูลค่าของมันเอง แขกไปใครมาก็จะอยากกลับมาที่นี่ เพราะมาเที่ยวบ้านเรา แล้วเหมือนเขาได้กลับบ้านตัวเอง 

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup