Connect with us

Subscribe

Life

ชีวิตมนุษย์จะหาความหมายมิได้ ถ้าปราศจากการสัมผัส

พิทาโกรัส นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ เคยกล่าวไว้ว่า 

“ชีวิตมนุษย์จะหาความหมายมิได้เลย ถ้าปราศจากการสัมผัส ”

นั่นเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันของความสำคัญในการสัมผัส แตะต้อง และด้วยสัญชาตญาณของความเป็นสัตว์สังคมที่มีความอยากรู้อยากเห็น ทำให้มนุษย์ประยุกต์การสัมผัสให้เป็นส่วนหนึ่งของภาษาท่าทาง หรือภาษากาย หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า ‘อวัจนภาษา’ 

เพื่อใช้ในการสื่อสาร ส่งสัญญาณ หรือบอกความหมายบางอย่าง ซึ่งเป็นภาษาแรกที่เกิดขึ้นบนโลก ก่อนที่มนุษย์จะคิดค้นประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้งานด้วยซ้ำ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการสัมผัสเป็นบ่อเกิดของทุกความรู้สึก การสัมผัสจึงมีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า บนโลกที่มีพื้นที่กว่า 510,072,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางอารยธรรม การสัมผัสถูกนำไปใช้ในบริบทและความหมายที่แตกต่างตามแต่ละท้องถิ่น 

อย่างไรก็ดีประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณธรรมชาตินี้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของมนุษย์ และทำให้เห็นว่ามนุษย์ใช้งานประสาทสัมผัสประเภทสุดท้ายอย่างคุ้มค่าเหลือเกิน ทั้งในด้านการสื่อความหมาย และคุณประโยชน์อื่นๆ ที่จะอำนวยให้การใช้ชีวิตตั้งแต่เกิดจนหมดลมหายใจเป็นไปอย่างราบรื่น ตลอดจนการใช้เป็นการบำบัด เยียวยารักษาโลก 

หากยาปฏิชีวนะ คือผลลัพธ์ทางเคมีที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาโรค การสัมผัสก็คงเป็นยาธรรมชาติ เป็น ‘สัมผัสบำบัด’ ที่มนุษย์ค้นพบว่าสามารถช่วยเยียวยารักษาโรคได้เช่นกัน โดยคอนเซ็ปต์ของการสัมผัสที่เป็นไปเพื่อการบำบัดรักษาทางสุขภาพ ก็คือการส่งพลังผ่านลมปราณ เพื่อให้พลังนั้นเข้าไปบำบัดบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ภายใน

การนวด 

อันที่จริงนั้นการนวดเฟ้นตามร่างกายอยู่คู่กับสังคมมนุษย์ทั่วทั้งโลกมาช้านาน หลักฐานที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุดคือ ภาพเขียนในสุสานฟาโรห์อียิปต์ พบเป็นภาพคน 2 คนกำลังนวดเท้าและมือให้กัน ส่วนคนไทยกับการนวดนั้นผูกสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงขั้นยกให้การนวดเป็นศาสตร์หนึ่งที่อยู่ในแขนงของการแพทย์แผนโบราณ โดยมีหลักฐานจากคำกล่าวของลาลูแบร์ บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่มาเป็นราชทูตในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ว่า “คนไทยเจ็บป่วยก็ไม่เห็นทำอะไร นวดๆ บีบๆ แต่ก็หายเป็นอันมาก” ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ศาสตร์การนวดเพื่อบำบัดอาการเจ็บป่วยก็ยังไม่เคยหายไปจากสังคมไทย

การนวดจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งควบคุมกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในต่อมใต้สมอง ช่วยในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้

ข้อมูลระบุว่า มีหลายโรคที่การนวดช่วยรักษาบรรเทาจนหาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหืด โรคกระดูกและกล้ามเนื้อต่างๆ รวมถึงโรคจิต 

เนื่องจากการนวดทำให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดลดลง ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนคอร์ติซอล และฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟรีน ข้อนี้ให้ผลที่เป็นรูปธรรม ความนิยมของการนวดยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน เพราะปลอดภัย ไม่สิ้นเปลือง และมีประสิทธิภาพในการรักษา สามารถใช้การนวดคลึงได้แทบทุกจุดบนร่างกาย โดยจะมีน้ำมัน, ครีม, เจล หรือแป้ง มาเป็นตัวช่วยทำให้การนวดมีประสิทธิภาพทางการบรรเทาความเจ็บป่วยมากขึ้น

การกอด 

เป็นยาบำบัดโรคขนานเอก ไม่ว่าจะเป็นการป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ การกอดสามารถช่วยให้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ นั้นบรรเทาลงได้ เนื่องจากเมื่อร่างกายได้รับการกอด ภาวะจิตใจของผู้ถูกกอดจะตกอยู่ในห้วงที่เรียกว่า Euphoria ร่างกายจะสั่งให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งทำให้รู้สึกสดชื่นและลดภาวะความเจ็บปวด การกอดสัมผัสเป็นการถ่ายทอดกำลังใจ มีผลช่วยลดระดับความกังวลใจ ช่วยลดระดับฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียด ลดการซึมเศร้า ทำให้อารมณ์ดีขึ้น อีกทั้งผู้ที่กอดและผู้ที่ถูกกอดจะรู้สึกดีต่อตนเอง แต่มีข้อแม้ว่าคนที่กอดนั้นต้องเป็นบุคคลที่เราพิศวาส อยากใกล้ชิด จึงจะทำให้รู้สึกดีได้

การกอดนับเป็นกำไรทางสุขภาพ มีผลการวิจัยรายงานว่าการกอดช่วยเพิ่มระดับ Oxytocin และทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กควรได้รับการกอดมากๆ เนื่องจากการกอดสัมผัสช่วยก่อให้เกิดความรักขึ้นได้ ทำให้ลูกสัมผัสได้ถึงความรักที่พ่อแม่มีให้ เสริมสร้างพัฒนาการของเด็กให้เจริญวัยอย่างมีคุณภาพ

ดังที่ เวอร์จิเนีย ซาเทียร์ นักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวเคยกล่าวไว้ว่า “คนเราต้องการการสวมกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต กอดวันละ 8 ครั้ง เพื่อการดำเนินชีวิต และกอดวันละ 12 ครั้ง เพื่อการเจริญเติบโต”

เห็นไหมล่ะ ว่าการกอดมีแต่จะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี

การจูบ 

ถ้ามองตามหลักความเป็นจริง การจูบอาจเป็นสัมผัสที่เสี่ยงต่อการสร้างโรคมากที่สุด แต่ถ้าเป็นการจูบที่มีคุณภาพแล้วละก็ จูบนั้นจะกลายเป็นยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติ ทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้นถนัดตา

วิธีการที่จะทำให้จูบที่ได้รับมีคุณภาพ ไม่ได้เกี่ยวกับความเก่งกาจหรือเชี่ยวชำนาญด้านการจูบ แต่เกี่ยวกับความสะอาดของสุขภาพช่องปาก หากคุณได้จูจุ๊บกับคนที่มีสุขภาพช่องปากดี การจูบนั้นก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพตามมามากมาย ไม่ว่าจะช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกาย โดยการจูบที่ยาวนานต่อเนื่องประมาณ 1 นาทีสามารถช่วยลดแคลอรีได้ถึง 2-3 แคลอรี 

เนื่องจากระหว่างที่จูบกล้ามเนื้อกว่า 145 มัดได้ถูกใช้งานโดยอัตโนมัติ แบ่งเป็นกล้ามเนื้อที่หน้าประมาณ 34 มัด และกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกายอีก 112 มัด ทั้งการจูบยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น เพราะหัวใจได้รับการกระตุ้นให้เต้นราว 60 ครั้งต่อนาที ทำให้มีเสถียรภาพในการทำงาน และมีผลดีทางอ้อมคือช่วยป้องกันฟันผุได้อีกต่างหาก เนื่องจากเมื่อจูบ ต่อมน้ำลายจะถูกกระตุ้นให้หลั่งน้ำลายออกมา แต่ต้องระวังอย่าไปจูบใครเข้าในขณะที่ร่างกายกำลังอ่อนแอหรือเป็นโรคติดต่อ มิฉะนั้นแล้วอาจจะเพิ่มโรคภัยให้คู่จูบของคุณแทน

การร่วมรัก

สำหรับคู่รักแล้ว การเมคเลิฟสามารถช่วยสร้างความสุขได้มากแค่ไหนคุณคงรู้ดี แต่มากกว่านั้นคือการช่วยเรื่องสุขภาพ 

นักวิจัยชาวสกอตแลนด์ยืนยันว่า เซ็กซ์ช่วยลดความตึงเครียดได้จริง โดยทดลองสร้างความตึงเครียดให้คู่รัก 2 คู่ ด้วยการให้ตอบคำถามทางคณิตศาสตร์ แล้วค้นพบว่า คู่รักที่มีเซ็กซ์จะมีระดับความเครียดต่ำ และมีความดันโลหิตต่ำกว่า เมื่อเทียบกับคู่รักที่ไม่มีเซ็กซ์ก่อนมาทำแบบทดสอบ

นอกจากนั้นการมีเซ็กซ์แค่อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดการเป็นโรคหัวใจได้ ข้อนี้ยืนยันด้วยงานวิจัยของอังกฤษ ที่พบว่าผู้ที่ออกกำลังด้วยการร่วมรักจะไม่ค่อยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเซ็กซ์

ผลกำไรทางสุขภาพอีกข้อหนึ่ง คือ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด เนื่องจากสมองได้หลั่งสารอ็อกซิโตซิน ซึ่งช่วยลดอาการปวดหัว หรือเจ็บปวดอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะกับสาวๆ จะเห็นผลเป็นพิเศษ อ้างอิงจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สในนิวเจอร์ซีย์

ที่เหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้นคือ การมีกิจกรรมทางเพศช่วยทำให้คนเป็นมะเร็งน้อยลง นี่ไม่ได้พูดลอยๆ แต่งานวิจัยจากอังกฤษเขานั่งยันนอนยันเชียวนะ โดย Journal of the American Medical Association รายงานว่าผู้ชายที่มีเซ็กซ์มากกว่า 21 ครั้งต่อเดือนมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง ในขณะเดียวกันผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทติ้งแฮม ยืนยันว่าการหลั่งอสุจิช่วยลดการก่อตัวของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup