Connect with us

Subscribe

Vision

‘จีน ผู้ถูกกีดกันทางวิชาการ
แต่ทำไมกลายเป็นชาติที่ 3
ที่ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ และกำลังจะไปลงจอดบนดาวอังคาร’

เ รื่ อ ง  :  ณั ฐ น น ท์  ด ว ง สู ง เ นิ น 

  • ไม่กี่เดือนหลังจากที่จีนสามารถส่งยานฉางเอ๋อ 4 ไปลงจอดที่ด้านไกลของดวงจันทร์ ทำให้จีนกลายเป็นชาติที่ 3 ที่ทำสำเร็จ ผมนั่งอยู่ในห้องประชุม เรากำลังคุยกันเรื่องงานวิจัยของประเทศต่างๆ ที่ถูกส่งขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นนักวิจัยและทำงานอยู่ที่จีน พูดขึ้นมาในวงเหมือนกันว่า “มีงานวิจัยตัวนี้ที่จีนส่งขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติ… เอ้ย!…สถานีอวกาศจีน” ผมแอบหัวเราะ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า อืมม์…จีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่ถูกแบนจากการเป็นพันธมิตรของโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ น่าตลกดี ในขณะที่สหรัฐอเมริกากับอดีตสหภาพโซเวียต แข่งขันแทบตายในสมัยสงครามเย็น ตอนนี้สถานีอวกาศนานาชาติกลายเป็นโครงการร่วมที่ทำให้สองมหาอำนาจต้องแชร์พื้นที่ทางวิชาการร่วมกันพร้อมกับประเทศอื่นๆ จากสหภาพยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น แต่สำหรับมหาอำนาจอย่างจีนนั้นกลับต้องหนีไปสร้างสถานีอวกาศของตัวเองที่ชื่อว่า ‘เทียนกง’ หรือพระราชวังฟ้า ซะงั้น 

ถ้ายังจำกันได้ เกือบ 2 ปีก่อน (เมษายน 2018) มีข่าวใหญ่ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดตกของสถานีอวกาศเทียนกง 1 ที่หมดอายุการใช้งานและถูกปล่อยไว้บนชั้นบรรยากาศ เป็นครั้งแรกที่คนไทยตื่นตัวกับการตกของขยะอวกาศนับตั้งแต่ยุคของ Skylab 

สถานีอวกาศเทียนกง เป็นสถานีอวกาศที่ถูกส่งขึ้นไปตั้งแต่ปี 2011 และใช้งานมาจนถึงปี 2013 เทียนกงกลายเป็นบ้านให้กับนักบินอวกาศจีนที่ถูกส่งขึ้นไปสำรวจอวกาศและทำงานวิจัยในภารกิจ ‘เฉินโจว’ และเป็นที่ทำงานให้กับนักบินอวกาศหญิงคนแรกของจีน ‘หลิว หยาง’ ในขณะเดียวกัน สถานีอวกาศเทียนกง 2 ก็ถูกปล่อยให้ตกลงสู่โลกในเดือนกรกฎาคม 2019 เพื่อเปิดทางให้สู่สถานีอวกาศรุ่นใหม่ของจีนที่มีแผนการส่งภายในปี 2022  

อาจจะสงสัยว่า ภาพรวมของการสำรวจอวกาศจีนเป็นอย่างไร ไปมาอย่างไร ทำไมจีนถึงไม่ร่วมการสำรวจอวกาศกับประเทศอื่นๆ เลย เป็นเหตุผลว่าทำไมในหนังเรื่อง The Martian การที่อเมริกากับจีนร่วมมือกันส่งยานถึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ๆ ก่อนอื่น เราจะต้องย้อนดูก่อนว่าจีนนั้นเข้ามาสู่วงการการสำรวจอวกาศได้อย่างไร 

จริงๆ แล้วจีนนับว่าเป็นประเทศที่เก่าแก่ในการเริ่มต้นสำรวจอวกาศ ทันทีที่สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมสปุตนิกดวงแรกขึ้นไปโคจรรอบโลก เหมา เจ๋อตุง ก็ประกาศทันทีว่าจีนจะต้องส่งดาวเทียมได้เช่นกัน และสไตล์พี่จีนของเรา จรวดนำส่งลำแรกของจีนเกิดจากการก๊อบจรวดของสหภาพโซเวียต และเริ่มต้นโครงการพัฒนาจรวดของจีนตั้งแต่นั้นมา แต่จีนก็ยังไม่มีดาวเทียมดวงแรก 

จนเมื่อชาวบ้านเขาส่งดาวเทียมดวงแรกกันจนเริ่มต้นแข่งกันไปดวงจันทร์แล้ว เหมา เจ๋อตุง ก็ประกาศว่าจีนจะต้องไปดวงจันทร์บ้างเช่นกัน (แต่อย่าลืมว่าตอนนั้นจีนยังไม่มีดาวเทียมดวงแรกด้วยซ้ำ) และเริ่มต้นโครงการ ‘ชู่กวง’ ซึ่งก็ลอกเอาเทคโนโลยีของโซเวียตมาอีก ซึ่งกว่าจีนจะพัฒนาและส่งดาวเทียมดวงแรกสำเร็จก็ปาไปปี 1970 ซึ่งสหรัฐอเมริกาไปเหยียบดวงจันทร์ได้แล้วตั้งแต่ปี 1969

ไม่ต้องพูดถึงโครงการไปดวงจันทร์ของจีนที่ไม่สำเร็จ เพราะหลังจากการเสียชีวิตของ เหมา เจ๋อตุง ในปี 1976 จีนก็เน้นการพัฒนาจรวดของตัวเองด้วยเทคนิคการลอกจากสหภาพโซเวียตมาเรื่อยๆ จนสามารถเริ่มต้นรับจ้างส่งดาวเทียมให้กับประเทศอื่นๆ ได้ ทำให้เทคโนโลยีจรวดของจีนนั้นมีพัฒนาการสูง เพราะเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม จีนกว่าจะส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่อวกาศได้จริงๆ ก็ปาไปปี 2003 นับตั้งแต่ดาวเทียมดวงแรกของจีนก็เป็นเวลา 33 ปี (สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาใช้แค่ 4 ปี) 

และด้วยเหตุนี้เอง NASA ค่อนข้างหวาดระแวงว่าเทคโนโลยีของตัวเองจะไปตกอยู่ในมือของจีน ทำให้สภาคองเกรสห้ามไม่ให้ผู้ถือสัญชาติจีนที่ทำงานกับหน่วยงานรัฐของจีนเข้ามาในฐานปล่อยจรวดหรือฐานทดสอบของ NASA รวมไปถึงการให้ทุนโครงการต่างๆ จากจีน ด้วยเหตุนี้เองทำให้สถานีอวกาศนานาชาติ ไม่ใช่พื้นที่ที่จีนจะมาใช้ทำการทดลองใดๆ จีนจึงต้องสร้างสถานีอวกาศเป็นของตัวเอง 

พอมาถึงตรงนี้แล้ว อาจจะเริ่มนึกภาพกันออกว่าเพราะเหตุใด จีนถึงได้โดนกีดกันจากชาติอื่นๆ ซึ่งก็น่าจะมาจากการชอบลอกเทคโนโลยี แต่ถ้าเราสังเกตกัน ในช่วงหลังๆ นี้ จีนแทบจะทำสิ่งใหม่ๆ ได้ตลอด ตั้งแต่ดาวเทียมที่สามารถทำ Quantum Tunnelling การส่งดาวเทียมที่ถี่มากๆ และสิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกตกตะลึงก็คือ ในปี 2013 จีนสามารถส่งยาน ฉางเอ๋อ 3 ไปลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ โดยฉางเอ๋อ 3 เป็นยานอวกาศไร้คนขับที่มีรถหุ่นยนต์ขนาดเล็กวิ่งสำรวจบริเวณรอบๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีใครไปลงจอดบนดวงจันทร์เลยนับตั้งแต่ภารกิจ Luna 24 ในปี 1976 เป็นเวลากว่า 37 ปี แถมยังทำให้จีนกลายเป็นชาติที่ 3 ที่ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ 

ในขณะที่ข่าวล่าสุด ในเดือนมกราคมปี 2019 จีนก็สามารถส่งยานฉางเอ๋อ 4 ไปลงจอดที่ด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งยังไม่เคยมีประเทศใดทำได้เช่นกัน และแม้ว่าในปี 2019 นี้จะมีผู้ท้าชิงใหม่ๆ ได้แก่ อิสราเอลและอินเดีย พยายามส่งยานไปลงบนดวงจันทร์ แต่ทั้งสองชาตินี้กลับพ่ายแพ้ให้กับแรงโน้มถ่วงอันน้อยนิดของดวงจันทร์ แม้กระทั่งอินเดียซึ่งมีประสบการณ์ในการส่งยานไปโคจรรอบดาวอังคารแล้วยังตามหลังจีนอยู่ในแง่ของการสำรวจดวงจันทร์ 

ด้วยเหตุนี้เอง ดูเหมือนว่าจีนจะมี Learning Curve ที่ค่อนข้างดีในแง่ของการสำรวจอวกาศปัจจุบัน สังเกตจากแผนการพัฒนาสถานีอวกาศของจีนที่ในอนาคต ‘เทียนเหอ’ คือสุดยอดโครงการสถานีอวกาศพันล้านของจีน และที่สำคัญ ในปี 2020 นี้ จีนจะเริ่มต้นการเดินทางสู่ดาวอังคารเต็มรูปแบบ ด้วยยาน ‘หั่วซิง’ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่จีนส่งยานไปลงจอดบนดาวอังคาร 

ประเด็นที่น่าสนใจและน่าจับตามองตอนนี้ก็คือ จีนจะกลายเป็นชาติที่ 2 เทียบเคียงสหรัฐอเมริกาทันทีถ้าโครงการ ‘หั่วซิง’ ประสบความสำเร็จ เพราะแม้กระทั่งชาติมหาอำนาจอย่างอดีตสหภาพโซเวียตและรัสเซีย ยังไม่สามารถส่งยานไปลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จ และแน่นอนว่าโครงการ ‘หั่วซิง’ ไม่ได้ลอกมาจากรัสเซียแน่ๆ เพราะรัสเซียก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จในการไปดาวอังคาร ส่วนถ้าจะบอกว่าลอกอเมริกา ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะจีนนั้นถูกแบนไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีเบื้องลึกจากฝั่งอเมริกา 

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องขอบคุณ Learning Curve ของจีน ที่ล้มลุกคลุกคลานกันมาตั้งแต่สมัยของ เหมา เจ๋อตุง และกลายเป็นว่าในปี 2020 นี้ จีนจะได้แสดงศักยภาพหลายๆ อย่างด้านการเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการจรวด การสร้างสถานีอวกาศแห่งใหม่ และถ้าโชคดี เราอาจจะได้เห็นจีนกลายเป็นชาติที่ 2 ที่ลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จก็ได้ …แต่ถึงกระนั้น ก็เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาก็คงไม่ปลดแบนจีนในเวลาอันใกล้นี้เช่นกัน (หัวเราะ) 

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup