x

สวยระทดระทวย ตอนที่ 5
 
รักของไอ้ป๋อนกับเอ๋เริ่มต้นอย่างสนุกสนานและตื่นเต้นนิดๆ เหมือนฉากรักในหนังวัยรุ่นอย่างนี้จริงๆ เช้าวันนั้นพอไอ้ป๋อนได้วิ่งชนและรู้จักกับเอ๋แล้ว มันก็เล่าต่อว่าสัมพันธ์ของมันกับเธอก็สานติดกันอย่างสวยงาม เหมือนช่อดอกไม้ที่เลื้อยเกี่ยวขึ้นไปตามเรือนไม้ที่เขาจัดเอาไว้ให้แล้ว
 
“มันเหมือนกับฟ้าลิขิตและเทพอุ้มสมเลยหละเพื่อน กูจะไม่คุยว่าเป็นกามเทพหรอกนะ...ฮ่ะๆๆ...เอาแค่ว่าสัมพันธ์ของเรากอดเกลียวกันไปอย่างสดชื่นหอมหวาน และรวดเร็วเหมือนมีคนกำหนดเอาไว้ให้จริงๆ เช้าวันนั้นพอช่วยเขาถือของไปส่งที่ห้องเรียบร้อยแล้ว เอ๋เขาก็ตามกูลงมากินข้าวที่ร้านอาหารข้างล่างอย่างเต็มใจ กูกินมากหน่อยเพราะกำลังหิว แต่เขาก็กินอร่อยกับกูด้วยเหมือนรู้ใจและเคยกินด้วยกันมาก่อน นี่แสดงว่าเขาเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี และเป็นผู้หญิงใจถึง เราก็เลยกินกันไปและคุยกันไปอย่างเพลิดเพลิน...จนกินอ่ิมแล้วเราก็ยังสั่งชากาแฟมาจิบกันต่อ เพราะยังคุยติดพันกัน เรียกว่าอาหารมื้อแรกของเรา ทำให้เรากลายเป็นเพื่อนกันในทันทีก็ว่าได้
 
ชื่อจริงของเอ๋เขาคือ อรุโณทัย ฟังแล้วกูรู้เลยว่าเขาเป็นคนต่างจังหวัดแน่ๆ เพราะสำเนียงและความหมายมันบอก ตอนหลังกูยังล้อเขาเลยว่าชื่อของเขาเหมือนชื่อของนางเอกในหนังจักรๆ วงศ์ๆ เลยนะ และเขาก็ล้อกูกลับว่าชื่อของกูเหมือนชื่อของพวกทหารเกณฑ์...ฮ่ะๆๆ... มุขนี้เป็นมุขใหม่โว้ย กูถึงบอกมึงไงว่าเขาเป็นผู้หญิงที่คุยสนุกและรู้ทันพวกผู้ชายมาก วันนั้นพอแนะนำตัวกันนิดหน่อย แล้วเขาก็เริ่มขายของกูเลยนะ  ผลิตภัณฑ์ของเขาครึ่งหนึ่งมี อย. และมีหมอเป็นหุ้นส่วนด้วย ก็เป็นพวกยาบำรุงสุขภาพและเสริมพลังทั้งทางร่างกายและสมองนั่นแหละ ส่วนหนึ่งก็เน้นไปทางสมุนไพรของไทย ที่พวกเรารู้จักกันค่อนข้างดี เขาคุยด้วยว่ากำลังปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล แล้วจะทำเป็นสินค้าส่งออก โอ้โห...คงรวยเละกันเลยนะ เพราะตอนนั้นสมุนไพรไทยเริ่มกำลังเป็นที่สนใจจากบริษัทยาทั่วโลก ก็อย่างเปล้าน้อยที่ญี่ปุ่นมาซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นยารักษาโรคกระเพาะไงล่ะ
 
ยิ่งเล่ายิ่งน่าสนใจ และเอ๋เองก็เล่าได้คล่องแคล่วมาก กูฟังเขาไปและก็สังเกตดูท่าทางเขาด้วย ใช่…เขาจัดเป็นผู้หญิงที่สวยคมทีเดียวหละ และท่าทางของเขาก็ดูมีความมั่นใจในตัวเองมาก แต่หน้าและนัยน์ตาของเขานะ...กูอดเปรียบเทียบกับน้องอุ้มไม่ได้ ดูยังไงๆ ก็น่าทะนุถนอมและมีแววเศร้าเจืออยู่อย่างเห็นชัด คือสวยแบบเศร้าๆ ซึ้งๆ เหมือนน้องอุ้มนั่นแหละ เพียงแต่เอ๋เขาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง คือถึงน้ำตาจะไหล เขาก็จะยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเอง โดยไม่ต้องให้ผู้ชายที่ไหนมาเช็ดให้ หลังจากนั้นกูยังล้อเขาเลยว่า ที่เขาทำยอดขายได้ดีและมีผู้ชายมาอุดหนุนสินค้าของเขามากนั้น ไม่ใช่เพราะเขาอธิบายเก่งหรือคุณภาพของมันเจ๋งหรอก แต่ที่ทุกคนมาช่วยซื้อจากเขานั้นก็เพราะสงสารเขาต่างหาก!...ฮ่ะๆๆ...”
 
“เฮ้ย..มึงพูดกับเขาอย่างนี้จริงๆ หรือป๋อน  พูดอย่างนี้เขาไม่โกรธมึงหรือวะ?”
 
ผมฟังและรีบดักคอมันตรงนี้ก็เพราะอยากรู้จริงๆ ครับคุณผู้อ่าน ไอ้ป๋อนมันเป็นคนตลกไม่รู้จักกาลเทศะ และชอบตลกแรงๆ กับเพื่อนเสมอ แต่กับเอ๋ที่มันเพิ่งรู้จักอย่างนี้...ผมเชื่อครับว่ามันกล้าถามและพูดกับเขาอย่างนี้จริงๆ ผมจึงอยากรู้ปฏิกิริยาของเธอ และมันก็ตอบผมว่า
 
“เขาก็ดูเหมือนจะโกรธกูนิดๆ นะ ที่กูพูดไปอย่างนั้น แต่ผู้หญิงที่เก่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูงอย่างเขา เขาก็สวนกูกลับมาว่า “ถ้าผู้ชายที่เป็นลูกค้าของเอ๋ คิดอย่างคุณป๋อน เอ๋ก็คงจะรวยเละแล้ว เพราะสินค้าที่เอ๋แนะนำให้ลูกค้าไปใช้นั้น ส่วนมากเขาจะตอบว่าคุณภาพของสินค้าดีจริง และราคาก็ไม่แพงเลย และยิ่งมารู้ว่าส่วนมากทำจากสมุนไพรไทยแล้ว ก็ยิ่งกินและใช้อย่างสบายใจ ซึ่งแต่ละคนก็จะซื้อไปใช้เฉลี่ยเดือนละขวด และบริโภควันละเม็ดเท่านั้น ถ้าเขาสงสารเอ๋นะ เขาคงจะซื้อกันคนละ 2-3 ขวด เพราะสินค้าของเอ๋เป็นอาหารเสริม ยิ่งกินมากก็ยิ่งดี แต่ลูกค้าของเอ๋ส่วนมากเป็นคนมีสมองค่ะ ไม่ทำอะไรตามความรู้สึกภายนอกหรอก แต่จะทำตามเหตุผลที่เป็นความจริงเท่านั้น แล้วคุณป๋อนล่ะคะ จะซื้อของเอ๋ด้วยความสงสารสักกี่ขวดคะ?..ฮิๆๆ...”
 
“แน่โว้ย! ผู้หญิงคนนี้แน่จริงๆ ทั้งเก่งและฉลาด  มิน่าเล่าถึงได้เอามึงอยู่ แล้วตกลงมึงอุดหนุนสินค้าของเขาเยอะไหมวะ?”
 
ผมถามไอ้ป๋อนต่ออย่างสนุกสนาน และมันก็ตอบผมอย่างครื้นเครงไม่เแพ้กัน
 
“กูก็มีสมองนะโว้ย กูก็เลยให้เขาอธิบายให้กูฟังต่ออีก 1 อาทิตย์ แล้วจึงลองอย่างที่เหมาะกับเรา 1 ขวด ก็เป็นวิตามินพวกบำรุงร่างกายนั่นแหละ คืออาชีพของเรามันเหนื่อยหนักแบบทับซ้อนและผิดเวลามาก เวลากินไม่ได้นอน...เวลานอนไม่ได้กิน...แถมยังเดินอยู่บนอากาศทั้งวันทั้งคืน กูจึงขอยาแบบช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนโดยสมองไม่เสีย ซึ่งเขาก็จัดให้ 2 ขวด คือ ก่อนทำงานให้กิน 1 เม็ด และก่อนนอนก็ให้กินอีก 1 เม็ด ปรากฏว่าร่างกายของกูปรับสภาพและรับยาเขาได้อย่างไม่มีปัญหาเลย คือเวลาทำงานก็สดชื่นและเวลานอนก็หลับสนิท โดยไม่ต้องกินยาโด๊ปหรือเหล้าเบียร์ให้ร่างกายทรุดโทรมเลย นี่แสดงว่ายาของเอ๋เขาสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติจริงๆ ตอนหลังกูยังแนะนำให้พวกเราได้ลองกินกันอีกหลายคน ซึ่งก็ได้ผลดีต่อสุขภาพคล้ายๆ กูทั้งนั้น”
 
ไอ้ป๋อนเล่าให้ผมฟังอย่างเพลิดเพลิน เหมือนได้กลับไปฉายหนังเรื่องชีวิตรักของมันกับเอ๋ให้ผมดูอีกครั้งหนึ่ง ที่จริงผมก็สนใจเรื่องยาบำรุงร่างกายและเสริมสร้างพลังที่มันทดลองกินกับเอ๋อยู่ แต่ผมอยากฟังเรื่องชีวิตรักของมันกับเอ๋อย่างต่อเนื่องมากกว่า จึงถามต่อว่า “เอาเป็นว่าฟ้าได้ลิขิตให้มึงมาเจอกับเอ๋แล้ว และมึงก็สนิทกับเขาอย่างรวดเร็ว ทีนี้กูก็อยากรู้แหละว่า มึงสนิทกับเขาต่ออีกนานเท่าไร จึงได้เอ่ยคำว่ารักกัน?”
 
“แหม...วัยรุ่นใจร้อนอีกแล้ว มึงนี่สมเป็นนักเขียนจริงๆ นะ เอาหละ เล่าก็ได้ บอกก็ได้ เรื่องรักของกูกับเอ๋เป็นเรื่องของคนมีสมอง - มีรสนิยม - และมีใจตรงกันโว้ยไอ้ยิ่ง คือคบกันได้ 1 เดือน เราก็ชอบกันแล้ว เพราะรู้ว่าไปด้วยกันได้ในทุกๆ เรื่อง และพอครบ 2 เดือน กูก็บอกรักเขา เพื่อให้เขาภูมิใจว่า กูทำทุกอย่างตามขั้นตอน และให้เกียรติเขาอย่างถูกต้อง ซึ่งเขาก็ยินดีรับรักและบอกรักกูเหมือนกัน ฉะนั้นพอครบ 3 เดือน กูจึงชวนเขามาอยู่กับกูที่คอนโดฯ และเขาก็มาอยู่อย่างเต็มใจ โดยไม่ปิดบังใคร...แต่ก็ไม่ใช่ไปประกาศให้ทุกคนรู้นะโว้ย เพราะยังไงๆ เขาก็ยังเป็นสาวสวยที่มีฐานะ, ความรู้, และบุคลิกดี ถ้าจะประกาศจริงๆ ก็คงจะเป็นการประกาศเข้าเรือนหอ เออๆ…ก็คือการแต่งงานกันนั่นแหละ!...ฮ่ะๆๆ...แต่เราก็ได้ตกลงกันแล้วว่า เมื่อไรเราคบกันถึงปี เราถึงจะมาพูดเรื่องแต่งงานกัน ทีนี้...ทีนี้มึงไม่อยากรู้หรือว่า กูเริ่มมีสัมพันธ์รักกับเอ๋เมื่อไร? แน่ะๆๆ ทำหน้างงเป็นเหมือนกันนี่ไอ้ยิ่ง...ฮ่ะๆๆ...พูดตรงๆ ก็ได้คือมึงไม่อยากรู้หรือว่า-กูมีเซ็กส์ครั้งแรกกับเอ๋เมื่อไร? และเซ็กส์นั้นสวยงามหรือดุเดือดแค่ไหน?!...ฮิๆๆ...ตาค้างและน้ำลายหยดเลยนะอีแร้ง...คิกๆๆๆ...”
 
ผมตาค้างและน้ำลายสอจริงๆ แต่ไม่ถึงกับน้ำลายหยดหรอกครับ เพราะผมไม่คิดว่าไอ้ป๋อนมันจะเอาใจผมจนถึงขนาดจะเปิดเผยบทรักของมันกับเอ๋ให้ผมได้รู้ในบัดดลเดี๋ยวนี้เลย ผมจึงรีบจับมือมันแล้วตอบด้วยเสียงรื่นเริงเต็มที่ว่า
“เยี่ยมเลยป๋อน...เยี่ยมมาก! มึงรู้ใจกูจริงๆ เพราะเรื่องของมึงกับน้องอุ้มนั้น มันค่อนข้างจืดชืดเพราะปราศจากบทรัก แต่กับคุณเอ๋ที่มึงเพิ่งบรรยายมานี้ กูฟังแล้วก็เชื่อว่า เขาจะต้องเป็นผู้หญิงที่ร้อนลึกและมีบทรักที่ไม่ธรรมดาทีเดียว เอาเลยเพื่อน...เล่าตามสบายเลย ถือเสียว่ากูเป็นกามเทพที่ลอยมาอยู่ข้างๆ เตียงมึงก็แล้วกัน...ฮ่ะๆๆ...”
 
“…ฮ่ะๆๆ...เล่าโว้ย เล่าแน่ เพราะกูอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟังอยู่แล้ว ยิ่งมาได้นักเขียนอีโรติคอย่างมึงมารับรู้เรื่องราวมันก็ยิ่งน่าเล่าใหญ่ กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่า กูคบกับเอ๋ได้ 3 เดือน เขาก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่คอนโดฯ กับกู สัมพันธ์รักของเราก็เริ่มต้นประมาณนั้นแหละ แต่ก่อนหน้านั้นก็เป็นไปอย่างนุ่มนวลและให้เกียรติกันพอสมควรนะโว้ย คือกูจีบเขาอย่างจริงใจ และเขาก็รับความจริงใจของกูอย่างอบอุ่นและแสนจะเข้าใจ ทุกอย่างมันจึงดำเนินไปอย่างแจ่มใสและมีสีสันมาก เดือนแรกพอสนิทกัน เราก็ไปกินข้าว - ดูหนัง - และฟังเพลงกันตามฟอร์มคู่รักทั่วไปนั่นแหละ หลังจากนั้นพอมีรายการพิเศษอะไร เช่น มีนักร้องมาจากต่างประเทศ กูก็จะซื้อตั๋วพิเศษให้เขา และพอถึงวันวาเลนไทน์ กูก็จะจัดกุหลาบแดงร้อยดอกให้คนเอาไปส่งให้เขาถึงที่พร้อมกับร้องเพลงรักหวานซึ้งด้วย ตัวกูเองนั้นก็เหมือนกับมึง คือไม่ค่อยมีเวลาให้เขา เพราะเราต้องไปบินทำหน้าที่เสียเป็นส่วนมาก กลับมาทีได้พักแค่ 2-3 วัน เวลาที่จะให้กับแฟนนั้นจึงมีค่อนข้างน้อย แต่เอ๋เขาก็เข้าใจกูนะ พอคบกันเป็นแฟน เขาก็หลีกเลี่ยงที่จะไปประชุมหรือขายของต่างจังหวัด และซ้ำบางวันที่กูกลับ เขายังลาหยุดให้กูเต็มวันด้วย จนกูบอกรักเขา และเขารับรักนั่นแหละ กูก็รู้ว่ามันเป็นเวลาอันสมควรแล้วที่จะ...เผด็จศึก!...ฮ่ะๆๆๆ...
 
มันก็ไม่ดุเดือดถึงขนาดนั้นหรอก แต่กูก็ทำจริงคือกูขอบริษัทลาหยุดถึง 10 วันเต็ม แล้วบอกเอ๋ว่า กูจะพาเขาไปเที่ยวชายทะเล เอ๋ดีใจมากเพราะไม่ได้ไปเที่ยวทะเลมานานแล้ว เขาถามกูว่าจะไปกันกี่วัน? กูตอบเขาไปว่า 5 วัน เขาจึงลาหยุดจากงานทุกอย่าง 5 วัน และกูก็จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าไปกลับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต 2 ที่นั่งอย่างรวดเร็วและเรียบร้อยเลย...เออ...กูจองโรงแรมที่พวกเรารู้จัก 1 ห้องเอาไว้ 4 วันด้วย...เออ โรงแรมที่พี่ตู่เป็นผู้จัดการนั่นแหละ...ฮ่ะๆๆๆ...”