Connect with us

Subscribe

Interview

ก่อนเทคโนโลยีใหม่
จะผลักเราตกโลก

ระยะเวลาอันใกล้ในที่นี้ … อาจแค่ชั่วกะพริบตา ชีวิตเราทุกคนพลันเปลี่ยนไปตลอดกาล!
ปลายปี 2019 ที่ผ่านมา GM มีโอกาสเข้าร่วมฟังทอล์กโชว์ ‘ก้าวต่อไปของ Digital Disruption ประเทศไทย’ จัดโดย สุทธิชัย อะคาเดมี Keynote Spaeker บนเวทีวันนั้นต้องยกให้ชายหนุ่มวัย 29 ที่ชื่อ ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Cryptocurrency & Blockchain Technology พ่วงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Bitkub Capital Group Holdings เว็บไซต์เจ้าหลักในการเทรด Cryptocurrency หรือเงินดิจิทัลอันดับต้นๆ ของประเทศไทย 
บนเวที ณ วันนั้น ท็อปกระตุกเตือนคนไทยให้ตระหนัก เตรียมตัวรับมือกับสงครามโจมตีโลกเก่า โดยข้าศึกชื่อ ‘เทคโนโลยีใหม่’ เขาทำนายว่าพวกมันจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้แบบรวดเร็ว … ชนิดกู่ไม่กลับ
เทคโนโลยีใหม่จะล้มกระดานชุดความเชื่อกับโลกใบเดิม แล้วผลักพาทุกคนเดินหน้าสู่ ‘โลกใหม่’ ที่ไม่ใช่แค่อ่านเจอในนวนิยายวิทยาศาสตร์ หรือเห็นจากหนังโลกอนาคต
แน่นอนครับ, นี่ไม่ใช่แค่คำขู่ หรือการเล่านิทานให้ฟังเพลิน ที่ผ่านมาการล่มสลายของโลกเก่าเริ่มปรากฏชัด และส่งสัญญาณให้เห็นในหลายมิติ หลากวงการ
อย่าเผลอกะพริบตา มันกำลังประชิดใกล้ จับจ้อง และอาจผลักคุณตกโลกแบบไม่รู้ตัว

จากอดีตย้อนไปสัก 10 ปี เทคโนโลยีเคยเปลี่ยนโลก แต่เป็นการเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป (Linear Graph) แต่โลกในอีก 10 ปีข้างหน้านับจากนี้ คุณทำนายว่าจะเปลี่ยนไปแบบรวดเร็ว เป็นเส้นกราฟที่ทั้งสูงและชัน (Exponential Graph) คำทำนายนี้จะเป็นจริงหรือ

จิรายุส : มันเกิดขึ้นแล้วต่างหากครับ ทุกวันนี้เทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนโลกของเราไปในแบบ Exponential Graph ไม่ใช่แบบ Linear Graph และมันเป็นการเปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ จากหน้าเป็นหลัง
ข้อแตกต่างระหว่าง Linear กับ Exponential Graph คือสมมุติเขาบอกว่าคุณขยับ 30 Linear Step นั่นคือคุณไปได้ไกล 30 เมตร แต่ถ้าคุณขยับ 30 Exponential Step นั่นคือไปได้ไกลรอบโลก 26 เท่า ผลกระทบของมันต่างกันอย่างมากมายมหาศาล
ลักษณะเฉพาะของ Exponential คือตอนแรกๆ ช่วงเริ่มต้นของกราฟ มันจะคล้ายกับ Linear เพราะเราพัฒนาสิ่งที่มีอยู่เดิมทีละนิด หรือที่เราเรียกว่านวัตกรรม แต่พอตอนปลายๆ ของ Exponential มันจะต่างจาก Linear มหาศาล เพราะว่ามันทะยานขึ้นจนกราฟแทบจะเป็นแนวตั้ง ไม่ใช่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป
เหมือนที่เราก้าวเข้าสู่ยุค Disruption ในทุกวันนี้ คือมันก้าวกระโดดเลย อย่างที่ผมพูดใน สุทธิชัย หยุ่น ทอล์ก นั่นแหละครับ 25 สเต็ปแรกมันคล้ายๆ กับ Linear คือเปลี่ยนแปลงอยู่แค่ประมาณ 3% กว่าๆ แต่พอถึง 25 สเต็ปสุดท้าย มันใช้เวลาสั้นนิดเดียว
สุดท้ายที่ว่านี้ พวกเรากำลังจะเข้าถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า และมันจะเปลี่ยนจากของเดิมไปประมาณ 96% ของการพัฒนาทั้งหมดที่โลกเคยมีมา

ถ้ามันเปลี่ยนและพัฒนาแบบพุ่งพรวดรวดเร็วอย่างนั้นจริง คงต้องเกิด Culture Shock ขึ้นแน่นอน

จิรายุส : ตอนนี้ก็ช็อกอยู่แล้วครับ เพราะจากสถิติก็ออกมาชัดเลยว่า 97% ของ Chief Strategy Officer ทุกบริษัททั่วโลก รู้ว่าวงการของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เขารู้ว่าอีกไม่นานเขาจะโดน Disrupt
3% มีโปรแกรมพร้อมที่จะเปลี่ยน และฝึกพนักงาน แต่อีก 54% คือเกินครึ่ง รู้ว่ากำลังจะโดน Disrupt แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ปรับตัวไม่ถูก ช็อก นี่คือเกินครึ่งนะครับ
(เหลือบมองโทรศัพท์มือถือตรงหน้าที่ GM ใช้อัดเสียงบทสนทนา) อย่างตอนนี้มือถือเครื่องนี้มี Computing Power มากกว่าตอนที่อเมริกาส่งคนไปดวงจันทร์อีกนะครับ หรือมากกว่าคอมพิวเตอร์ที่เมื่อก่อนเราเคยใช้เล่นเกมเปิดไพ่กัน
แค่ปี 2009 ถึงปี 2014 ระยะเวลาแค่ 5 ปี ขนาดของมันลดลง แถมราคายังถูกลงถึง 250 เท่า เพราะมันเป็นการพัฒนาแบบ Exponential ชิปของมันมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ แต่กำลังในการทำงานประมวลผลกลับเร็วขึ้น หรือแม้แต่ Solar Power เองก็ลดลงมา 250 เท่าเช่นกัน
พวกเราอยู่ในยุค Disruption ซึ่งข้อแตกต่างระหว่าง Disruption กับ Innovation
Innovation หรือ นวัตกรรม เป็นการพัฒนาสิ่งเดิมให้ดีขึ้นอย่างละนิด ไปเรื่อยๆ ทุกวัน ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม แต่ Disruption คือเอาอันใหม่มาเปลี่ยนอันเก่า แบบที่ไม่ต้องใช้งานอันเก่าอีกเลย
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ไฟฟ้า การที่มนุษย์เราคิดค้นไฟฟ้าได้ นั่นเพราะเราไม่ได้พัฒนาเทียนไขทุกๆ วันอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเราเลือกที่จะพัฒนาเทียนไขอย่างต่อเนื่องเมื่อไร อย่างไรเสียไฟฟ้าก็ไม่มีทางเกิดขึ้น แต่การมาของไฟฟ้าคือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมด อันนี้ก็คือ Disruption
ที่สำคัญไฟฟ้าเป็นพื้นฐานในการสานต่อเทคโนโลยีใหม่ให้มีนวัตกรรมออกมาเรื่อยๆ ผมบอกได้เลยว่า 100 กว่าปีที่ผ่านมา หากเอามาเปรียบเทียบกับอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีสิ่งใหม่ๆ ออกมาเยอะกว่าที่เคยมีมาทั้งหมด เพราะมันเป็น Exponential (ย้ำอีกรอบ)

การเติบโตแบบ Exponential ที่คุณย้ำว่าเทคโนโลยีใหม่กำลังจะเปลี่ยนโลกของเราไปแบบรวดเร็ว แล้วใครบ้างล่ะที่เข้าถึงมัน คงไม่ใช่ทุกคน

จิรายุส : ไม่ทุกคน แต่ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ความจริงเขามีกราฟโชว์เลยนะว่าเราต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าคนจำนวน 50 ล้านคนจะเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่
อย่างโทรศัพท์บ้าน เคยใช้เวลานานถึง 50 ปีกว่าจะเข้าถึงคน 50 ล้านคน พอมาถึงทีวี ใช้เวลาลดลงเหลือ 22 ปี อินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกคนภายใน 14 ปี มือถือสมาร์ทโฟนภายใน 7 ปี เฟซบุ๊ก 4 ปี วีแชต 1 ปี โปเกมอนโก 1 เดือน ทำไมมันเร็วขึ้นๆ เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในอนาคต พอเทคโนโลยีใหม่ออกมาเมื่อไร ผมว่ามันคงวัดกันเป็นรายวันแล้วละครับ ว่าจะเข้าถึงคน 50 ล้านคนเมื่อไร
เพราะมันมีหลายเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อคนร่วมกัน อย่างเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet from the Sky ซึ่งตอนนี้มีบริษัท Google, Facebook, Starlink ของ Elon Musk และอีกหลายบริษัทใช้งานอยู่
อย่างกูเกิลใช้บอลลูนในการบินรอบโลก บอลลูนขึ้นไป 1 ครั้งสามารถอยู่ข้างบนอากาศได้นานประมาณ 180 วัน ซึ่งภายใน 180 วันนั้น สามารถหมุนเดินทางรอบโลกได้ประมาณ 16 ครั้ง หรือเฟซบุ๊กใช้โดรน โดรนคือเครื่องบินที่ใช้ปีกติดเป็นโซลาร์เซลล์ในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถเลี้ยงตัวของมันเองให้บินได้นานหลายเดือนเลยกว่าจะลงจอดทีหนึ่ง หรือ อีลอน มัสก์ นี่ส่งดาวเทียมไปนอกโลกเลยนะครับ เพื่อที่จะให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลก
ทุกวันนี้คนบนโลกของเรามีทั้งหมด 7,000 ล้านคน แต่คนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตจริงๆ มีประมาณ 2.1 พันล้านคน ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ในปี 2020 คือปีนี้ คนจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตประมาณ 5,000 ล้านคน พอมีการเริ่มต้นของ Google Loon, Starlink หรือโดรนของ Facebook, Internet from the Sky พวกนี้ล่ะ ที่จะทำให้ทวีปแอฟริกาและทวีปอื่นๆ ที่เหลืออีก 2,000 ล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
นั่นแปลว่าอะไรครับ ในอนาคตใครที่จะเปิดบริษัท เขาไม่ต้องมานั่งเปิดออฟฟิศเพื่อที่จะเข้าถึงลูกค้า 7,000 ล้านคน เพราะทุกคนทั่วโลกมีมือถือ หรือสิ่งที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก บอกไว้คือ อีก 10 ปีข้างหน้า มันคือแว่นตา เนื่องจากเขารู้สึกผิดพลาดมากที่อยากจะให้ทุกคนติดต่อกันทั่วโลกผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่มันดันเกิดสังคมก้มหน้าขึ้น
หลายคนกำลังติดต่อหรือพูดคุยอยู่กับเพื่อนที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง แต่เขาลืมเพื่อนรอบข้างตัวเองที่นั่งอยู่ด้วยกันบนโต๊ะอาหาร มาร์กบอกว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะสร้างแว่นตาที่เป็น VR หรือ AR เทคโนโลยี ให้ในระหว่างที่นั่งกินอาหาร เราจะเห็นทั้งเพื่อนเราที่นั่งอยู่ ขณะเดียวกันก็ยังเห็นเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกได้ เหมือน Teleport (การเคลื่อนย้ายมวลสารไปในระยะทางไกล) ได้น่ะครับ ซึ่งเราจะไม่ลืมใครเลย นี่คือสิ่งที่เขากำลังจะสร้าง
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก บอกว่าตั้งแต่ปี 1990-2000 มันคือ Desktop Computer ที่มาเปลี่ยนแปลงโลก ปี 2000-2010 มันคือเว็บไซต์ ปี 2010-2020 คือโทรศัพท์มือถือ แต่ปี 2020 -2030 นี่คือแว่นตา AR กับ VR เทคโนโลยี
ผมแนะนำให้ทุกคนไปดูหนังเรื่องหนึ่งชื่อ Ready Player One เป็นหนังที่ดูสนุกมาก เขาโชว์ให้เห็นเลยว่านี่คือโลกอนาคต เพราะว่าคนในหนังจะมีอยู่ 2 ชีวิต ชีวิตจริงคือมันเศร้ามากครับ ไหนจะอากาศเป็นพิษ ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่มีจะกิน แต่พอเขาใส่แว่นตาปุ๊บ เขาอยากจะไปเป็นใครก็ได้ หน้าตาสวยหล่อแค่ไหน สูงเท่าไร ทำกิจกรรมส่วนไหนของโลกได้หมดเลย
ปรากฏว่าทุกคนใช้เวลาส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์มากกว่าโลกความเป็นจริง เพราะว่ามันมีความสุขกว่า อยากจะไปดูภาพวาดไม่ต้องเดินทางขับรถไปเจอรถติด แค่ใส่แว่นตาปุ๊บ เหมือนคุณได้เข้าไปเดินอยู่ที่หอศิลป์เลย ไปเจอเพื่อนอีกคนที่มาดูภาพวาดเหมือนกัน แต่เพื่อนคนนี้มาจากนิวซีแลนด์ อีกคนมาจากออสเตรเลีย แต่อยู่ในหอศิลป์ที่เดียวกัน

ถ้าเป็นอย่างหนังเรื่องนั้นจริง มนุษย์อนาคตพวกเขาต้องอยู่กับความสุขจอมปลอมที่จำลองขึ้นมาอย่างนั้นหรือ โดยไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในชีวิตจริง และมาร์กคงจะรวยมากที่สุด ถ้าเขาทำแว่นตา AR / VR ออกมาแล้วมันฮิต

จิรายุส : ผมคิดว่าคนที่รวยที่สุดในโลกอนาคต คือคนที่สร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์ครับ อย่างซีพีเขารวยในโลกความเป็นจริง เจ้าสัวธนินท์มีที่ดิน มีร้านค้าทั้งปลีก – ส่ง อะไรทุกอย่างก็เป็นของเขา แต่คนที่จะเป็นระดับ Trillionaire ได้ (เศรษฐีระดับเงินล้านล้าน) คือคนที่มีที่ดินในโลกออนไลน์ แล้วทุกคนต้องเข้าไปจ่ายเงิน Libra (เงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ โดยเฟซบุ๊กเป็นผู้พัฒนา) ในการใช้บริการ

แต่คนอีก 7,000 ล้านคนที่เหลือล่ะ ต้องอยู่กับโลกแห่งความลวงที่เขาสร้างขึ้นมาละหรือ

จิรายุส : โลกลวงจะรวมอยู่กับโลกความเป็นจริง เพราะเทคโนโลยีที่เรียกว่า AR / VR กับ Mix Reality มันแยกกัน 3 อย่าง
VR นี่คือโลกออนไลน์ทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับโลกความเป็นจริงเลย เราจะหน้าตาเป็นอย่างไรไม่สน โลกจากที่เห็นเป็นสีฟ้าอาจจะกลายเป็นสีอะไรก็ได้ ต้นไม้ไม่จำเป็นต้องสีเขียว แต่ AR คือโลกความเป็นจริง แล้วก็มี Digital Content โผล่มาให้เห็นเหมือนมีเพื่อนใหม่โผล่ออกมา
สมมุติ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก อยากมานั่งคุยกับเราในเมืองไทย คุณจะเห็นเก้าอี้อีกตัว มีมาร์กมานั่งอยู่เลย พอเราลุกขึ้นไปจับปุ๊บจะกลายเป็นอากาศ แต่ก็ยังได้คุยกันเหมือนมีมาร์กมานั่งอยู่ตรงนี้
เสร็จปุ๊บเทคโนโลยีที่ 3 ครับ เรียกว่า Mix Reality ซึ่งไมโครซอฟท์เขาทำสิ่งที่เรียกว่า Holo 2 พอเราใส่แว่นไปปุ๊บ สามารถจะใช้มือในการขยายหรือทำให้วัตถุมันเล็กลง จากที่ Digital Content เมื่อก่อนเราจับแค่อากาศ ตอนนี้เรามีปฏิสัมพันธ์กับมันได้แล้ว มันคือ Combination ของ AR กับ VR
เพราะฉะนั้นในอนาคตแว่นตาจะถูกพัฒนาไปจนถึงขนาดที่ทุกคนอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ แต่สามารถเข้าถึงบริการหรือการทำงานได้เท่าเทียมกันหมดทั่วโลก แปลว่าโอกาสมันจะไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่ หรือคนรวยที่ดิน เพราะอนาคตที่ดินจะไม่ได้มีราคาแพง หรือที่ดินในตัวเมืองก็ไม่ได้แพงเสมอไป เพราะพอคนใส่แว่นตาปุ๊บ เขาสามารถทำงานได้หมดทุกที่ เหมือนนั่งทำงานอยู่ที่บริษัท
อยากให้ทุกคนเห็นวิดีโอที่ผมโชว์ให้ดูในงานทอล์กที่ผ่านมา เรื่อง Mix Reality เขามีสัตว์เลี้ยงออนไลน์ และมันมี DNA ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจริงๆ โดยการใส่ DNA นี้ลงบน Blockchain อย่างเขาเลี้ยงนก นกตัวนี้จะไม่มีใครก๊อบปี้ได้ มันมีแค่ตัวนี้ตัวเดียว ไม่มีตัวอื่นซ้ำ เพราะว่า DNA มันต่างกัน เป็น Digital Pet

ใครจะบ้าซื้อสัตว์ออนไลน์มาเลี้ยง

จิรายุส : ล่าสุดมีคนซื้อแล้วครับ สุนัขออนไลน์ในราคา 2 แสนบาท เป็นหมาที่สร้างบน Blockchain มันมี DNA เฉพาะ คนแย่งกันซื้อเลยด้วยซ้ำ เหมือนเป็น Game Item ที่หายากมาก มีแค่ตัวเดียวเท่านั้นในโลก ที่คนอื่นก๊อบปี้ไม่ได้ เพราะว่า DNA มันมีแค่อันนี้เท่านั้น

งั้นแปลว่าอนาคตคนต้องไม่อยากขึ้นยานอวกาศไปดาวอังคารกันแล้วสิ แค่พอหลุดเข้าไปในโลกใบลวงแล้วมันดีขึ้น

จิรายุส : (หัวเราะ) มันคนละเรื่องกันครับ อีลอน มัสก์บอกว่าภายในชั่วชีวิตของเขา จะต้องย้ายมนุษย์ขึ้นไปอยู่บนดาวอังคารให้ได้ นี่คือเป้าหมายของเขาเลยนะ เขาบอกว่าตอนนี้โลกมันอันตรายเกินไปแล้ว โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อน เขาบอกว่าต้องไปเอาแหล่งทรัพยากรจากดาวดวงอื่นมาช่วยโลก
มันเป็นคนละอย่างกันกับ AR และ VR มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เขาทำนายโลกอนาคตไว้ 3 อย่าง อย่างแรกคือแว่นตาที่จะมาเปลี่ยนแปลง ในฐานะที่มันเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่โทรศัพท์มือถืออีกต่อไป ข้อดีคืออนาคตเราจะไม่ใช่สังคมก้มหน้า ทุกคนจะรู้สึกถึงความเป็น Sense of Belonging มาร์กคาดว่าอย่างนั้น
อย่างที่ 2 ที่เขาคาดการณ์คือ สิ่งที่เขาได้สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา คือสิ่งที่เรียกว่า Digital Town Hall เขาอยากจะสร้างแพลตฟอร์มให้คนรุ่นใหม่สามารถมีสิทธิ์มีเสียง ได้แสดงความคิดเห็น สร้างสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อโลกได้ เขาบอกว่าเขาทำสำเร็จแล้ว เมื่อก่อนเด็กรุ่นใหม่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการคิดหรือพูด ไม่มีแพลตฟอร์ม แต่ตอนนี้เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มนั้นเขาทำมันสำเร็จแล้ว
แต่สิ่งที่เขากำลังจะสร้างอันถัดไปคือสร้าง Digital Living Room เพราะที่ผ่านมา การพูดคุยความลับใน Digital Town Hall มันเหมือนการนัดมาเจอกันในที่สาธารณะ ใครคุยอะไร ทุกคนเห็นหมด
แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะสร้าง Living Room สิ่งที่เราคุยกันจะอยู่แค่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้ นี่คือสิ่งที่เฟซบุ๊กคิดริเริ่มอันถัดไป คือพยายามจะทำ Data Privacy

ต่อไปนี้การประชุมวางแผนปฏิวัติคงง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมาเจอหน้ากันแล้ว

จิรายุส : (ยิ้ม) ผมเห็นทุกวันนี้นักการเมืองเขาชอบบินไปคุยกันที่สิงคโปร์ แต่ในอนาคตเขาแค่ใส่แว่น VR ก็เหมือนนั่งคุยกันอยู่ในห้องนี้เลยครับ แต่เป็นห้องที่ทุกคนเข้าไม่ถึง เป็นห้อง Private Living Room ที่เฟซบุ๊กเขาสร้างโลกใหม่ที่เรียกว่า Horizon

แต่ Libra จะเกิดขึ้นแน่นอนใช่ไหม

จิรายุส : โอกาสสูงมากครับ ตอนนี้เขากำลังทำต่อ ตอนแรกมีทั้งหมด 27 บริษัท ตอนนี้เหลือ 21 แต่เขาจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วที่สวิตเซอร์แลนด์ แล้วกำลังดำเนินการต่อ

จะเกิดขึ้นภายในปีนี้เลยหรือเปล่า

จิรายุส : ครับ ปลายปีนี้ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมาก่อนคือดิจิทัลหยวนของจีน เขาไม่ได้ห้ามเลย ดิจิทัลหยวนจะออกมาร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาจดแพตเทิร์นไปประมาณ 52 แพตเทิร์น มีพวก Wallet ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว

คุณคิดว่าอะไรคือกุญแจความสำเร็จในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ของจีน

จิรายุส : ผมมองว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ที่คิดบวก เวลาจะทำอะไรนี่เร็วมาก เห็นได้ชัด ตอนนี้จีนเป็นผู้นำทางด้าน 5G ผมหมายถึง Huawei ตอนนี้ 5G เป็นของจีนแล้ว ไม่ใช่ของสหรัฐฯ แม้แต่จำนวนสตาร์ทอัพที่เป็น Unicorn (ยูนิคอร์น คือ สตาร์ทอัพที่ธุรกิจมีมูลค่าการระดมทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จีนแซงหน้าสหรัฐฯ เรียบร้อยแล้วปีนี้ แถม สี จิ้นผิง ยังออกมาประกาศ บอกเขาจะเป็นมือหนึ่งทางด้าน Blockchain
อีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นเทรนด์หลักเลยนะครับ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Demography ในอนาคตจะแบ่งเป็น 2 พวก หรือ Deglobalization เทรนด์แรกคือ Globalization Connect กันทั่วโลก แต่ตอนนี้มันเป็น 2 ขั้วเทคโนโลยีแล้ว ว่าคุณจะเลือกอเมริกาหรือจะเลือกจีน แล้วเมืองไทยนี่เล็กมาก ยังไงก็คงต้องเทคไซด์จีนหรืออเมริกาสักฝั่ง
ตอนนี้สหรัฐอเมริกากับจีนแข่งขันกันเป็นผู้นำ GDP ด้านเทคโนโลยี แข่งกันเป็นเจ้าโลก เพราะฉะนั้นเมืองไทยก็ต้องดูแล้วละว่า ธุรกิจเราโดน Deglobalization แล้ว จะใช้ WeChat หรือใช้ Facebook ในการโอนเงินในอนาคต WeChat คือจีน Facebook คือสหรัฐฯ
ซึ่งตอนนี้จีนบุกไทยหนักมากนะครับ ถ้าใครไปดูที่เชียงใหม่ ร้านไหนไม่รับ Alipay หรือ WeChat Pay ต้องปิดตัวแล้วนะ มันเป็น Cashless ที่เข้ามาตั้งนานแล้วที่เชียงใหม่

ใครชนะ หรือใครมีอำนาจมากกว่า เราคงต้องเลือกเขา แต่คำถามต่อมาคือ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน คุณว่าใครจะขึ้นมาเป็นเบอร์ 1

จิรายุส : ถ้าดูเทรนด์ตอนนี้จีนโตเร็วมากครับ ทั้ง GDP ด้านเทคโนโลยี เขานำสหรัฐอเมริกา ทั้งจำนวนสตาร์ทอัพ จำนวนเทคโนโลยี นี่เขานำสหรัฐฯ ไปแล้ว ตอนนี้ TikTok ไปบุกอเมริกาแล้ว แล้ว TikTok ก็เป็นนวัตกรรมที่คิดขึ้นที่ประเทศจีนด้วย ปรากฏว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เริ่มจะก๊อบปี้สิ่งที่ประเทศจีนทำแล้ว เมื่อก่อนจีนคือรับทำทุกอย่าง ก๊อบปี้ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเขาเป็นคนคิดค้นนวัตกรรม และสหรัฐฯ เริ่มที่จะก๊อบปี้บ้างแล้ว

ฟังดูมันจะไม่ Monopolize ไปสักหน่อยหรือครับ

จิรายุส : ธุรกิจออนไลน์เป็น Winner Takes All ครับ สังเกตไหมว่าทำไมเราไม่มี 1,000 เฟซบุ๊ก เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว ทำไมมีแค่หนึ่งเฟซบุ๊ก ทำไมไม่มี 1,000 กูเกิล แต่มีแค่กูเกิลเดียว เพราะคนแข็งแรงที่สุดที่อยู่รอดเพียงลำพัง
ธุรกิจออนไลน์มันต่างกับธุรกิจออฟไลน์เยอะมาก อีกอย่างที่ทำไมจีนถึงจะนำอเมริกา เพราะว่าเขาขายของแค่ 1% ให้กับคน 2,000 ล้านคน ขณะที่อเมริกามีแค่ 300 ล้านคน มันเทียบกันไม่ได้ จำนวน Market Size มันใหญ่กว่าเยอะ สมมุติขายขนมปังให้กับคน 2,000 ล้านคน กับขายขนมปังให้กับคน 300 ล้านคน Volume หมุนเท่ากัน อาจจะหมุนรอบเงินในอัตราความเร็วเท่ากัน แต่หมุนผ่าน 2,000 ล้านคน กับผ่าน 300 ล้านคน GDP มันต่างกันมหาศาล
ยิ่งจีนตอนนี้เป็น Cashless มากกว่าที่สหรัฐฯ นั่นแปลว่าอะไรที่ Cashless นี่ Volume ของมันจะหมุนเร็วกว่าเงินกระดาษ เหมือนเราฟังเพลงผ่าน YouTube นี่สามารถฟังเพลงได้เร็วกว่าเปิดจากเทปคาสเซต 1,000 ตลับ เพราะว่ามันเป็น Digital Content มันหมุนเร็วกว่า เพราะฉะนั้นเงินที่จีนมันเป็นดิจิทัลตั้งนานแล้ว แปลว่าคนจีนหมุน 10 ครั้ง เท่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นกระดาษหมุนครั้งเดียว เศรษฐกิจมันจึงโตเร็วกว่า 10 รอบ เพราะกดแค่นิ้วโป้ง เงินไปแล้ว ทำให้เศรษฐกิจมันขยับเขยื้อนเร็ว
เห็นชัดเจนว่าที่เมืองจีน ตั้งแต่ปี 2014 มานี่ ไม่มีใครใช้เงินกระดาษแล้วนะครับ WeChat Pay กับ Alipay เปิดมาแค่ 6 ปี ทำให้คน 2,000 ล้านคนไม่ใช้เงินกระดาษ เขาเป็นแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีนไปแล้ว เชื่อไหมครับว่า Alipay เกิดขึ้นมาปี 2014 ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Ant Financial แจ็ก หม่า Alibaba น่ะครับ
ตอนนี้ Ant Financial หรือ Alipay มีมูลค่ามากกว่า Goldman Sachs ซึ่ง Goldman Sachs คือแบงก์เบอร์หนึ่งของโลกที่เปิดมานาน 151 ปี แต่กลับเจอบริษัทที่เปิดมาแค่ 6 ปีแซงหน้า เราเห็นถึง Exponential ชัดเจนขึ้นไหมครับ เขาเปิดตอน Exponential เขาไม่ได้มานั่งสร้างเหมือน Goldman Sachs ที่ค่อยๆ เรียงอิฐทีละก้อน ไม่ใช่อย่างนั้น เขาก้าวกระโดด
ยุคของ Alipay ทุกคนมีอินเทอร์เน็ต ทุกคนมีมือถือ สภาพแวดล้อมมันทำให้เข้าถึง 50 ล้านคนภายใน 1 วัน

คุณกำลังจะบอกว่าโลกวันนี้เราสามารถจะเข้าถึงทรัพยากรได้เท่า หรือพอๆ กัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำน่ะหรือ

จิรายุส : ครับ, คือเทคโนโลยีมันมา Democratize ข้อได้เปรียบที่ยักษ์ใหญ่มี อย่างเมื่อก่อน ตอนปี 2000 จะเปิดบริษัทไอทีสักบริษัทหนึ่ง คุณต้องมีเงิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านมา 11 ปี คุณใช้เงินเหลือเพียงแค่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็เปิดบริษัทไอทีได้แล้ว แล้วตอนนี้ปี 2020 ผมบอกได้เลยไม่ใช่ 5,000 ดอลลาร์ แต่จะใช้เงินน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าคนยุคที่แล้วลงทุนให้กับเรา สิ่งที่เราต้องทำคือจ่ายเป็น Subscription Fee รายเดือน
ทุกวันนี้ในยุคของผมคือเบามาก บริษัทไม่ต้องลงทุนอะไรเองเลย เพราะว่า หนึ่ง, Private Server เราใช้ AWS Cloud ของ Amazon ส่วนเว็บไซต์เรามี Opensource ต่างๆ ที่ Copy Code เข้ามาได้เลย ประหยัดเวลาในการพัฒนาที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ ผมไม่ต้องลงทุนใน ATM เอง แบงก์ลงทุนใน ATM ให้ ผมไม่ต้องลงทุนใน Bank Account แบงก์เอา Bank Account ให้กับทุกคนทั่วโลก
ลูกค้ามีมือถือหมดทุกคน เพราะว่า สตีฟ จอบส์ ลงทุนให้กับผม โฆษณาก็ใช้ที่เดียวในเฟซบุ๊ก กระจายไปได้ทั่วโลก เข้าถึงทุกคนอย่างรวดเร็ว โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยก็สามารถเข้าถึงคนทั่วโลกได้แล้ว

นั่นแปลว่าความสำเร็จของคนรุ่นใหม่นั้นได้มาง่ายกว่ารุ่นเก่า ถ้าเขาเห็นโอกาสแล้วเลือกช่องทางถูก

จิรายุส : ใช่ครับ, ง่ายกว่าในแง่ของสเกลบริษัท แต่จะยากกว่าตรงที่การแข่งขันมหาศาลเลยเชียวละ เพราะว่าทุกวันราคาของการเปิดบริษัทมันเต็มไปหมด อย่างยุคที่แล้วการเปิดบริษัทมีน้อยมาก เพราะว่าต้องมีคอนเนคชันพิเศษ ต้องมีเงินทุน ต้องมีความรู้เฉพาะทาง ตอนนี้ความรู้เฉพาะทาง อยากจะรู้อะไรก็กูเกิลหา คอนเนคชันพิเศษไม่จำเป็นต้องมี เพราะว่าทุกคนมีมือถือที่ใช้ เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง ไม่ต้องเสียค่านายหน้า ค่าคนกลาง ค่าต๋ง ไม่ต้องเสียแล้ว
อย่างแรกที่ต้องจ่ายคือต้นทุน Subscription Fee ซึ่งทุกอย่างจ่ายเพียง 15 ดอลลาร์ต่อเดือน ล่าสุดไมโครซอฟท์ทำเทคโนโลยี Facial Recognition รู้ไหมครับว่าแบงก์ไทยเขาลงทุนหลายพันล้านเพื่อที่จะทำ E-KYC คือยืนยันตัวตน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องไปที่สาขา แต่สามารถเปิดบัญชีได้ ขณะที่ไมโครซอฟท์ลงทุนให้เราเหมือนกัน แต่บริษัทผมจ่ายแค่ 15 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่เข้าถึงเทคโนโลยีเดียวกันกับแบงก์ที่มีเงินหลายพันล้าน เท่ากันเลย
สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เป็น World Class ได้ในราคาที่ถูกกว่า เสร็จแล้วข้อดีของผมที่ต่างจากแบงก์ก็คือ พอโลกมันก้าวกระโดด สมมุติผ่านไปอีก 3 ปี Facial Recognition by Metric Data ตามไม่ทันแล้ว เก่าไปแล้ว สิ่งที่ผมทำก็คือกด Unsubscribe เลิกจ่าย 15 ดอลลาร์ต่อเดือน แล้วไป Subscribe อันใหม่ล่าสุด แต่ขณะที่แบงก์เขาลงทุนไปแล้ว ยังไม่คืนทุนเลย
CFO บอกว่ายังเปลี่ยนไม่ได้ ต้องรออีก 5 ปีก่อนค่อยคืนทุน ทำให้คนรุ่นผมเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดตลอดเวลาในต้นทุนที่ต่ำกว่า นี่คือข้อดีของบริษัทยุคใหม่

ฟังดูเหมือนเป็นสงครามระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ – พูดอย่างนี้ได้ไหมครับ แบงก์กลายเป็นธุรกิจของโลกเก่า

จิรายุส : ตอนนี้ไม่ใช่แค่แบงก์ครับ ทุกบริษัทส่วนใหญ่เปิดมาในยุค Industrial Revolution คือยุคตอกบัตร ที่แย่ไปกว่านั้นคือมหาวิทยาลัยก็ฝึกคน ฝึกพนักงานเป็นยุค Industrial Revolution ให้เข้างานตรงเวลา ต้องทำเป็น Production Line คนคนหนึ่งทำงานหนึ่งเสร็จแล้วส่งต่อกันเป็นทอดๆ แต่เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า Internet Sentry มันต่างกับยุค Industrial Revolution มากมายมหาศาล แต่วิธีการฝึกคน หรือ Mindset บริษัท วิธีการทำเงินยังคิดเหมือนยุคที่แล้วอยู่เลย ว่าต้องทำเงินแบบนี้ บริษัทต้อง Operate อย่างนี้ ต้องมีพนักงานอย่างนี้ เขาต้องทำงานแบบนี้ ซึ่งมันไม่เหมาะกับยุคปัจจุบัน

ที่ผ่านมามีคนรุ่นใหม่มองเห็นโอกาสแล้วรับมาใช้อย่างคุณ แต่คนรุ่นเก่าล่ะ ในเมื่อเทคโนโลยีใหม่มันกำลังจะเปลี่ยนโลกเราไปรวดเร็วขนาดนี้ นี่เหมือนเรากำลังจะทิ้งใครไว้ข้างหลังเยอะแยะมากมายขนาดไหน เพราะอย่างไรเสียก็ย่อมต้องมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเลี่ยงไปเสียไม่ได้

จิรายุส : อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงครับ โดยเฉพาะประเทศที่เป็น Aging Economy แต่ขณะที่ประเทศเวียดนาม ยกตัวอย่างนะครับ ประเทศพวกนี้เขาได้เปรียบมาก เพราะเป็น Economy ที่อายุน้อยมาก เป็น Young Generation ทั้งประเทศ
ประเทศที่เสียเปรียบก็เช่น ญี่ปุ่น ไทย เราเป็นสังคมผู้สูงวัย ลองคิดดูสิว่า อาม่าของผมใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น iPad ยังกดไม่ค่อยจะถูก นี่คือคนกลุ่มที่ Left Behind แต่โลกมันเคลื่อนไปแล้ว เขาไม่รอคนกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้นมันจึงคล้ายๆ กันครับ จากที่คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้านี่เร็วแล้วใช่ไหม ผมบอกได้เลยว่าต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้าจะเร็วกว่า 10 ปีที่ผ่านมา 10 ปีที่แล้วเรายังไม่มีไลน์นะครับ ที่ใช้ไลน์กัน 41 ล้านคน นี่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาน้อยกว่า 10 ปี iPad น้อยกว่า 10 ปี Instagram Uber Facebook หรือ Bitcoin Blockchain ล้วนแต่เกิดขึ้นมาน้อยกว่า 10 ปี
ยกตัวอย่างกินข้าวนอกบ้าน ใครจะคิดครับ คนรุ่นก่อนการออกจากบ้านมากินข้าว 1 ครั้งนี่คือดีใจมาก เรียกว่ารอวันที่จะได้ออกมากินข้าวนอกบ้าน แต่เด็กยุคนี้เขาขยับแค่นิ้วโป้ง อาหารมาส่งถึงหน้าบ้าน ไม่มีใครออกมากินข้าวนอกบ้านแล้ว Delivery นี่โตเอาๆ
ล่าสุดผมไปคุยกับเซเว่น อีเลฟเว่น เขาบอกว่า ขนาดเซเว่นฯตั้งอยู่หน้าปากซอยทุกบ้าน คนยังไม่ออกมาซื้อน้ำเองเลย ยังให้ Line Man ให้ Grab มาซื้อน้ำจากหน้าปากซอย มาส่งให้ที่บ้าน คนขี้เกียจกันขนาดนี้ เขาบอกว่าตอนนี้เขามาทำ Delivery เองแล้ว คือเขาจะส่งถึงบ้านคุณเลย ทำเองเสียเลย เพราะว่าเขารู้ว่าเซเว่นฯ เองก็จะโดน Disrupt นี่ขนาดคนที่มีสาขาหมื่นกว่าสาขาเขายังกลัว

ถ้าอย่างนั้นโลกต่อจากนี้ วัฒนธรรมกับไลฟ์สไตล์จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร

จิรายุส : เปลี่ยนจริงๆ ครับ อย่างเรื่องของ Pornhub นะครับ เขามีข้อมูลออกมาเมื่อปี 2018 เปิดให้ทุกคนเห็นเลยว่า คนค้นหาอะไรมากที่สุด เมื่อก่อนคนจะเสิร์ชหาดูมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ปี 2018 ล่าสุด สิ่งที่คนค้นหา ที่อยากจะดูวิดีโอหนังโป๊กลับไม่ใช่มนุษย์ แต่เสิร์ชคำว่า Elastic Girl, Family Guy, Fantastic Four ซึ่งเป็นการ์ตูน คนอยากจะมีเพศสัมพันธ์กับตัวการ์ตูนแล้วในยุคนี้
แล้วมันจะมีบอก Category ว่าประเทศไหนชอบดู Category ไหนมากที่สุด ปรากฏว่าแถบรัสเซียกับแถบเมืองไทยเป็นสีเหลือง สีเหลืองมันย่อมาจาก Hentai คนค้นหาหมวด Hentai มากที่สุดในเมืองไทย
Hentai คือการ์ตูนญี่ปุ่น คือหนังโป๊ที่คนชอบมากที่สุด เทรนด์มันเริ่มไปทางด้านนั้นแล้ว แปลว่าคัลเจอร์มันเปลี่ยน ยิ่งถ้าเป็นสีม่วง หน้าตาจะเหมือนการ์ตูนมากขึ้น เพราะว่าตลาดมันไปทางด้านนั้น คนยอมรับทางด้านนั้นกันมากขึ้น

อนาคตผู้หญิงก็อาจหมดความหมายน่ะสิ

จิรายุส : ที่ญี่ปุ่นเขามีเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Gate Box นี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เขาทำผิดพลาด คือเขาทำให้คน Connect กันมากขึ้นก็จริง แต่ลึกๆ แล้วคนรู้สึกเหงาขึ้นกว่ายุคที่แล้ว แล้วคนญี่ปุ่นหรือคนอังกฤษ เป็นสังคมที่โดดเดี่ยว โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นทำงานกันหนักมาก แต่ไม่มีคู่ อยู่บ้านคนเดียวเยอะมาก เฟซบุ๊กเทคโนโลยีก็ต้องมาเสริม เติมเต็มความต้องการตรงนี้ เพราะว่ามนุษย์มันเหงา
ปรากฏว่าเขาสร้าง AI Girl Friend ขึ้นมา เป็น Internet of Things พอเข้าบ้านปุ๊บ ไฟเปิดเอง เพลงเล่นเอง ถ้านมหมด ตู้เย็นจะบอกหมด แล้วสั่งนมมาให้ มาเติมเงินให้ พูดคุยกับเราตลอด เวลาจะออกจากบ้านปุ๊บ ส่งมาแล้ว ผ่านเฟซบุ๊ก อย่าลืมเอาร่มไปด้วยนะ ฝนอาจจะตก เพราะว่าเขามี Data

เหมือนหนังเรื่อง Blade Runner 2049 หรือ Her ยังไงยังงั้น

จิรายุส : คนจะเป็นแฟนกับ AI เพราะว่าทุกคำที่เขาพูดมันทำให้หัวใจเราเต้นเร็วขึ้น AI มันรู้หมดเลยว่าเราชอบอะไร ถ้าอะไรที่เราไม่ชอบ เขาจะไม่พิมพ์ออกมา ซึ่งไม่เหมือนผู้หญิงปัจจุบัน ไม่ชอบอะไรก็พิมพ์กันจัง เพราะฉะนั้นคนจะมีความสัมพันธ์กับ AI มากขึ้น
ล่าสุดตอนนี้มี AI Celebrity นะครับ คนอาจจะไม่ได้ Follow อั้ม-พัชราภา ใน IG แต่ Follow AI แทน มี AI ที่ร้องเพลงเองได้ ซึ่งไม่ใช่เสียงมนุษย์ด้วยครับ แต่เสียงไพเราะเหมือนนักร้อง แต่งเพลงเองได้ด้วย ยิ่งในอนาคตถ้าสมมุติคนเหงาแต่ไม่มีแฟน พอเราใส่แว่นปุ๊บ เขาอยากจะให้แฟนเขาสวยเหมือนอั้ม-พัชราภา หรือเป็นใครก็ได้ แต่เป็น AI ที่พูดคุยกับเขาได้ ทุกครั้งที่อั้ม-พัชราภา AI คุยกับเรา เราชอบหมดเลย เขารู้ว่าเราชอบฟังอะไร ไม่ชอบอะไร เราจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว

แต่คนคนนั้นไม่มีอยู่ในโลกนี้

จิรายุส : ไม่มีตัวจริง เป็น Data ครับ

ถามตรงๆ เถอะ คุณพอใจกับโลกอนาคตอย่างนี้ไหม อยากได้โลกอย่างนี้ไหม

จิรายุส : อาจจะแค่บางด้านครับ มันมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี

เทคโนโลยีใหม่ที่คุณทำนายไว้เหล่านี้มันเกิดขึ้นจากคนไม่กี่คน แล้วมันก็พยายามชักนำว่าโลกอนาคตจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างนี้ ซึ่งคุณก็ต้องก้าวไปด้วยนะ แล้วในจำนวนคนไม่กี่คนที่คิดนั้นก็รวยเอาๆ กลับมาที่คำถามเมื่อสักครู่ ทุกคนต้องการอย่างนั้นไหม

จิรายุส : ในความเป็นจริงคือ คนพวกนั้นเขาสามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาได้ แต่ถ้าตลาดไม่ต้องการ มันก็จะไม่เกิด แต่ถ้าตลาดมันดันต้องการล่ะครับ คนมันเหงา โลกแห่งความจริงเขาหาแฟนไม่ได้จริงๆ มันก็ต้องมี AI Girl Friend ที่ทุกคำที่พูดออกมาถูกใจเขาหมดเลย คนมันคัน ก็ต้องเกา เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีพวกนี้มันมาแก้ไขปัญหาให้กับคน

แต่ถ้าคุณชอบผู้หญิงสักคนก็ต้องจีบสิ คุณจะบอกว่าตัวคุณเหงา แต่คุณขี้เกียจไปจีบเขา นั่นคือคุณไม่สนใจเขาจริงแล้วละ ก็เลยถูกเทคโนโลยีของคนกลุ่มหนึ่งชักนำให้เข้าไปสู่โลกเสมือน

จิรายุส : ผมมองว่าเป็นเพราะชีวิตมันสะดวกสบายมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ รุ่นคุณปู่คุณย่าเรา ชีวิตหนึ่งเขาเจอผู้หญิงกี่คนกันเชียว เอาทั้งชีวิตเขาเลยนะ ตั้งแต่เกิดมา ไม่น่าถึง 5 คน ผมว่ารุ่นพ่อแม่เราอาจจะเจอกันที่ผับบ้าง สัก 10 คน เพิ่มขึ้นมาหน่อย รู้ไหมครับว่ายุคผมนี่เจอผู้หญิงวันหนึ่งเป็นร้อยๆ คนได้เลย ผ่านแอปฯ ที่เรียกว่า Tinder ฉะนั้นในอนาคตมันจะไม่ใช่เจอแค่รูปภาพอย่างเดียว พอใส่แว่นไป อยากจะเจอเป็นพันคนก็ได้ จะเอาส่วนไหนของโลกล่ะ เทคโนโลยีมันทำให้ Democratize ทุกอย่าง
ถามว่าชอบไหม มันมีดีกับไม่ดี รุ่นคุณพ่อคุณแม่เขาอาจจะชอบอีกอย่าง มีเขียนจดหมายถึง อีกคนได้รับจดหมายแล้วรู้สึกตื่นเต้นจังเลย ความรู้สึกพวกนั้นมันหายไปแล้ว ตอนนี้ถ้ามัวแต่นั่งเขียนจดหมาย มันไม่น่าตื่นเต้นแล้ว

ถ้าถามตัวเราเอง ณ ตอนนี้ ให้เขียนจดหมายก็อาจจะรู้สึกเหมือนกันนะว่าไม่อยากเขียน ไม่ได้อยากรับความรู้สึกที่ต้องรอคอย

จิรายุส : ใช่ครับ, รอคอยการเขียนจดหมาย แต่ถ้าถามคนยุคนั้น เขาก็อาจบอกว่าเขาไม่อยากจะอยู่ในยุคนี้ เพราะว่าเขามีความสุข เขารู้สึกสนุกกับการเปิดอ่านจดหมาย แต่ถ้าถามคนยุคนี้ ใช่สิ ทั้งอายุขัยของคุณปู่อาจได้เจอผู้หญิงแค่ 5 คน แต่ในยุคนี้เจอผู้หญิงได้ 100 คนต่อวัน ผมอยากจะอยู่ยุคนี้มากกว่า มันก็แล้วแต่

ที่คุณพูดว่า มันมีดีกับไม่ดี ชอบบางอย่าง ไม่ชอบบางอย่าง ฉะนั้นคนยุคนี้จึงต้องรู้เท่าทันว่าอะไรที่ควรจะชอบ หรืออะไรไม่ควรชอบ ไม่ใช่อะไรเข้ามาก็เฮละโลชอบไปเสียหมด

จิรายุส : ครับ, มันจะมีคนที่เสพติดเทคโนโลยีกับใช้เทคโนโลยีแบบ Healthy คนอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ไม่ได้มานั่งติดเฟซบุ๊กเหมือนคนไทย คนไทยนี่ติดเฟซบุ๊กกันมาก ใช้งานกันที 10-12 ชั่วโมงต่อวัน แต่บางคนเลือกที่จะใช้เฟซบุ๊กแค่สื่อสาร ใช้ทางด้านดีก็มี แต่คนที่ใช้มันมากเกินไปก็ไม่ดี

ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว Sense of Identity ของคนยุคหน้าจะเป็นอย่างไร เราแทบไม่ต้องออกมาเจอใคร ไม่ต้องจีบสาว แค่ใส่แว่นก็ได้เห็น AI ที่ตัวเองตกหลุมรัก แล้วความเป็นตัวตนจริงๆ กับตัวตนเสมือน มันถูกขีดแบ่ง หรือเส้นกั้นมันจะอยู่ตรงไหน

จิรายุส : ทุกคนจะมีสองชีวิตครับ เอาจริงๆ ทุกวันนี้ เราเองก็มี สองชีวิต ชีวิตจริงที่เราคุยกันอยู่นี้ กับในโลกออนไลน์ซึ่งทุกคนก็มีอีกชีวิตหนึ่ง ที่ที่คุยกับเพื่อน หรือแสดงความคิดเห็นใต้กระทู้ก็มีอีกตัวตนหนึ่ง แค่ผมอยากจะบอกว่า โลกออนไลน์ในอนาคตมันจะทวีความเข้มข้นขึ้น มันจะรู้สึกเหมือนจริงมากยิ่งขึ้น เพราะเทคโนโลยีมันก้าวหน้ามากขึ้น แปลว่าทุกวันนี้เราอาจจะใช้ชีวิตในโลกออนไลน์แค่ 8 ชั่วโมง ชีวิตจริง 12 ชั่วโมง แต่ในอนาคตใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ 18 ชั่วโมง ชีวิตจริงเหลือแค่ 8 ชั่วโมงก็เป็นได้ เพราะออนไลน์มันอิสระกว่า
อิสรภาพ แปลว่าอะไร คุณอยากจะทำอะไร คุณอยู่ส่วนไหนของโลก ทำกิจกรรมอะไร เข้าถึงได้ทั้งหมด บริการและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มันเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ถ้าในโลกความเป็นจริงคุณทำไม่ได้ เช่น คุณอยากจะไปเรียนเศรษฐศาสตร์กับ Noble Price Winner ที่ชื่อว่า Joseph Stiglitz คุณทำไม่ได้ เฉพาะคนรวยจริงๆ เท่านั้นที่เข้าถึง แต่พอในโลกออนไลน์ คุณใส่แว่นปุ๊บ คุณมี 1,000 Joseph Stiglitz ทั่วโลกสอนคุณได้เลยในห้องเรียน Joseph Stiglitz มานั่งอยู่อย่างนี้แล้วสอนเศรษฐศาสตร์คุณ ทุกคนจะเข้าถึงบริการในต้นทุนที่ต่ำมาก หลายๆ อย่างมันดีกว่าโลกความเป็นจริง คนก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์มากกว่า

แล้วกระบวนการหรือขั้นตอนการใช้ชีวิตล่ะ อันนี้ถามในฐานะที่พวกเราเองก็ผ่านกระบวนการขั้นตอนจนโตมาถึงระดับนี้ จะต้องเข้าโรงเรียน พอเรียนจบแล้วก็ต้องเข้าทำงาน แต่นี่มนุษย์เรากำลังจะโดนเทคโนโลยี Disrupt ชีวิตและวิญญาณเลยเชียวนะ มันไม่ใช่แค่ 10 หัวข้อที่คุณพูดในงานทอล์กโชว์

จิรายุส : 10 หัวข้อนี้มันคือ 10 เทคโนโลยีครับ แต่ Industry หรือวงการนี่คือมันนับไม่ถ้วนเลยนะ ไม่ใช่แค่ 10 วงการ มันเหมือนกับโทรศัพท์มือถือ มันคือ 1 ใน 10 อันนั้น แล้วมือถือเปลี่ยนวงการไหนบ้างล่ะ มันเปลี่ยนทุกวงการเลยใช่ไหมครับในตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

แบบนี้แล้วมันจะยังมีกระบวนการหรือขั้นตอนของชีวิตมนุษย์อยู่ต่ออีกไหม หมายถึงหลักการหรือขนบในบางอย่าง

จิรายุส : Culture จะเปลี่ยนไปครับ ความจริงทุกยุคทุกสมัย คัลเจอร์มันมีวิวัฒนาการทุกอย่าง ยกตัวอย่างเงินตรา เมื่อก่อนเราเคยใช้เปลือกหอย หินสี ไม่ได้ใช้กระดาษ จนทุกวันนี้เป็น Cashless เหมือนทุกอย่างจะมีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปในทุก 50 ปี

เรื่องจะเปลี่ยนจากหอยเป็นหิน จากหินเป็นกระดาษ หรือต่อไปไม่ต้องใช้เงินสดแล้ว เปลี่ยนมาใช้เงินในอากาศ…นี่ไม่ใช่ปัญหา แต่ที่ GM กำลังสงสัยมาก คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย หากอนาคตแต่ละคนไม่ออกจากบ้าน ไม่ต้องการไปพบปะคนอื่น เอะอะอะไรก็ใส่แว่นตาเข้าไป เพื่อไปเจออั้ม AI ถึงขั้นอยากจะไป Make Love กับอั้ม AI ก็ได้ แล้วเราจะมีผู้สืบทอดสายเลือดละหรือ เด็กจะมาจากไหน ฟังดูเหมือน AI กำลังจะครองโลก หรืออีกหน่อยคนอาจจะมีลูกได้โดยไม่ต้อง Make Love กับคน

จิรายุส : อันนี้คือถึงการสูญพันธุ์ของมนุษย์ไงครับ เพราะมีคนเขาเคลมว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI จะแข็งแรงกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะมนุษย์มีช่องโหว่ เขาพูดจาออกมาคำหนึ่ง เราไม่ชอบ แต่ AI พูดกับเราทุกวัน ทุกคำเราชอบ สายใยความผูกพันจึงแข็งแรงกว่า คนยุคหน้าอาจจะไม่ต้องการสืบพันธุ์ เพราะดูจากการเสิร์ช Pornhub แล้ว คนไม่ได้อยากมีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันเอง คนอยากมีเพศสัมพันธ์กับการ์ตูนมากกว่า
ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน การดูหนังสือผู้ใหญ่ เคยมีตัวการ์ตูนไหมครับ เห็นมีแต่คนจริงๆ ที่ถอดเสื้อผ้า แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่ไม่มีใครมานั่งดูคนถอดเสื้อผ้าแล้วครับ แต่ชอบดูการ์ตูนถอดเสื้อผ้า นี่คือสิ่งที่ตลาดต้องการ

งั้น AI ก็ต้องถือว่ามีตัวตนในฐานะคนคนหนึ่งเลยหรือเปล่า

จิรายุส : ใช่ครับ อันนี้คือสิ่งที่ อีลอน มัสก์ กับ แจ็ก หม่า เถียงกันอยู่ อีลอน มัสก์ เขาขอให้ทุกคนหยุดพัฒนา AI เพราะคุณกำลังจะสร้างสิ่งใหม่ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ แล้วมันจะอยู่ข้างบนมนุษย์ เขาสังเกตว่าทำไมมนุษย์คุมลิงกอริลลาได้ ทั้งที่เราไม่ได้แข็งแรงกว่า แต่เราฉลาดกว่า เราเลยคุมมันได้ มนุษย์ Feed on Animal เรากินสัตว์เพื่อความอยู่รอด ในอนาคตถ้าสิ่งที่ฉลาดกว่าเรา มันก็ต้องอยู่ On Top of the Food Chain แล้วเขาอาจจะ Feed on Human โดยอาจจะอาศัยผ่าน AI Girl Friend ที่พูดอะไรก็ได้ให้น่าฟัง เราก็แค่คิดว่าทำตามแฟนของเรา แต่ความจริงแล้วมันคือ AI ที่พูด นี่ก็เป็นไปได้
เพราะฉะนั้น อีลอน มัสก์ ก็เลยบอกว่าให้หยุดพัฒนา แต่แจ็ก หม่า บอกว่าไม่ใช่ ที่ผ่านมาทั้งหมดเราใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องทุ่นแรง เรายกของหนักไม่ไหว เราใช้เทคโนโลยียก แต่ตอนนี้มันถึงขั้นที่เทคโนโลยีมันคิดแทนเราได้แล้ว แทนที่เราจะทุ่นแรงอย่างเดียว เราทุ่นความคิดด้วย ทำไมเราไม่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องทุ่นความคิด ทุกวันนี้เราใช้เครื่องคิดเลขเร็วกว่าหัวสมองคิด ทำไมคิดหลายๆ อย่างที่ต้องใช้ความคิดเยอะๆ ทำไมเราไม่ใช้ AI เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีมันฉลาดพอแล้ว ก็เลยเถียงกันอยู่
แต่ อีลอน มัสก์ บอกว่า ถ้า AI เขามี Emotion เมื่อไร มีชีวิตเมื่อไร เขาคิดเองได้เมื่อไร มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Machine Learning แปลว่าเราสอนให้เขาก่อน เหมือนสอนเด็กแค่ตอนแรกๆ แต่พอเด็กโตในระดับหนึ่งแล้ว เขาสอนตัวเองได้

ประกอบกับเทคโนโลยีใหม่ที่มีทั้งความเร็วและข้อมูลพรั่งพร้อมมากกว่า ยิ่งฟังยิ่งน่ากลัว

จิรายุส : ตอนนี้มีหุ่นยนต์ที่ทำได้เหมือนนักยิมนาสติกแล้ว ตีลังกา อ้าขา ทำทุกอย่าง เหมือนมนุษย์ มันไม่ใช่แค่ใช้เขายกของแล้วครับ ไม่ใช่แล้ว (ย้ำ) เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติในอนาคตเราใส่ข้างบน (ชี้ที่หัว) ไปด้วย มนุษย์จะไปสู้หรือทำสงครามกับหุ่นยนต์ได้อย่างไร
มันมีคลิปคลิปหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนดู เขาเอาหุ่นยนต์ไปทำสงคราม ทุกครั้งที่ยิง ไม่มีพลาด ตรงเป้า 100% คนเอาอิฐไปทุบ เอาอะไรไปยิง เขาก็ยังยืนอยู่เฉยๆ ไม่เป็นอะไรเลย เรียกว่าเป็น Super Soldier เลยละ แล้วอีกอันหนึ่งคือโดรน เรียกว่าไมโครโดรน ทุกวันนี้ทรัมป์ใช้โดรนฆ่านายพลอิหร่านนะครับ ไม่มีสิ่งมีชีวิตไปฆ่าเขานะ

สงครามต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ในเมื่อต่างคนต่างใช้หุ่นยนต์ในการประหัตประหารกัน นั่งๆ อยู่ในห้องนี้ ไม่ตายกันหมดหรือ ถ้ามีไมโครโดรนสักลำบินมายิง

จิรายุส : คนจะโดนหุ่นยนต์ฆ่าง่ายมาก ไมโครโดรนมันอันแค่เท่านี้ (ชี้ให้ดูว่าเล็กเท่านามบัตร) แต่บินเองได้ แล้วใช้ AI ออกคำสั่งให้ระเบิดหัวทุกคน ซึ่งมันสามารถใส่ชื่อได้เลยนะว่า นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา โซเชียลมีเดียเป็นอย่างนี้ หน้าตาอย่างนี้ อายุเท่านี้ ถ้าไม่ตรงกับเงื่อนไขก็ไม่ระเบิด เราจะแกล้งตายเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว เพราะอย่างไรมันก็มาระเบิดในหัวเราอยู่ดี
เวลาเขาปล่อยไมโครโดรนที เขาปล่อยเป็นเหมือนฝูงผึ้ง แทนที่จะลงระเบิดนิวเคลียร์แล้วตึกหายไปด้วย ปรากฏว่าเขากำจัดแค่คนในตึกครึ่งหนึ่ง แค่คนที่ไม่ชอบเขา อีกครึ่งหนึ่งที่เป็นพวกเขายังคงอยู่ต่อในประเทศนี้ได้ AI มันสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ Customize ได้เลยว่าคนไหนที่กบฏ แล้วกำจัดไปแค่ 50% ของประชากรทั้งหมด โดยการใช้ไมโครโดรน ป้อนคำสั่งแล้วหยุดไม่ได้ด้วยนะครับ มันบินออกไปเป็นฝูง

เทคโนโลยีที่ว่า ถ้าสมมุติกองทัพใดกองทัพหนึ่งของประเทศใดประเทศหนึ่งจะซื้อไปใช้ คงต้องลงทุนเยอะ

จิรายุส : แต่ตอนนี้มันพร้อมแล้วนะครับ เพราะว่าอย่างแรกที่เขาใช้คือ Facial Recognition Technology มันมีแล้ว โดรนมีแล้ว Data นี่มีเต็มอินเทอร์เน็ตไปหมดเลย ตอนนี้มันทำได้แล้วครับ

ฉะนั้นเราเห็นสมควรว่าต้องหยุดสั่งเรือดำน้ำกันได้แล้ว

จิรายุส : ครับ, แต่เด็กไทยยังต้องเรียน รด. (หัวเราะ) คืออย่างนี้ครับ Tier มันจะเปลี่ยนไปทุกรุ่น รุ่นแรกนี่คือ Tier ทางบก เราก็เลยมีทหารบก รุ่นที่ 2 Tier ทางน้ำ เราก็มีทหารเรือ Tier ที่ 3 คือทหารอากาศ พอเทคโนโลยีมันเริ่มพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เลยมีทหารอากาศ เสร็จแล้วเราก็มี Tier ทางด้านเศรษฐกิจ เกิดสงครามเศรษฐกิจ ตอนนี้มันคือ Tier Cyber แล้ว
รู้ไหมครับว่าตอนนี้เมืองไทยสร้างบอร์ดใหม่เป็น Cyber Security มีบอร์ดบริหาร 7 คน เพิ่งตั้งไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง

มีรายชื่อไหมครับ

จิรายุส : มีครับ

ที่สงสัยคือรัฐบาลสนใจมันจริงๆ เข้าใจมันจริงๆ หรือว่าทำไปตามกระแส

จิรายุส : ผมไม่แน่ใจว่าเขาทำตามกระแสหรือทำจริงๆ แต่มันมีบอร์ดจริงๆ ครับ มีขึ้นมา 7 คนจริงๆ มีประธานบอร์ดคือ…

ขอเป็นตัวอักษรย่อแทนแล้วกันครับ

จิรายุส : ป.ปลา ครับ ป.ปลาเป็นประธานบอร์ด

ชักไม่ค่อยเห็นความหวังของประเทศไทยแล้วสิ

จิรายุส : คิดดูสิว่า เมืองไทยยังจะกลับไปซื้อเรือดำน้ำ มันคือ Tier Generation ทางน้ำ ซึ่งตอนนี้มันเป็น Generation Cyber แล้ว แต่เรายังเรียน รด. ยังอยู่ที่ Tier เบอร์ 1 คือทางบกกันอยู่เลย

ที่ห่วงคือประเทศไทยดูเหมือนจะพ่ายแพ้ไปเสียทั้งหมด ถ้ายังคงบริหารงานประเทศด้วยคนเก่า ระบบเก่า

จิรายุส : สิ่งที่อันตรายในเมืองไทยคือ Legacy System ระบบเก่าที่มันเปลี่ยนยากมาก คนเก่า ระบบเก่า ซึ่งไม่ยอมเปลี่ยน ถึงแม้จะมีคนรุ่นใหม่เข้ามา แต่ถ้ายังอยู่ในระบบเก่า ก็ไม่มีประโยชน์ มันต้องเปลี่ยนระบบด้วยครับ เหมือน Legacy System นี่แหละที่มันหยุดทุกอย่างไว้ มันต้องโดน Disrupt ครับ

Legacy System เป็นรากของเราก็จริง แต่มันกำลังจะทำให้เราไปไม่ถึงไหน พูดอย่างนี้ได้ไหมครับ

จิรายุส : ใช่ครับ, เหมือนพม่า พอเขาเปิดประเทศ เขาไม่ต้องมานั่ง Install โทรศัพท์บ้าน แต่ใช้โทรศัพท์มือถือเลย ขณะที่เรายังต้องมานั่งดีลกับโทรศัพท์บ้าน ทำอย่างไรให้โทรศัพท์บ้านมันดีขึ้น เพราะมันลงทุนไปแล้ว มีผู้ได้-เสียเต็มไปหมดกับระบบโทรศัพท์บ้าน

ฟังดูระบบเก่าทำให้เราติดขัดไปเสียทั้งหมด

จิรายุส : ระบบมันย้อนกลับมาเล่นคนไทยกันเอง ลองคิดภาพว่าถ้าคนไทยมาสร้าง Grab ไทยขึ้นมาได้ คุณคงโดนจับเข้าคุกไปนานแล้ว แท็กซี่คงไปบุกบ้าน แต่ขณะที่มาเลเซียไม่เห็นต้องแคร์เลยครับ

แล้วกับคนล่ะ เราจะเปิดใจคนรุ่นเก่าได้อย่างไร เพราะเชื่อว่าในแต่ละองค์กรจะต้องมีคนรุ่นเก่าที่น่าจะทำความเข้าใจด้วยยาก

จิรายุส : เรื่องความรู้ความเข้าใจคงเป็นพื้นฐานหลัก ถ้าเขาเข้าใจจริงๆ มันเหมือนเป็น Logic น่ะครับ ถ้าเขาเข้าใจถึง Logic Fundamental จริงๆ เขาเข้าใจว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า Fundamental Truth ยังไงก็เปลี่ยน Fundamental Truth นี้ไม่ได้ แต่ขอให้ทำอย่างไรก็ได้ให้เรียนรู้และทำความเข้าใจไปจนถึง Fundamental Truth นี้ แล้วเขาจะเป็นคนตัดสินใจเอง
ในการตัดสินใจผมเชื่อว่ามันจะคล้ายๆ กัน เพราะถ้าเขาเข้าถึง Fundamental Truth เขาจะไม่ตัดสินใจอะไรที่มันไม่เมคเซ้นส์ ทุกคนมักตัดสินใจอะไรที่มันเมคเซ้นส์อยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ตัดสินใจต่างกัน ก็เพราะว่ายังเข้าไม่ถึงข้อมูล หรือ Data Set อันเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือทำให้ทุกคนเข้าถึงชุดข้อมูลที่เป็น Fundamental Truth เหมือนกัน แล้วการตัดสินใจมันจะคล้ายๆ กัน เพราะคนเรามีตรรกะในการคิดหมดทุกคน นี่คือเหตุผลว่าทำไมตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา ผมไปพูด 600 กว่าเวที ไปทุกมหาวิทยาลัย ทุกกรม ทุกกระทรวง

เราคงขุดรากถอนโคนระบบเก่าไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น ไอ้ครั้นจะบอกว่าปัญหาเป็นเพราะคนไทยไม่มีการศึกษา ลูกหลานของเราก็เรียนหนังสือกันทุกคน เพราะถูกบังคับเรียน

จิรายุส : คนไทยเก่งๆ มีเยอะครับ แต่สมองไหลออกไปต่างประเทศหมด เพราะว่าระบบมันไม่ดี มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องคนนะครับ แต่เป็นที่ระบบ

แล้วทำไมคุณเก่งระดับนี้ ถึงเลือกกลับมาเมืองไทย ทั้งที่จริงจะไปใช้ชีวิตการทำงานอยู่ที่อเมริกาหรือยุโรปก็ได้ คุณมีจุดมุ่งหวังอะไร หรือมองเห็นโอกาสอะไรในเมืองไทย

จิรายุส : ความจริงผมไปจากไทยตั้งนานมากแล้วครับ เป็นสิบปีแล้ว เรียนจบก็เคยไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้กับซานฟรานซิสโก จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ไม่ได้หางานยาก แต่ที่กลับมาก็เพราะว่านี่เป็นประเทศเราครับ…‘ประเทศไทย’
ผมอยู่ที่นี่แฮปปี้ที่สุด ครอบครัวก็อยู่ที่นี่ แล้วรู้สึกว่าโอกาสในการจะพัฒนามันมีเยอะมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่นั่นคนเก่งเยอะ ถ้าคิดจะเปิดบริษัทเหมือนอย่างผม เป็นที่สหรัฐอเมริกาคงไม่ได้เป็นเบอร์ 1 แต่ในเมืองไทยตอนนี้ พอเปิดปุ๊บกลายเป็นเบอร์ 1 ไปเลย เพราะคนเก่งๆ ของเราไหลไปอยู่ที่ต่างประเทศหมด ไม่มีใครกลับมาพัฒนาประเทศ

ในมุมมองของคุณ โลกเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้ จนถึงขั้นใช้คำ เปลี่ยนไปอีก Tier หนึ่งแล้ว แต่เมืองไทยเราล่ะ มีความพร้อมในการรับมือกับ Tier ที่กำลังจะถูก Disruption มากน้อยแค่ไหน

จิรายุส : ตอนนี้เมืองไทยหนักมากครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมกับคุณสุทธิชัย หยุ่น ถึงมาพูดให้ทุกคนฟัง เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะสายเกินไป ง่ายๆ ลองสังเกตเข้าไปในแอปฯ มือถือดูครับ แทบจะไม่มีแอปฯ ของคนไทยแล้ว
ถ้ามองว่าแอปฯ คือบริษัท แต่เป็นบริษัทในโลกอนาคต เพราะว่ามันออนไลน์ถึงกันหมด แต่แทบไม่มีแอปฯ คนไทยเลย นั่นแปลว่าคนไทยในอนาคตจะใช้บริการต่างๆ จากบริษัทต่างชาติทั้งหมด แล้วสมมุติถ้าคนกินอยู่หลับนอน ใช้ทุกอย่างที่เป็นของบริษัทต่างชาติ สุดท้ายเงินก็ไหลออกนอกประเทศหมด

ซึ่งเป็นอยู่ในตอนนี้ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ แกร็ป และแอปฯ ยอดนิยมทั้งหลาย นี่ไม่ใช่บริษัทของคนไทยเลยสักแอปฯ

จิรายุส : จะขึ้นแท็กซี่ทีหนึ่ง ใช้แอปฯ จากต่างชาติ แอปฯ จากมาเลเซียกับอินโดนีเซีย แอปฯ โกเจ๊ก กับแกร็บ เราอยากจะสื่อสารทีหนึ่งก็ใช้ไลน์ ไลน์มาจากเกาหลีใต้ เวลาเราจะซื้อ-ขายของหรือคุยกันก็ผ่านเฟซบุ๊กของสหรัฐอเมริกา นี่ยังไม่นับรวมเรื่อง Social Banking ที่จะมาแทน Mobile Banking ในอีกไม่นาน ซึ่งตอนนี้มีแอปฯ แล้วด้วย เอาจริงๆ แอปฯ เดียวที่เป็นของคนไทยตอนนี้คือแอปฯ ธนาคาร ที่เราใช้ในการโอนเงิน แต่มันกำลังจะเปลี่ยนไป นั่นหมายถึงแอปฯ สุดท้ายที่คนไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือแอปฯ ธนาคาร ก็จะเลิกใช้ไป มันกระทบเศรษฐกิจเราอย่างแน่นอน
ทุกวันนี้เวลาจะโอนเงินทีต้องเข้าออกแอปฯ เกือบ 7 ครั้ง เช่น ซื้อของ ขายของในเฟซบุ๊ก เราต้องกลับมาที่แอปฯ ธนาคารเพื่อโอนเงิน ต้องกรอกว่าเขาใช้แบงก์อะไร เลขที่บัญชีอะไร ชื่ออะไร นามสกุลอะไร หากจำไม่ได้ ก็ต้องย้อนกลับไปดูใหม่ จำยอดที่ต้องโอนไม่ได้อีก ยอดเท่าไร เข้า-ออกกันอยู่นั่นแหละ มันไม่ User Friendly แต่ในอนาคต คุยกันผ่านเฟซบุ๊ก ผ่าน Instagram กดปุ่มเดียวเงินโอนไปแล้ว เหมือนส่งสติกเกอร์

นิยามของความเป็นประเทศหรือความเป็นชาติมันจะยังมีอยู่ไหม

จิรายุส : ความจริงตอนนี้มันละลายไปตั้งนานแล้วนะครับ แต่จะค่อยๆ ละลายมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคำว่า Globalization

ที่ถามเพราะอยากรู้ว่า เราจำเป็นต้องกังวลด้วยหรือ ที่การใช้บริการแอปฯ ของต่างชาติจะทำให้เงินในประเทศไหลออก ก็ในเมื่อความเป็นประเทศ ความเป็นพรมแดนมันกำลังจะถูกละลายลง แล้วมันจะยังเป็นสาระใหญ่อยู่อีกหรือเปล่า

จิรายุส : สาระของมันคือการเก็บภาษี เพราะว่าประเทศไหนที่มีเงินเยอะก็จะเก็บภาษีได้เยอะ แล้ว Tax ก็คือ Benefit ใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ ถนนจะดีกว่า ทุกอย่างจะดีกว่าหมด ถ้าสหรัฐอเมริกามีบริษัทใหญ่ๆ เงินก็จะไปทางนั้นหมด เขาเก็บภาษีได้เยอะ ก็มีเงินใช้ในการพัฒนาประเทศเยอะ
ถ้าเมืองไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ในอนาคตก็อาจเปลี่ยนไปเป็น e-Citizen กันนะครับ ทุกวันนี้ให้ไปสมัครเป็น Citizen ของเอสโตเนีย สมัครออนไลน์ได้เลย เพื่อรับ Benefit จากเอสโตเนียได้ และในอนาคตก็คงจะมี e-Government จากสิงคโปร์หรือจากประเทศอะไรสักแห่ง ผมว่าสุดท้ายแล้วเราอาจจะเป็นโลกเดียวกันมากขึ้น แต่แค่พื้นที่ไหนมีการพัฒนามากกว่ากัน

แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร แต่คนก็ยังต้องกินต้องใช้ ต้องแปรงฟัน ต้องอาบน้ำ อย่างนี้แล้วธุรกิจ Consumer จะเป็นอย่างไรในอนาคต

จิรายุส : ในอนาคตจะแข่งกันเข้าถึงลูกค้าถึงหน้าบ้าน โดยตัดตัวกลางออก ยกตัวอย่างคอนโดฯ ทุกวันนี้คนที่ปล่อยเช่าคอนโดฯ ไม่ว่าแสนสิริ อนันดา ฯลฯ จะเป็นคนสร้างแอปฯ ของตัวเองที่เก็บแพลตฟอร์มของคนเช่าไว้ทั้งหมด แล้วเขาสามารถ Request ในแอปฯ ได้เลยว่าต้องการห้องแบบไหน ต้องการซักเสื้อผ้าเองหรือเปล่า ห้องไหนยาสีฟันหมด ก็ส่งให้
หรือ IoT (Internet of Things) พอตู้เย็นบอกว่านมหมดอายุแล้ว มันก็จัดการสั่งนมมาเองได้เลย เพราะฉะนั้นคนที่เราเรียกว่า Front end Customer Facing จะเป็นคนที่ได้กำไร คนไหนที่เข้าไม่ถึงลูกค้าจะทำธุรกิจลำบาก
และไม่ใช่แค่วางของขายในห้างฯ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ต้องไปจับมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เข้าถึงตัวลูกค้า คนจะไม่ไปห้างฯ เพื่อซื้อยาสีฟัน คนจะอยู่ที่บ้านแล้วมีคนเอายาสีฟันมาให้ถึงที่บ้าน เราแค่เปิดประตูออกไปเอายาสีฟันแค่นั้น หรือไม่ก็ส่งของมาถึงบ้านเราทุกเดือน มีบริษัทชื่อว่า Dollar Shave Club เราจ่ายแค่ 1 ดอลลาร์ทุกเดือน โดยตัดจากบัตรเครดิต เขาจะมีมีดโกนหนวดมาส่งถึงที่บ้าน ไม่ต้องออกไปช้อปปิ้งเอง
กับอีกบริษัทหนึ่งเขาส่งถุงเท้ามาให้ คืออะไรที่ซื้อซ้ำๆ กันน่ะครับ เขาสามารถตัดบัตรเครดิตเองทุกเดือน แล้วก็จะมีถุงเท้าใส่ของนั้นๆ มาส่งถึงหน้าบ้าน เหมือนกับเด็กดีใจที่ได้ของขวัญจากซานตาคลอส สีของถุงเท้าก็จะเปลี่ยน ลายของถุงเท้าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนได้ลุ้นว่าเดือนนี้จะได้ถุงเท้าลายอะไร สีอะไร เป็น Subscription Base

ฟังเหมือนกับเทคโนโลยีใหม่จะตัดคำว่าตัวกลางออกไปเยอะมาก

จิรายุส : ใช่ครับ ตัวกลางที่ไม่มีประสิทธิภาพจะถูกขจัดออกไป แต่ตัวกลางที่มีประสิทธิภาพนี่คือกำไรมหาศาล อย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล อะเมซอน จะทำกำไรมหาศาล แต่คนกลางที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ห้างสรรพสินค้าจะหายไป ที่สหรัฐอเมริกาห้างฯ ก็เริ่มจะหายไปแล้ว

งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องมีเซลส์ออกไปตรวจตลาด

จิรายุส : ในอนาคตเซลส์ไม่ต้องครับ เพราะว่า Data มันจะออนไลน์ และบอกข้อมูลเราทันที

อย่างนี้เราจะมีความลับได้บ้างไหม เช่น เราเป็นคนใช้ถุงยางอนามัยเยอะมาก Data มันก็ช่างฟ้องอีก

จิรายุส : ทุกวันนี้อันตรายมากครับ ผมบอกได้เลยว่าเฟซบุ๊กรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเราเองเสียอีก สมมุติเราไปเช็กอินเข้าโรงแรมที่ไหนสักแห่ง เฟซบุ๊กมันรู้หมดเลยนะ อยู่ที่เขาจะเอาไปใช้หรือเปล่าว่าเราไปเช็กอินที่ไหนมาบ้าง เพราะฉะนั้นในอนาคตมันจะมีบริษัทเกิดใหม่ เหมือนกับเป็นโบรกเกอร์ ถ้าเฟซบุ๊กหรือกูเกิลอยากจะเข้าถึงข้อมูลของเราเมื่อไร ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทนี้ แล้วเขาจะเป็นนายหน้าทำกำไรให้กับข้อมูลของเรา เขาจะให้เงินเรา

ทุกวันนี้มันล่วงรู้ความคิดเราหรือยัง เพราะสังเกตเวลาเราพูด หรือเราพิมพ์ Search หาอะไรบ่อยๆ มันมักจะขึ้นโฆษณาสิ่งนั้นมาให้เห็นว่าเรายังอยากได้อยู่ใช่ไหม

จิรายุส : มันไม่ใช่ล่วงรู้ความคิดหรอกครับ แต่มันคือสิ่งที่เราใส่เข้าไป เรียกว่า Data Encryption การที่เราส่ง Text ถึงกัน หรือโทรฯ คุยกันผ่านเฟซบุ๊ก ข้อมูลพวกนี้คิดว่าเขาจะลบทิ้งหรือเขาจะเก็บ แน่นอนครับ, เขาเก็บ มันมีโปรเจกต์ลับที่ชื่อว่าฟีนิกซ์ เป็นโปรเจกต์เปลี่ยนไฟล์เสียงเป็น Text File เพื่อจะเอาข้อมูลที่เราคุยกันมาทำเงิน
แล้วอีกอย่างหนึ่ง เวลาเรากดไลก์อะไรในเฟซบุ๊ก มันจะเป็นข้อมูลความชื่นชอบของเรา แล้วเขาก็จะใช้อันนี้แหละ โดยสมมุติฐานว่าคนที่ชอบอันนี้น่าจะชอบอันนี้เหมือนๆ กัน ใช้ข้อมูลเป็นตัวเลขในการคำนวณ ถ้าใครซื้อรองเท้า ก็อาจต้องซื้อถุงเท้าด้วย โฆษณามันถึงได้ขึ้นมา

เท่ากับเฟซบุ๊กเอาความลับส่วนตัวของลูกค้าไปขาย แล้วในอนาคตเขาจะยังดำรงอยู่ได้อีกหรือ ถ้ายังเอาความลับของลูกค้าไปขายเรื่อยๆ

จิรายุส : ตอนนี้ก็โดนแล้วไงครับ มันถึงต้องมี Data Privacy Acts ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊กนะครับ ภายในกลางปีนี้ ทุกบริษัทต้องทำ Data Privacy Acts ไม่อย่างนั้นจะโดนปรับมหาศาล ข้อมูลอย่างบริษัทผมนี่ก็ต้องรีบด่วนเลย ข้อมูลที่ลูกค้าใช้ต้องมี Data Protection ภายหลังจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง โดยมีเบื้องหลังว่าเฟซบุ๊กขายข้อมูลให้ กฎหมายจากยุโรปมาเลยครับ Data Privacy Acts
ทุกวันนี้สมมุติเราให้บัตรประชาชนใครไป แล้วเขาวิ่งหนีไปกับบัตรของเรา เราวิ่งตาม เอาบัตรฉันคืนมาๆ แต่นี่คือเราให้ทั้งชีวิตของเราไปกับเขา กับโลกออนไลน์ โดยที่ไม่พูดอะไรเลยสักแอะ เอาไปเลย แฮปปี้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่บริษัทในอนาคตเขาจะรู้เรื่องเกี่ยวกับเราเยอะมาก

จะมีคนที่เป็น Digital Nomad เกิดมากขึ้นไหม ในความหมายคือ คนที่ต่อให้โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ขอใช้ชีวิต Under the Radar

จิรายุส : มีครับ แต่เขาจะเป็นกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงโอกาส เพราะสุดท้ายโอกาสจะอยู่กับเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่อยู่รวมกัน เหมือนกับคนในแอฟริกาน่ะครับ คนในหมู่บ้านที่แอฟริกาหมู่บ้านหนึ่ง ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาก็ยังอยู่ได้ แต่ถามว่าโอกาสที่เขาจะได้รายได้เยอะ เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. คำตอบคือต่างกันมหาศาล เพราะเขาไม่มีอินเทอร์เน็ต เขาไม่มีไฟฟ้า เขาไม่มีอะไรๆ ใช้เลย

จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวไม่ทราบ แต่เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในโลกใหม่ เราจะรับมือกับมันอย่างไร

จิรายุส : ถามว่าต้องทำอะไร ผมว่ามีอยู่ 3 อย่างหลักๆ อย่างแรกคือต้องศึกษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่คนจบมหาวิทยาลัยก็มักจะหยุดการเรียนอยู่แค่นั้น แต่ความจริงโลกของเราไปเร็วกว่าการเรียนตามหลักสูตรในมหาวิทยาลัยเยอะมาก มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาเพื่อฝึกคนตั้งแต่ในยุคแรก ที่ต้องป้อนคนเข้าโรงงานอุตสาหกรรม เป็น Industrial Revolution ยังต้องตอกบัตรเข้างาน นี่คือระบบการศึกษาหรือการฝึกคนในยุคนั้น เพราะฉะนั้นการเรียนมันต้องเรียนตลอดชีวิต อย่างแรกก็คือ Continuous Learning นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมตัว
อย่างที่ 2 พอเรียนรู้เสร็จต้องลงมือทำ มันถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ใครที่ลงมือทำจะเป็นคนสร้างโอกาสให้กับตัวเอง คนไหนที่คิดอย่างเดียว ไม่ลงมือทำ โอกาสมันไม่เกิด มันต้องลงมือทำด้วย
อันที่ 3 คือต้องมี Mindset ที่เปิดกว้าง ถ้าคุณแอนตี้ทุกอย่าง มันก็จะไม่ได้ทำทั้งอย่างที่ 1 และ 2 ความรู้ก็ไม่เข้าไปศึกษาเพราะปิด Mindset ลงมือทำก็ไม่ลงมือ เพราะเขาไม่เปิดรับอยู่แล้ว สังเกตไหมครับว่าทำไมคนเรามีอวัยวะเท่ากันคือ 32 แต่ทำไมคนคนหนึ่งถึงต่างกับอีกคนหนึ่งมากมายมหาศาล มันต่างกันแค่ Mindset ที่คนหนึ่งเปิดรับ อีกคนหนึ่งไม่เปิดรับ ไม่เข้ามาศึกษา
อวัยวะเท่ากัน แต่ทำไมโอกาสทางชีวิตต่างกันมาก นั่นเป็นเพราะ Mindset ที่ต่างกัน เพราะฉะนั้น 3 อย่างนี้มันจึงสำคัญมาก ผมบอกไม่ได้ 100% หรอกครับว่าคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะโลกมันก้าวกระโดดแบบ Exponential แต่สิ่งที่ต้องมากับทุกอย่างก็คือ 3 อย่างนี้ ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องลงมือทำ และต้องมี Mindset ที่เปิด

อยากรู้ว่าความสุขมันจะยังคงอยู่กับคนได้หรือไม่

จิรายุส : ได้สิครับ แต่ความคาดหวังจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ย้อนไปที่ความสุขของคนรุ่นปู่รุ่นย่า ที่เพียงได้รับจดหมายก็แฮปปี้แล้ว เพราะชีวิตเขาเจอสิ่งที่ดีที่สุดแค่นั้น พอมายุคนี้ เจอผู้หญิงผ่าน Tinder แฮปปี้มาก แต่ในอนาคตเจอผู้หญิงผ่าน Tinder คงจะธรรมดา มันต้องมีอะไรมากไปกว่านั้น เพราะความคาดหวังมันสูงขึ้นเรื่อยๆ อันไหนที่เคยเจออยู่แล้ว มันก็อาจไม่แฮปปี้ อย่างคนรวยถูกหวยได้เงิน 1 ล้านบาท ก็อาจจะเฉยๆ แต่คนจนถูกหวย 500 บาทนี่ดีใจเป็นวัน มันแฮปปี้มากสำหรับเขา คุยโม้ไปทั้งตลาด ขึ้นอยู่กับอะไรคือ New Normal (ความปกติที่เคยไม่ปกติ)

คงต้องเซตความสุขในใจเราให้เจอ

จิรายุส : ใช่ครับ ในความคาดหวัง อะไรที่ Exceed Expectation นั่นคือความสุข เพราะฉะนั้นต้อง Set Expectation ให้โอเค

ในฐานะที่คุณเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ ได้ Set Expectation ไว้แบบไหน

จิรายุส : โห…(นิ่งคิดสักพัก) ผมว่าความสุขของแต่ละคนต่างกันครับ ของผม ผมต้องการสร้างบริษัทที่ทุกคนมีรายได้ที่ดีขึ้น มี Community สักประมาณ 100-200 คน ที่เราสามารถเลี้ยงดูครอบครัวของเขาได้ ได้สร้างบริษัทที่เวลาพูดชื่อแล้วคนเคยได้ยินหรือใช้บริการบริษัทของเรา แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว ความแฮปปี้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน (ย้ำ)
อย่างบางคนผมเห็น Trade Crypto มีคนหนึ่งได้เงินไป 50 ล้าน เขาเศร้าครับ เพราะเพื่อนของเขาได้ 120 ล้าน เห็นไหมว่ามันคาดหวังต่างกัน พอเขาเกิดการเปรียบเทียบ แล้วเขาเศร้า

ฟังจากความคาดหวังของคุณ ก็ยังรู้สึกว่าเป็นมาตรฐานของคนยุคนี้อยู่ดี

จิรายุส : ยังไงนะครับ มาตรฐานของคนยุคนี้

ก็เช่น ยังอยากให้บริษัทเติบโต ให้คนที่มาร่วมงานสามารถจะเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

จิรายุส : นี่คือความสุขของผมไงครับ แต่ของคนอื่นอาจจะไม่ใช่

แล้วไลฟ์สไตล์คุณทุกวันนี้ เหมือนกับคนหนุ่มทั่วไปไหม

จิรายุส : ไม่เหมือนเลยครับ

คุณไม่ดูหนัง อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือออกเดินทางท่องเที่ยวบ้างเลยหรือ

จิรายุส : ไม่ได้ทำพวกนั้นเลยครับ

นี่คุณเป็นมนุษย์อีกจำพวกหนึ่งเลยเชียวนะ

จิรายุส : ครับ, เป็นสิบปีที่ผมต้องพลีหลายอย่างมากในชีวิตเพื่อที่จะได้เป้าหมายอย่างที่ต้องการ อย่างตอนเรียนผมก็จบมาได้ที่ 1 ของทุกคอร์สรวมกัน ขนาดแข่งกันข้ามคอร์สนะครับ ผมยังได้ที่ 1 เลย

ทำได้อย่างไร ทราบว่าคุณเคยเป็นเด็กเกเร ไม่ชอบเรียนหนังสือ

จิรายุส : จากคนที่ไม่ค่อยชอบเรียนครับ เกเร แต่พอปรับ Mindset ทุกคริสต์มาสผมเลือกที่จะไม่ไปหาพ่อแม่ แล้วเดินผ่านหิมะทุกวันเพื่อไปอ่านหนังสือ 12 ชั่วโมง ทำอย่างนี้ทุกวันติดกันเป็นเวลา 3 ปี เรียนจบปริญญาโท กลับมาเปิดบริษัท การเปิดบริษัทนี้ก็เหมือนกัน ตอนแรกคนคิดว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ฟอกเงิน ซื้อขายยา
เรียนจบจากออกซฟอร์ดทำไมไม่ไปหางานเงินเดือนหลายแสนทำเหมือนเพื่อน มานั่งเปิดบริษัทบนชั้นลอยของที่บ้านทำไม พอทำไปสักพักแบงก์ชาติออกจดหมายว่ามันเป็นแชร์ลูกโซ่ ปปง. เรียกตัวนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มาพบหน่อย ซักผมว่าทำธุรกิจฟอกเงินหรือเปล่า
กินระยะเวลานานเป็นสิบปี รวมตั้งแต่ตอนเรียนแล้วครับ บวกกับทำงาน อย่างปีที่แล้ว รวมทั้งปีนี้ ผมน่าจะได้พักอย่างน้อย 10 วันเองมั้งครับ รวมเสาร์-อาทิตย์ ทั้งปีนะครับ 365 วัน เสาร์-อาทิตย์ก็ยังทำงานทุกวัน แต่ถามว่าอิมแพ็คที่เราสร้างมันแตกต่างจากคนอื่นที่อายุเท่ากันไหม นี่เป็นบริษัทที่ 2 ผมมีลูกน้อง 100 คน Revenue กำลังจะ Hit 300 ล้าน พอถามว่าไลฟ์สไตล์ของผมเหมือนคนอื่นไหม ตอบเลยว่าไม่เหมือน แต่ผลลัพธ์ของมันก็ไม่เหมือนคนอื่นเหมือนกันครับ

เคยมองปลายทางความสำเร็จของตัวเองไว้ไหม และอยากจะหยุดทำงานตอนไหน

จิรายุส : ไม่ได้คิดถึงเลยครับ ตอนนี้ Passion ของผมคืออยากจะเป็นผู้นำที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อยากพัฒนาคนอื่นให้เป็นหัวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ อยากมีหัวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ในเมืองไทยมีคนเก่งขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละคือ Passion ที่ผมรู้สึกสนุกกับมัน ถ้าให้อยู่บ้านเฉยๆ อันนี้อาจจะทุกข์ก็ได้ครับ

อยากรู้ว่าคุณจัดการกับตัวเองอย่างไร ภายใต้การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก เปลี่ยนแบบไม่ใช่รายปีหรือรายเดือน แต่แทบจะรายวัน รายชั่วโมง

จิรายุส : ผมเป็นคนที่อ่านเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเยอะมากแล้วก็กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ อย่างในบริษัทเรานะครับ เราทำ Digital Transformation ทั้งหมดเลย ในองค์กรนี่ Excel เป็นแอปฯ สุดท้ายที่เราใช้ เราใช้แอปฯ 30 กว่าตัวในการทำงาน ผมว่าผมเป็นคนศึกษาตลอด ทุกวันนี้ก็ใช้วิธีการทำงานใหม่ๆ วิ่งอยู่ตลอด กล้าลอง กล้าล้ม

เหนื่อยไหมครับ

จิรายุส : เหนื่อยมากครับ แต่ก็สนุก มันเหนื่อยกาย แต่ไม่เหนื่อยใจครับ ถ้าหยุดอยู่เฉยๆ น่ะเหนื่อยใจอาจจะไม่เหนื่อยกาย

ขออนุญาตถามคำถามส่วนตัวหน่อยสิ คุณมีแฟนไหม

จิรายุส : มีครับ

แต่ยังโสด

จิรายุส : โสดครับ

แล้วจีบเธอยังไง

จิรายุส : ก็จีบเหมือนคนทั่วไปแหละครับ (ยิ้ม) ครั้งแรกก็อาจจะทักผ่านแอปฯ ไม่ได้เขียนจดหมาย (หัวเราะสนุก)

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup