Connect with us

Subscribe

Vision

การพลวัตดินแดนมังกรในรอบ 2 ทศวรรษที่น่าทึ่ง

เ รื่ อ ง : เ อ ก ศ า ส ต ร์ ส ร ร พ ช่ า ง

“คุณคิดว่าถ้าเราจะเที่ยวจีนให้ทั่ว ต้องมีเวลาสักกี่เดือน”
“ฉันคิดว่าต้องใช้เวลาชั่วชีวิต”

ไกด์คนหนึ่งของผมเคยตอบผมอย่างนั้น ตอนที่ผมไปหางโจว เธอเคยมาเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนี้เธอเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกสองคน และรับหน้าที่ไกด์สำหรับคนไทยที่เดินทางไปจีน ทั้งแบบไปเที่ยวหรือไปติดต่อธุรกิจ
เมื่อมานั่งคิดดูถึงคำตอบของเธอ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่เกินจริงสักเท่าไหร่ สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดในโลก (ผมหมายถึงว่าจีนในฐานะที่เป็นรัฐที่สามารถสืบสาวอดีตจากหลักฐานทางโบราณคดีและการจดบันทึกต่างๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับอารยธรรมอื่นๆ ที่ยังสืบค้นได้ พื้นที่ที่เป็นประเทศจีนปัจจุบัน มีการบันทึกและสืบต่อวิทยาการที่ยาวนานที่สุดในโลก) มีผู้คนหลากหลายที่สุด และจะพูดว่าเป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในรอบศตวรรษที่ผ่านมาก็น่าจะได้ สำหรับผม หากอังกฤษเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ก็ควรเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 20 จีนจึงมีทั้งคนรัก คนชัง คนสงสัย และคนที่ตั้งคำถามกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของมังกรที่หลับใหลอยู่นาน แล้วจีนในทศวรรษนี้ล่ะจะเป็นอย่างไร แล้วหากวันนี้จีนถูกลบออกจากแผนที่ โลกนี้จะเป็นอย่างไร?
ผมเองเกี่ยวข้องกับจีนทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไปจีนครั้งแรกตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ มีโอกาสไปทำวิจัยโครงการด้านมานุษยวิทยา กับรองศาสตราจารย์อุไรวรรณ ตันกิมยง ที่ปรึกษาของโครงการด้านสังคมศาสตร์ที่ทำกับสหประชาชาติ และจีนเป็นหนึ่งในพื้นที่เก็บข้อมูล มีโอกาสได้ไปในดินแดนแถบที่ไม่ค่อยมีใครได้ไปในสมัยนั้นอย่างลี่เจียงและเมืองนาซีซึ่งติดกับทิเบต ที่นั่นเมื่อกว่า 30 ปีก่อนยังมีสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างกันดารมาก ลี่เจียงเองเพิ่งถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเนื่องจากแผ่นดินไหว กลับไปดูลี่เจียงตอนนี้เปลี่ยนไปมาก แม้ว่าจะถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก แต่ก็หนีไม่พ้นความทันสมัย
30 ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางเข้า-ออกประเทศจีนมาตลอด ต่างกรรมต่างวาระ ต่างสถานที่ ต่างงานที่ทำ ก็เลยเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อ หากเรากำลังมองหาโมเดลที่เรียกว่า ‘การพัฒนาอย่างก้าวกระโดด’ ไม่มีที่ไหนจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้เท่ากับที่นี่ ประเทศจีน ลองมาดูว่าจีนทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างไร โดยดูจากเมืองที่ผมมีโอกาสได้เดินทางไปใน 20 ปีที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้ง

การแปลงโฉมครั้งสำคัญ

ถ้าใครเคยดูอุปรากรจีน จะมีการแสดงชุดหนึ่งที่เราจะได้ดูเสมอ นั่นคือโชว์งิ้วพันหน้า ซึ่งเป็นการแสดงที่ได้รับความนิยมในมณฑลเสฉวน ใครที่ไปเฉิงตูต้องหาโอกาสไปดูสักครั้ง ไฮไลต์อยู่ที่ตัวละครสามารถเปลี่ยนหน้ากากที่สวมอยู่เพื่อแสดงอารมณ์หรือกระตุกอารมณ์คนดูได้อย่างรวดเร็วมาก ชนิดที่ตาของเรายังจับผิดแทบไม่ทัน ไม่รู้ว่าเขาใช้กลอุบายอย่างไร แต่หากถามถึงการเปลี่ยนแปลงโฉมน้าของประเทศจีนแล้ว เรื่องนี้ง่ายกว่ามาก
เหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของจีนก็คือ โอลิมปิกในปี 2008 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ จีนเป็นประเทศไม่กี่ประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการใช้โอลิมปิกเป็นสปริงบอร์ดในการเปลี่ยนภาพลักษณ์และโฆษณาประเทศอย่างได้ผล การเตรียมโอลิมปิกของจีน ไม่ได้แค่สร้างกีฬาเท่านั้น แต่สร้างเมืองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ หู จิ่นเทา เป็นประธานาธิบดี (ช่วงปี พ.ศ. 2546-2556) ซึ่งหากใครรู้ปูมหลังของท่านจะรู้ว่ากลยุทธ์ที่ หู จิ่นเทาใช้ในการ ‘แปลงโฉม’ ปักกิ่งนั้น ไม่แตกต่างจากการที่เขาทำกับมณฑลกุ้ยโจว
เมื่อสัก 20 ปี มณฑลกุ้ยโจวถือว่าเป็นพื้นที่ทุรกันดารของจีน แต่ด้วยพื้นฐานที่เป็นวิศวกร และเห็นว่าวิศวกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงเมืองได้ ว่าที่ประธานาธิบดีในอนาคตท่านนี้จึงเริ่มด้วยการสร้างเขื่อน พัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อดึงดูดนักลงทุน เมื่อพร้อม ไฟพร้อม ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ไม่แปลกที่ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา จะใช้โมเดลเดียวกันนี้ในการสร้างจีนใหม่-สร้างภาพลักษณ์ผ่านสิ่งก่อสร้าง
หากวัดจากจำนวนตึกระฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 2005-2008 มีตึกระฟ้า (ตึกที่มีความสูงมากกว่า 250 เมตร) จำนวน 10 ตึกที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าของจีน เพื่อฉายภาพความทันสมัย นี่ยังไม่รวมกับสนามกีฬาโอลิมปิกในปักกิ่งและอีกหลากหลายหมู่ตึกที่สร้างขึ้นช่วงนั้นเพื่ออวดโฉมหน้า ‘จีนใหม่’ ที่เต็มไปด้วยความทันสมัยและการเปิดกว้าง นโยบายของการเปิดประเทศเพื่อรับและเรียนรู้เทคโนโลยีของตะวันตก กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการค้ายุคใหม่ในจีน มีการซื้อกิจการจากบริษัทตะวันตกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนนั้น มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีแทบทุกแขนง และใช้กระบวนการ Copy & Paste ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยทำสำเร็จมาแล้วในช่วงก่อนหน้า
ประการที่สองที่ทำให้จีนโตได้ไวขนาดนี้ก็เพราะคนจีนมี ‘บ้าน’
บ้านสวัสดิการจากรัฐที่มีราคาถูก อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม ได้สร้างวัฒนธรรมแบบชนชั้นกลางขึ้นมาในจีน และเปลี่ยนจากสังคมชนบทและเกษตรกรรมมาสู่สังคมเมือง ที่อยู่อาศัยที่สร้างขึ้นไม่ไกลจากแหล่งอุตสาหกรรมและการพานิชย์ทั้งเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เสินเจิ้น กว่างโจว คุนหมิง ทำให้เกิดการจ้างงานมหาศาล การมีบ้านราคาถูกยังทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการอพยพย้านถิ่นเพื่อทำงานได้มากขึ้น (จนปัจจุบันลักษณะการจ้างงานของโรงงานในจีนก็เป็นอย่างนี้อยู่ กล่าวคือการมาทำงานในโรงงาน นายจ้างต้องมีที่อยู่อาศัยรวมอยู่ในการจ้างงานให้ด้วย) สอดคล้องกับจำนวนแรงงานที่มีอย่างมากมายมหาศาล และนั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรับจ้าง ‘ทำทุกอย่าง’ ของคนจีน
เพื่อนคนจีนผมเคยบอกว่า ความจนนั้นน่ากลัวเกินกว่าจะคิดเรื่องอื่น ทุกวันนี้คนจีนทุกคนที่ผมเจอคิดเหมือนกันว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ และพวกเขามองเห็นโอกาสเต็มไปหมด “หากจีนสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่มองเห็นจากอวกาศได้ด้วยมือ คงไม่มีอะไรในโลกที่คนจีนจะทำไม่ได้” เพื่อนคนเดิมบอกผมด้วยสายตาที่ดูก็รู้ว่ามุ่งมั่นมาก คือให้สร้างสะพานไปดาวอังคารวันพรุ่งนี้ ผมเชื่อว่าพวกเขาก็จะลงมือทำเลยโดยไม่ลังเล

ปักกิ่ง
รัฐและความเย็นชา

ผมไปปักกิ่งไม่บ่อยนัก เนื่องจากว่าไม่ได้มีอะไรให้ค้าขาย ปักกิ่งไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเมืองราชการ และท่องเที่ยว แถมหนาวเกือบทั้งปี อาหารก็ไม่อร่อยเท่าอาหารทางใต้ คนจีนด้วยกันยังบอกผมเสมอว่า คนทางเหนือตัวใหญ่ ใจเย็น และสำเนียงการพูดเข้าถึงยากกว่าคนทางใต้ ซึ่งเข้าถึงง่ายและโหวกเหวกกว่า เพราะต้องค้าต้องขายมากกว่ารับราชการ ถึงกระนั้นปักกิ่งก็เป็นเป็นศูนย์บัญชาการที่แข็งแรง เป็นเมืองหลวงอันเก่าแก่ และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ทุกอย่างของประเทศต้องมาจากที่นี่ โดยเฉพาะความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่า นี่ไม่ใช่ประเทศที่ให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้คนจีนยอมรับในรูปแบบการปกครองนี้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่ามันมีความสอดคล้องลักษณะทางสังคมที่ต้องปกครองคนหมู่มาก การผ่านร้อนผ่านหนาวในการรวมก๊กเหล่าต่างๆ มาตลอดห้าพันปี และที่สำคัญที่สุด หากปากท้องของประชาชนยังดีอยู่ ผมคิดว่าโดยมากคนจีนค่อนข้างพอใจหากเศรษฐกิจยังไปได้สวย (แต่ไม่ได้หมายถึงทุกคนจะพอใจในการขาดเสรีภาพนะครับ)
และทุกๆ ปีในวันชาติของจีน ปักกิ่งจะคลาคล่ำไปด้วยประชาชนที่อยากเดินทางมาดูการสวนสนาม ตัวแทนจากชนเผ่าต่างๆ จะมาร่วมประชุม ฟังคำปราศรัยของท่านผู้นำ มาดูความยิ่งใหญ่ของสิ่งก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้าม จัตุรัสเทียนอันเหมิน และความยิ่งใหญ่ของกองทัพจีน
ปีนี้ถือเป็นปีที่น่าจับตามอง เนื่องจากปัญหาที่เข้ามารุมเร้าจีนนั้นค่อนข้างมาก ทั้งปัญหาทางฮ่องกงที่ยังคาราคาซัง ปัญหาสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามทำให้ทั้งโลกปั่นป่วนกันไปหมด รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการแผ่ขยายอำนาจของจีนในรูปแบบต่างๆ ไปทั่วโลก ทั้งเงินช่วยเหลือ ทั้งการไปกับการพัฒนา ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ ทั้งกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ ฯลฯ แถมยังเป็นปีเลขสวยคือครบ 70 ปีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย
เนื้อหาสำคัญในคำปราศรัยของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในปีนี้จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ และมีหลายคำพูดที่เน้นย้ำให้เห็นว่าจีนนั้นเก่งเรื่องการปกครองคนหมู่มากจริงๆ คำพูดหลายคำที่น่ามาคิดต่อก็เช่น

“จีนที่มีระบอบสังคมนิยมยังคงยืนสูงตระหง่านในซีกตะวันออกของโลก ไม่มีพลังใดๆ สามารถขัดขวางความก้าวหน้า และหยุดยั้งก้าวย่างการพัฒนาของประชาชาติจีนได้”
“ช่วง 70 ปีมานี้ ประชาชนชนเผ่าต่างๆ ของจีน ร่วมแรงร่วมใจต่อสู้อย่างไม่ลดละ และได้รับผลงานยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกยกย่องชมเชย”
“สำหรับไต้หวัน จีนจะยังคงใช้หลักการ ‘จีนเดียว’ และใช้ฉันทามติในปี 1992 ในการผลักดันกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ์โดยสันติข้ามช่องแคบไต้หวัน ผู้นำจีนย้ำว่า “การรวมชาติกลับสู่แผ่นดินแม่เป็นแนวโน้มที่ไม่มีผู้ใดจะสามารถหยุดยั้งได้” ตอนหนึ่ง สี จิ้นผิง พูดว่า “ดินแดนทุกตารางนิ้วของเรา (จีน) จะไม่มีวันถูกแบ่งแยกออกไป ความเคลื่อนไหวใดๆ ของลัทธิแบ่งแยกดินแดน จะต้องได้รับโทษถึงขีดขั้นที่จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์” และอื่นๆ อีกมากที่พูดถึงเรื่องความก้าวหน้าของประเทศ
ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ต่อคำปราศรัยของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็คือยังคงย้ำว่าจีนยังคงมั่นคงแข็งแกร่ง และยังเปี่ยมด้วยความเชื่อเรื่องการสร้างชาติของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก และพยายามย้ำว่าบทบาทของจีนที่ทำอยู่คือการรักษาเสถียรภาพของโลก เพื่อให้ทุกคนรู้และตระหนักว่า โลกนี้ไม่ได้มีเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และการมีตัวตนของจีนเป็นเรื่อง ‘จำเป็น’ ไม่ใช่แค่สำคัญ

สิ่งที่น่าทึ่งนอกเหนือจากพระราชวังต้องห้ามก็คือรถไฟใต้ดินของปักกิ่ง ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้นกว่า 400 กิโลเมตร (ซึ่งกำลังจะขยายเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว) มีสถานีมากกว่า 180 สถานี เป็นรองก็แค่รถไฟใต้ดินที่เซี่ยงไฮ้ แต่กระนั้นก็มีคนใช้บริการต่อวันเกือบ 7 ล้านคน โครงข่ายของรถไฟของปักกิ่งนั้นน่าทึ่ง เพราะเชื่อมต่อไปถึงเส้นทางรถไฟต่างๆ ทั่วประเทศ และรัฐบาลมีแผนจะขายเส้นทางรถไฟออกไปให้ได้อีก 1,000 กิโลเมตรภายในปีหน้า ส่วนค่าโดยสารฟังแล้วอาจจะทำให้คนกรุงเทพฯ อิจฉา เพราะค่าบริการเพียง 2 หยวน (ประมาณ 10 บาท) ตลอดทั้งสาย (ยกเว้นการเดินทางไปสนามบินซึ่งคิดราคา 25 หยวน) พูดง่ายๆ คือรัฐบาลเป็นผู้ออกเงินให้ประชาชนใช้รถไฟฟ้า เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษ

เซี่ยงไฮ้
มหานครแห่งการศึกษา

ภายใต้ความสวยงามของอาคารบ้านเรือนแบบตะวันตกของเซี่ยงไฮ้ คนที่นี่ต่างรู้ดีถึงเบื้องหลังที่ไม่ค่อยสวยงามนักของมัน นี่คือสิ่งเหลือไว้ของการเป็นอาณานิคม การถูกกดขี่ของชาติตะวันตกที่มีต่อคนจีน
หากปักกิ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ทางการเมือง เซี่ยงไฮ้ก็เป็นเมืองสัญลักษณ์ในอีกด้านที่เต็มไปด้วยสีสัน ความทันสมัย เป็นเมืองที่เป็นหน้าตาให้ประเทศ
เซี่ยงไฮ้ถูกยกให้เป็นมหานครฝั่งตะวันออก มีท่าเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก มีประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศจีน เป็นศูนย์กลางความเจริญมาตั้งแต่ก่อนทำสนธิสัญญาเบาว์ริง การมาเซี่ยงไฮ้ทุกครั้งมีสิ่งแปลกใหม่เกิดขึ้นเสมอๆ ไม่แตกต่างจากการไปเที่ยวโตเกียวหรือกรุงโซล สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนเมื่อเทียบกับเซี่ยงไฮ้ในยุค 1980s กับปัจจุบันคือการเขยิบฐานะจากเมืองธุรกิจมาเป็น Melting Pot ของเอเชีย ด้วยการกลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี ศูนย์กลางทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดของจีนไปแล้ว และยังไปได้อีกไกล
จากการรายงานของ asiasociety.org ทำการวิจัยเกี่ยวกับระบอบการศึกษาในทวีปเอเชีย พบว่า ปัจจุบันจีนใช้เซี่ยงไฮ้เป็นต้นแบบของการปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศ (เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นเขตปกครองพิเศษที่ไม่ขึ้นตรงกับมณฑลใดๆ รายงานตรงต่อกรุงปักกิ่งเลย) เนื่องจากจีนกำลังประสบปัญหาว่าเด็กนักเรียนเอาเป็นเอาตายกับการสอบ และตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากพ่อแม่ ซึ่งในระยะยาวไม่ได้ส่งผลดีกับคุณภาพของประชากร เซี่ยงไฮ้พยายามหลีกหนีกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของการสอบเข้าด้วยการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาที่ให้บรรเทาลง โดยวิธีการปฏิรูปการศึกษาใหม่ทั้งระบบตั้งแต่เด็กจนถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยลดไม่ให้เด็กต้องเรียนพิเศษด้วยการการันตีการเข้าเรียนของเด็กได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกระดับชั้น (อันนี้ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน แต่ตามรายงานเขาว่าอย่างนั้น)
รัฐบาลตั้งโครงการชื่อ China’s 2020 Education Reform Strategy ขึ้นมาเพื่อปรับปรุงการศึกษาไม่ให้โหดร้ายกับเด็กจนเกินไป ประธานาธิบดีสี เจิ้นผิง บอกไว้เช่นกันในการปราศรัยของเขาว่า เด็กเป็นทรัพยากรบุคคลของประเทศที่มีคุณค่ามากที่สุด และ “การศึกษากำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ความทันสมัย การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งนั่นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของเราให้ทันต่อโลกยุคใหม่”

ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็นการเตรียมพร้อมกับกระแสต่อต้านจีนของสหรัฐอเมริกาและโลกตะวันตกที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีความเชื่อว่าการเข้าไปศึกษาของนักศึกษาจีนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีความเป็นไปได้ว่าท้ายที่สุดเขาอาจโดนขโมยนวัตกรรมใหม่ๆ ประเด็นนี้เองที่ทำให้จีนหันมาทุ่มเทและเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของตัวเองเพื่อลดการส่งออกนักศึกษาไปเรียนต่างประเทศ แต่ดึงให้สัดส่วนเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่สมดุลมากขึ้น และใช้นักเรียนทุนที่เริ่มทยอยกลับมาทำงานในประเทศให้เป็นประโยชน์ ​โดยพัฒนาระบบการศึกษาและเปิดกว้างให้มหาวิทยาลัยในประเทศต้อนรับอาจารย์และนักศึกษาจากต่างประเทศที่ต้องการมาทำงานและศึกษาในประเทศจีนมากขึ้น
ตอนนี้มหาวิทยาลัยดังๆ ของเซี่ยงไฮ้อย่าง มหาวิทยาลัยฝูตั้น มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง และมหาวิทยาลัยแพทย์เซี่ยงไฮ้ ก็เปิดรับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น และให้ทุนการศึกษากับนักเรียนต่างชาติทั่วโลกผ่านช่องทางต่างๆ มากขึ้นเช่นกัน สิ่งที่เอื้อให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาอีกอย่างก็คือ ที่นี่หางานทำไม่ยากนักเมื่อจบการศึกษา และมีหลายบริษัทในตะวันตกที่เข้ามาลงทุนในจีนและต้องการแรงงานที่พูดภาษาจีนและอังกฤษได้ เรียกว่าตลาดแรงงานและธุรกิจการศึกษากำลังไปได้สวย เซี่ยงไฮ้เองก็พยายามปรับปรุงเมืองหลายอย่างเพื่อเอื้อกับการเป็นมหานครของโลก ทั้งความตั้งใจจะให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า การนำเทคโนโลยีมาใช้เรื่องพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ฯลฯ
หากมองว่านี่คือประเทศที่อยู่มานาน 5,000 ปี มีคนพูดภาษาจีนอยู่ประมาณ 1 ใน 5 ของคนทั่วโลก และยังเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ไม่แปลกใจเลยที่อีก 10 ปีต่อจากนี้เซี่ยงไฮ้จะกลายเป็นเมืองที่เป็นจุดหมายใหม่ของนักศึกษาจากทั่วโลกที่อยากไปเรียนต่อที่นั่น

โครงการ Program for International Student Assessment (PISA) ภายใต้องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ได้ทำการทดสอบทักษะการเรียนของเด็กวัย 15 ปีทั่วโลก พบว่านักเรียนจากจีน (เฉพาะจาก 4 เมือง คือ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และซินเจียง) ทำคะแนนวิชาหลัก 3 วิชาได้เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นและน่าสังเกตก็คือ นักเรียนจากประเทศจีนใน 4 เมืองใหญ่เหล่านี้ อยู่ในกลุ่มที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจมากที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์แรกของโลก นั่นคือความร่ำรวยไม่ได้มีความหมายมากนักกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามากเท่าไร สำหรับประเทศไทย คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้ว 36 แห่งในกลุ่ม OECD อย่างชัดเจน ผลคะแนนจากนักเรียน 78 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 66 ในด้านการอ่าน ในวิชาคณิตศาสตร์คะแนนของนักเรียนไทยอยู่ที่อันดับ 56 และในสาขาวิทยาศาสตร์อยู่อันดับ 55

กว่างโจว
ค้าขายมั่งคั่ง ผู้คนขวักไขว่

กว่างโจวเป็นหนึ่งในเมืองที่ผมไปบ่อยที่สุด โรงแรมที่ผมพักเป็นประจำอยู่ตรงข้ามชุมทางสถานีรถไฟด้านตะวันตกของเมืองชื่อโรงแรม ‘จิงกั๋ว’ โรงแรมสัญชาติจีนมาตรฐานแบบญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในโรงแรมที่คนญี่ปุ่นนิยมมาพัก เนื่องจากว่าราคาน่ารักกว่าเมื่อเทียบกับโรงแรมจากเครือตะวันตก ทั้งการบริการที่ได้มาตรฐานและทำเลที่ดี
กว่างโจวเป็นเมืองที่วุ่นวายมากที่สุดเมืองหนึ่ง ช่วง 3,000 ปีที่ผ่านมา กว่างโจวดำรงตนเป็นศูนย์กลางของการค้าขายในถิ่นใต้ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหม และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงทุกวันนี้ เพราะกว่างโจวเป็นเมืองท่าที่สำคัญมาก สินค้าที่ส่งออกจากท่าเรือของกว่างโจวถือว่าคับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของจีน เนื่องจากเป็นทั้งแหล่งผลิตและศูนย์กระจายสินค้า ทุกวันนี้พูดได้ว่าไม่มีแหล่งเจรจาการค้าแห่งไหนในโลกอีกแล้วที่จะใหญ่เท่ากว่างโจว
กว่างโจวมีงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เก่าแก่ที่สุด และเป็นที่รู้จักในหมู่นักธุรกิจทั่วโลกมานานกว่า6 ทศศวรรษ ชื่อ ‘แคนตันแฟร์’ ที่นี่มีขายทุกอย่างเท่าที่คุณจะนึกออก เซ็กซ์ทอย ขอสุนัขจิ้งจอก อะไหล่รถยนต์ เก้าอี้บาร์เบอร์ เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งฮอลล์ที่ขายเฉพาะผมปลอมทั้งฮอลล์
งานแคนตันแฟร์เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 1957 มันยังคงแข็งแกร่ง ยืนหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีนตามคำขวัญ ‘ไม่มีอะไรที่คนจีนทำไม่ได้’ งานจัดขึ้น 2 ครั้งต่อปี ครั้งแรกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และอีกครั้งช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ด้วยความที่งานนั้นมีขนาดใหญ่มากและสินค้ามีความหลากหลายมาก จึงต้องใช้เวลาในการจัดงานแต่ละครั้งนานกว่า 3 สัปดาห์ แต่ละสัปดาห์จะแบ่งเป็นประเภทของสินค้า เช่นสัปดาห์แรกเป็นเรื่องเฟอร์นิเจอร์ทำสวน สัปดาห์ถัดมาก็จะเปลี่ยนเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
แคนตันแฟร์มีพื้นที่แสดงสินค้าทั้งหมด 1.2 ล้านตารางเมตร หากนึกไม่ออก ให้นึกถึงการเอาพารากอนฮอลล์ 100 ฮอลล์มาเรียงต่อกัน

สินค้าที่นำแสดงที่นี่เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน และมีทุกอย่างเท่าที่คุณจะสามารถคิดออก (แต่หาเจอหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่อง) มันเป็นงานแสดงสินค้าที่พูดได้ว่าหากคุณเป็นพ่อค้าแม่ขายต้องมาสักครั้ง เพราะจะเข้าใจได้ทันทีว่าคำพูดที่บอกว่าจีนทำได้ทุกอย่างนั้นไม่ได้เกินความจริง
เนื่องจากอาชีพการงานของผมในด้านหนึ่งที่ต้องติดต่อกับคนจีนอยู่เนืองๆ ทำให้เห็นว่า แม้จีนจะทำได้ทุกอย่าง แต่มีข้อจำกัดก็คือ ผู้ผลิตในจีนเชี่ยวชาญการผลิตสินค้าคราวละมากๆ ทำได้เร็ว แต่เรื่องความคงเส้นคงวาของคุณภาพสินค้า ทักษะเรื่องภาษาอังกฤษ และปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต เป็นเรื่องท้าทายสำหรับจีน แต่เชื่อผมได้เลยว่า ด้วยหัวใจของคนจีนที่ไม่เคยยอมแพ้ การที่คนรุ่นพ่อแม่อยู่กับความยากลำบากมาอย่างยาวนาน ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขก่อนงานครบรอบ 100 ปีของการปฏิวัติวัฒนธรรมแน่นอน

ย้อนกลับไปดูการเกิดขึ้นของงานแคนตันแฟร์ นี่คือเส้นทางที่ยังทิ้งร่องรอยของนโยบายการเปิดประเทศของจีน แคนตันแฟร์เริ่มต้นในสมัยของ เหมา เจ๋อตง ซึ่งขณะนั้นงานแคนตันเน้นในเรื่องผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบ ก่อนที่เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างมาตามการพัฒนาประเทศ การเติบโตของแคนตันแฟร์สะท้อนทักษะของจีนในเรื่องการค้า และความเก่งกาจเรื่องการ ‘ขมาย’ ความคิดจากตะวันตกมาใช้ได้อย่างเห็นผล
ข้อมูลจาก China Import & Export Organisation ของจีนบอกว่า มูลค่าการซื้อ-ขายที่เกิดขึ้นในงานแคนตันแฟร์ปี 2019 มีมูลค่าอยู่ที่ราว 29,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8.7 แสนล้านบาท)
หากคุณเดินทางมาที่กว่างโจวในช่วงแคนตันแฟร์ ที่นี่ไม่แตกต่างจากภาพเมืองใหญ่อย่างฮ่องกง สิงคโปร์ หรือโตเกียว ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลมาที่นี่เพื่อดูสินค้าในราคาต้นทุน เพื่อนำไปขายหรือพัฒนาต่อยอด
จะว่าไปกว่างโจวน่าจะเป็น Melting Pot แห่งแรกๆ ของเอเชียก็ว่าได้ ซึ่งก็ไม่แปลกหากจะมีภาษิตจีนที่กล่าวยกย่องเมืองกว่างโจวไว้ว่า “หากลิ้มชาดีๆ ต้องไปหางโจว แต่หากกินอาหารอร่อยก็ต้องมากว่างโจว” ซึ่งก็เป็นอย่างนั้น
ปัจจุบันกว่างโจวแทบไม่ได้ผลิตอะไรอีกแล้ว เมืองเล็กๆ ใกล้เคียงกลายเป็นเขตอุตสาหกรรมใหม่ ทว่าชื่อเสียงของกว่างโจวในฐานะของการเป็นเมืองแห่งการค้าขายยังคงเป็นแม่เหล็กให้ผู้ผลิตและพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศของโลกหลั่งไหลกันมาที่นี่ และคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน

ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมของกว่างโจวเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ และรัฐบาลก็เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหานี้ ตอนนี้มีแนวโน้มว่าเจ้าของโรงงานในจีนส่วนหนึ่งเริ่มขยายฐานการผลิตไปที่เวียดนาม เพื่อหลบเลี่ยงปัญหาเรื่องการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่นการทำชิ้นส่วนจากเวียดนามแล้วนำเข้ามาประกอบในจีน แนวโน้มของการขยายฐานการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานนี้จะลดลงเรื่อยๆ แน่นอน เพราะทุกคนห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ เมื่อจีนเริ่มไม่ใช่แหล่งผลิตราคาถูกแล้ว การหาคู่ค้าที่รู้ทันจีน เท่าทันเขา เป็นเรื่องที่ดูเหมือนคนไทยทำไม่เป็น

เซินเจิ้น
ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย

หัวเว่ย (Huawei) ออปโป (Oppo) วีโว่ (Vivo) วันพลัส (OnePlus) เรียลมี (Realme) หรือ เสียวหมี่ (Xiaomi) ตอนนี้ทั้งหมดกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมสมัยใหม่ของจีนไปแล้วก็ว่าได้ และหากจะนึกถึงเมืองในเชิงสัญลักษณ์ของการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ก็คงหนีไม่พ้นเซินเจิ้น (Shenzhen)
ในช่วง 20 ปีมานี้เซินเจิ้นได้พัฒนาตัวเองจากหมู่บ้านขายสินค้า “ก๊อบปี้เกรดเอ” มาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่หายใจรดต้นคอฮ่องกงมาติดๆ เป็นเมืองที่มีการเติบโตเร็วมากเป็นอันดับ 2 ของจีนและได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากเมืองค้าขายสินค้าปลอม มาเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารของประเทศ และยังคงเป็นเมืองต้นแบบของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกต่างหาก

เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ก่อตั้งในสมัยของประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งต้องการให้เซินเจิ้นเป็นต้นแบบการพัฒนาและปรับปรุงด้านการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงการนี้ทำกันมากว่า 30 ปีแล้วโดยเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นให้อิสระและมีความยืดหยุ่นกว่าเมืองทั่วไป เพื่อเชื้อเชิญนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SEZ (Special Economic Zones) มีทั้งสิ้น 19 เมืองใน 14 มณฑล (ยกเว้นเซี่ยงไฮ้กับเทียนจินถือเป็นเมืองเอกเทศที่ไม่ขึ้นกับมณฑล) พูดได้ว่าความสำเร็จของเซินเจิ้นในการทดลองทำเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ ทำให้เกิดแบรนด์สมาร์ทโฟนของจีนและเติบโตอย่างรวดเร็วจากกำลังซื้อที่มหาศาล การเก็บเกี่ยวองค์ความรู้จากการเป็นมือปืนรับจ้างและค่าแรงที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ
หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่เคยข้ามฝั่งไปเซินเจิ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน กลับไปดูเซินเจิ้นในวันนี้ ภาพของหมู่บ้านเล็กๆ ตึกศูนย์การค้าที่ดูโทรมๆ และอาการเดินอย่างหวาดระแวง ภาพเหล่านั้นเปลี่ยนไปมาก เซินเจิ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เทคโนโลยีและขนส่ง หากวัดขนาดเศรษฐกิจของเซินเจิ้นจาก GDP นั้นแซงฮ่องกงไปแล้ว รายงานของ South China Morning Post เมื่อมกราคม 2019 บอกว่าขนาดเศรษฐกิจของเซินเจิ้นนั้นอยู่ที่ราว 11 ล้านล้านบาท ในขณะที่ฮ่องกงอยู่ที่ 10.9 ล้านล้านบาท
ตลาดหุ้นเซินเจิ้นยังถือเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก การมาเดินบนถนนย่านเบาอาน (Bao’an) ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยแฟลกชิปสโตร์ของแบรนด์สมาร์ทโฟนดังๆ ของจีน หลายแบรนด์โชว์วิทยาการความก้าวหน้าของตัวเองอย่างเต็มที่ในราคาที่เอื้อมถึง จึงดูเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคิดไว้เลย เมื่อเทียบกับเซินเจิ้นเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา

ไม่นานมานี้แบรนด์สมาร์ทโฟนอย่าง Realme ซึ่งมีอายุเพียงปีกว่าๆ (รู้กันว่าเป็น sub-brand ของ Oppo ที่ตั้งใจเจาะตลาดอินเดียโดยเฉพาะ) เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กับสเปกที่ดี หาไม่ได้ในแบรนด์ใหญ่ๆ อย่างกูเกิลหรือซัมซุงด้วยราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง ยังมีเสียวหมี่ที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มีกล้องความละเอียดสูง 108 ล้านเมกะพิกเซล สามารถทำคะแนนการทดสอบจากเว็บไซต์ DxOMark ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 คู่กับแบรนด์จากประเทศจีนอีกแบรนด์อย่างหัวเว่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ ในราคาหมื่นกลางๆ ซึ่งไม่มีทางหาได้แน่ๆ จาก Apple
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของทั้งหัวเว่ย เสี่ยวหมี่ หรือเรียลมี เป็นสิ่งที่ทำให้มหาอำนาจคู่แข่งอย่างสหรัฐอเมริกาต้องหาทางสกัดกั้น ซึ่งก็อย่างที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ความก้าวหน้าเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารของจีนก้าวหน้าไปไกลก็เพราะว่าความเร็วในการขยับตัวและกฎหมายที่ไม่ได้เข้มงวดกับเรื่องสิทธิของประชาชนมากเท่าไหร่ และด้วยฐานข้อมูลของประชาชนที่มหาศาลเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็นของหวานของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และการสร้างอัลกอริทึ่มเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ได้ไม่ยุ่งยากเท่ากับในสังคมตะวันตก ที่สำคัญเมื่อพวกเขาได้สินค้าดี ในราคาที่จับต้องได้ และโดยส่วนมากคนจีนภูมิใจในสิ่งที่พวกเขากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมาก คำพูดของประธานกรรมการบริษัทหัวเว่ย เหริน เจิ้งเฟย ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่ว่าสหรัฐอเมริกาจะทำอย่างไรกับหัวเว่ย พวกเขาก็ยังจะโตต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องรอ ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่า แม้ว่าจะขาดพันธมิตรอย่างกูเกิลไป การเติบโตของหัวเว่ยก็ดูจะยังไปได้สวย

ปัจจุบันหัวเว่ยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ที่ทันสมัยที่สุดในโลก และแม้จะโดนกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา หัวเว่ยก็ยังประกาศว่ายินดีจะให้บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาใช้เทคโนโลยี 5G ของตัวเองได้เพื่อการพัฒนา และเมื่อเดือนกันยายนปี 2019 หัวเว่ยได้ประกาศว่ากำลังพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่แทนที่แอนดรอยด์ร่วมกับบริษัทในยุโรป เพื่อความเป็นเอกเทศด้านดิจิทัล ซึ่ง ‘อีริค สวี’ ประธานกรรมการบริษัทหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย ได้ให้สัมภาษณ์กับ ‘Handelsblatt’ หนังสือพิมพ์ธุรกิจของเยอรมนี และยังบอกด้วยว่า หัวเว่ยกำลังเริ่มพัฒนาเทคโนโลยี 6G แล้ว แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 10 ปีเพื่อให้ใช้งานได้จริง

หางโจว ซูโจว
หากบนฟากฟ้ามีสวรรค์ บนปฐพีก็มี หาง ซู

“ไร่ชาที่นี่ สมเด็จพระเทพฯ และสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เคยเสด็จฯ มาแล้ว” ไกด์ที่พาผมไปไร่ชาแห่งหนึ่งในเมืองหลงจิ่ง แหล่งปลูกชาเขียวที่ดีที่สุดของจีน เรียกกันทั่วไปว่าชาหลงจิ่งตามชื่อหมู่บ้าน ว่ากันว่าชาที่นี่ดีเสียจนจักรพรรดิต้องสร้างคลองเชื่อมปักกิ่งกับหางโจวเพื่อที่จะมาดื่มชาที่นี่ (เป็นคลองที่ยาวมาก เพราะหางโจวอยู่ทางใต้ ปักกิ่งอยู่ทางเหนือ) มีเรื่องเล่าว่า สมัยก่อนใบชาที่เด็ดให้องค์จักรพรรดิดื่มนั้นต้องเก็บในคืนวันเพ็ญแรกของสัปดาห์วันสาร์ท และต้องเป็นสาวแรกรุ่นซึ่งใช้ปากเด็ดใบอ่อนทีละใบ!

ปัจจุบันแม้ว่าประเพณีการเก็บชาแบบเดิมๆ ไม่มีแล้ว แต่ความนิยมในการเดินทางมาดื่มชา ชมความงามของธรรมชาติที่หางโจวและซูโจวก็ไม่ได้ลดลงเลย ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญโดยทั่วไปของคนจีนว่าจะต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต
ครั้งหนึ่งมาร์โค โปโล ก็เคยมาสำรวจที่เมืองสองแห่งนี้ และเขียนบันทึกไว้ว่าเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดในโลก ซึ่งหากถามผมก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง แม้ว่ามันจะผ่านมาแล้วหลายร้อยปี ความสวยก็ยังคงอยู่
ช่วง Golden Week ของจีนหรือช่วงตรุษจีน หางโจว ซือโจว เซี่ยงไฮ้ จะเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่คนจีนนิยมเที่ยวกันมากที่สุด เนื่องจากความสวยงามและอดีตของเมืองที่มีความหลังมากมาย หางโจวเคยเป็นเมืองหลวงเก่า เป็นต้นกำเนิดของนักกวีหลายต่อหลายคน เช่น ไป๋ จวีอี้ กวีผู้มีชื่อเสียงสมัยราชวงศ์ถัง ซูตงโพหรือซูซื่อ กวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่ง ซูซื่อเคยแต่งบทกวีที่ดังมากโดยเทียบความงามของทะเลสาบซีหู ทะเลสาบที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของหางโจว ว่างามดั่งนางไซซี (หนึ่งในสี่ยอดหญิงงามในประวัติศาสตร์จีน) คราวที่ร้าน Apple Store เปิดที่หางโจวเมื่อปี 2015 ก็นำบทกวีของซูซื่อมาใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดร้าน ที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การใช้บทกวี แต่ทำไม Apple Store ถึงเลือกที่หางโจวสร้าง Apple Store ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย แทนที่จะเป็นโตเกียวหรือเซี่ยงไฮ้ มันต้องมีอะไรน่าสนใจอยู่บ้าง

นอกจากความสวยงามของธรรมชาติและความเก่าแก่ของเมืองซึ่งสามารถย้อนกลับไปได้ถึง 5,000 ปี หางโจวยังเป็นศูนย์กลางการพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของจีน ที่นี่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของอาลีบาบา เป็นเมืองที่มีการวางโครงข่ายดิจิทัลได้ดีที่สุดของจีนอีกด้วย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีการจัดการผังเมืองที่ดีมากเช่นกัน มีส่วนที่เป็นตึกใหม่สวยงาม (ใกล้ๆ กับตึก National Theater มีตึกที่เหมือนลูกควิดดิชยักษ์สีทอง สวยมาก) แต่หลายส่วนของเมืองถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (เช่นคลองต่างๆ และบ้านเก่ารอบทะเลสาบ)
ทะเลสาบซีหูถือเป็นหัวใจหลักของเมือง เป็นทะเลสาบที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของจีน คนหางโจวจึงให้ความสำคัญมากต่อภูมิทัศน์และการจัดการสิ่งแวดล้อม บริเวณรอบๆ ทะเลสาบจึงสวย สะอาดตาอย่างมาก หางโจวจึงเป็นเมืองที่ผสานทั้งเทคโนโลยีและความเก่าแก่ได้ลงตัว รถโดยสารที่นี่เกือบทั้งหมดใช้ไฟฟ้า เรือนำเที่ยวที่พาล่องชมทะเลสาบที่มีอยู่เกือบร้อยลำ (ขนาดของเรือประมาณเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา) ทั้งหมดก็ใช้พลังงานไฟฟ้า และเป็นเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดของจีน
อ่านๆ ดูคุณก็พอจะเดาได้ว่าหางโจวก็เป็นเหมือนซีแอตเทิล บอสตัน ซานฟรานซิสโก ลอนดอน หรือโพรวองซ์ – ที่นี่มีแต่คนรวย
หากคุณเป็นคนไม่เคยไปเที่ยวประเทศจีนมาก่อน การมาเที่ยวหางโจว จะเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณมีต่อประเทศนี้ไปเลย มันไม่เหมือนเมืองไหนในจีน และอาจทำให้คุณเกลียดเมืองที่เหลือที่คุณจะไปเที่ยวต่อได้เลยทีเดียว

ข้อมูลในปี 2557 ระบุว่าประชากรในเขตเมืองหางโจวมีรายได้เฉลี่ยต่อคน 43,316 หยวนต่อปี หรือประมาณ 215,000 บาทต่อปี ประชากรในเขตชนบทมีรายได้เฉลี่ยต่อคน 25,719 หยวนต่อปี หรือประมาณ 125,000 บาทต่อปี ทำให้นครหางโจวจัดเป็นเมืองที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงในระดับแนวหน้าของจีน และสูงที่สุดในมณฑลเจ้อเจียงอีกด้วย

ฮ่องกง
ประชาธิปไตยในโลกสังคมนิยม?

“เรายังคงใช้นโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ให้ชาวฮ่องกงปกครองฮ่องกง ชาวมาเก๊าปกครองมาเก๊า และให้อำนาจในการปกครองตนเองมากขึ้นบนหลักการที่ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญและกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกงและมาเก๊า โดยเชื่อมั่นว่าทั้งฮ่องกงและมาเก๊าจะมีความมั่งคั่งและมีความก้าวหน้าเคียงข้างกับจีนแผ่นดินใหญ่ไปสู่อนาคตที่สดใส”
คำปราศรัยของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของการปฏิรูปวัฒนธรรม
ผมไปฮ่องกงในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนเมื่อปีที่ผ่านมา เช้าวันที่ไปถึง เป็นเช้าวันเดียวกับที่นักศึกษาโดนตำรวจยิง และบ่ายวันเดียวกันก็มีคุณลุงโดนไฟครอกเนื่องจากมีปากเสียงกับผู้ประท้วง สถานการณ์ในวันนั้นทำให้ทุกอย่างแย่ลง ผมไปเดินสำรวจย่านมงก๊ก นาธาน และจิมซาจุ่ย สถานการณ์ไม่ดีเลย ห้างสรรพสินค้าทยอยกันปิดแต่หัววัน ตามถนนมีการพ่นคำต่อต้านรัฐบาล บริษัทห้างร้านที่มาจากประเทศจีนต้องปิดและตีไม้กั้นอย่างแน่นหนาเพื่อกันผู้ประท้วงเข้ามาทุบข้าวของทำลายเสียหาย ผมพักอยู่แถวย่านจิมซาจุ่ย โรงแรมผมอยู่บนห้างฯ ฮาร์เบอร์ซิตี้ ห้างใหญ่ที่สุดบนเกาะฮ่องกง ผมพักที่นั่นราวหนึ่งสัปดาห์ และได้เจอเป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอที่ฮ่องกง เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย นั่นคือสี่โมงเย็นในห้างฯ ไม่มีคนเดินเลย และร้าน Apple Store ใหญ่ยักษ์ตรงข้ามโรงแรมก็ปิดรวด 7 วัน ไม่เปิดทำการ ร้านหลุยส์ วิตตอง คริสเตียน ดิออร์ และอีกหลายร้านก็ปิด…จนถึงตอนนี้เท่าที่ตามข่าวสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรนัก และทางออกก็ดูเหมือนจะไม่มี สิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามอยู่ ณ เวลานี้กับฮ่องกงก็คือ สรุปแล้วมันจะจบลงอย่างไร

สำหรับผมจริงๆ การเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกง มีประเด็นที่น่าสนใจตรงที่ว่า นี่คือสำนึกประชาธิปไตยของคนฮ่องกงจริงหรือเปล่า หรือเป็นการถูก Westernized ผ่านการปกครองของอังกฤษและกระแสเหยียดจีนที่มีมาตลอด จนกระทั่งมาสุกงอมเรื่องปัญหาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะก่อนหน้าฮ่องกงจะกลับมาอยู่ในการปกครองของจีนในปี 1997 หลังจากที่อังกฤษเช่าอยู่นานร้อยปี ในเวลานั้นพูดได้ว่าฮ่องกงถูกทำให้เป็นตะวันตก (Westernization) จนคิดไปว่าตัวเองมีสำนึกแบบตะวันตก เชื่อว่าตนมีสิทธิเสรีภาพ และสิทธิในการแสดงออกไม่แตกต่างจากประเทศแม่ แต่ลืมไปว่าจริงๆ แล้วฮ่องกงอยู่ในฐานะของเมืองขึ้นมาตลอด เรียกว่าเป็นลูกที่ถูกฝากเลี้ยง
เมื่อส่งคืนฮ่องกงกลับสู่จีน ก็เกิด Culture Shock กลายเป็นว่าลูกเข้ากับพ่อแท้ๆ ของตัวเองไม่ได้
เท่าที่ผมมีโอกาสได้คุยกับคนฮ่องกง ส่วนหนึ่งคนฮ่องกงมองคนจีนว่าเข้ามาทำให้ประเทศของพวกเขาปั่นป่วน รวมๆ คือการเข้ามาแย่งทรัพยากร ทั้งเข้ามากว้านซื้อสินค้าตั้งแต่นมผงไปจนถึงที่ดิน ทำให้ของที่แพงอยู่แล้วสำหรับคนฮ่องกงก็ยิ่งแพงขึ้นอีก โดยที่รัฐบาลฮ่องกงก็ไม่สามารถทำอะไรได้ คนฮ่องกงมองว่าสิ่งเหล่านี้คือภัยคุกคาม
แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง ฮ่องกงเองก็อยู่ได้ด้วยนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากจีนแผ่นดินใหญ่ ปีๆ หนึ่งมีนักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามาที่ฮ่องกงกว่า 40 ล้านคน สร้างงานและช่วยพยุงเศรษฐกิจของฮ่องกงไว้ได้ โดยตัวของฮ่องกงเองก็มีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางสังคม ฮ่องกงเป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในเอเชีย ในบรรดาเมืองที่ใหญ่อย่างสิงคโปร โตเกียว ซึ่งสูงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2006 และมีเพียง 26 ตระกูลเศรษฐีของฮ่องกงที่ครอบครองธุรกิจเกือบทั้งหมดของเกาะ ค่าครองชีพที่ฮ่องกงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ที่ดินสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยในฮ่องกง ที่ต้องอยู่ในห้องเช่าที่แออัดนั้นมีอยู่อีกมาก เพราะลำพังแค่บ้านสวัสดิการของรัฐก็ยังไม่พอต่อความต้องการของประชาชน ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาทางสังคมที่ฮ่องกงต้องเผชิญและคิดว่าน่าจะหนักขึ้น
กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมากในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและบริการซึ่งถือเป็นรายได้หลักของฮ่องกงเริ่มส่งผลกระทบ รายงานของ LVMH บริษัทแฟชั่นแบรนด์หรูหราจากฝรั่งเศสบอกว่ายอดขายสินค้าในฮ่องกงของพวกเขาลดลงกว่า 40% ในช่วงครึ่งปีหลัง และตอนนี้ได้หยุดการโปรโมตทุกอย่างในฮ่องกงเอาไว้ก่อน เพราะความอ่อนไหวทางการเมือง

ผมมีโอกาสคุยกับคนรุ่นใหม่ๆ ในฮ่องกงหลายคน ส่วนมากแล้วเห็นว่า หนึ่ง, อยากให้ฮ่องกงสามารถปกครองตัวเองได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องการให้รัฐบาลจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง สอง, ความรุนแรงของตำรวจที่ทำกับผู้ประท้วงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แต่สาม, ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มไม่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะกับใคร เพราะมองว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา อยากให้มีการเจรจา แต่การเจรจาก็ไม่สมเหตุสมผลแต่แรก เพราะรัฐบาลจีนยังคงยืนยันว่าจีนต้องมีจีนเดียว สี่, ว่าแต่ว่าเมื่อไหร่จะเกิดขึ้น? เพราะตอนนี้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีกกำลังแย่ เพราะไม่มีคนมาใช้บริการ ร้านอาหารตามห้องแถวที่เคยเป็นจุดขายของฮ่องกงต้องปิดตัวลงหลายร้าน เพราะสู้กับค่าเช่าที่ไม่ไหวในภาวะที่ลูกค้าน้อยลงทุกวัน
คนจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีมุมมองอีกแบบ หนึ่ง, นักธุรกิจส่วนมากมองด้วยความเป็นห่วง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างต้องพึ่งพากันอยู่ดี ไม่มีจีน ฮ่องกงก็อยู่ไม่ได้ จะพึ่งพาสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษก็ดูไม่ใช่เรื่องง่าย ลำพังสองประเทศนั้นจะเอาตัวเองให้รอดก็ยังยาก สอง, คนจีนมีความศรัทธากับผู้นำค่อนข้างสูง (เรียกว่าเป็นลักษณะทางวัฒนธรรมเลยก็ว่าได้) ความรู้สึกของคนจีนคือ หากถึงเวลาหนึ่งที่ผู้นำขอส่งสัญญาณให้ ‘เคลื่อนทัพ’ ไม่ว่ากองทัพนั้นจะหมายถึงอะไรก็แล้วแต่ คนจีนส่วนมากเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น ฮ่องกงจะถูกแช่แข็งอย่างช้าๆ คนส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐบาลจีนมีทางเลือกอื่นที่เตรียมการไว้แล้ว
หากจีนเป็นพ่อคนก็น่าจะบ่นว่าฮ่องกงเป็นลูกหัวดื้อ ที่กลัวโดนบล็อกเฟซบุ๊ก และลูกอย่างฮ่องกงก็คงบ่นพ่อว่าคร่ำครึ บ้าอำนาจ และไม่มีทางเข้าใจนักเรียนหัวนอกที่โตที่อังกฤษมาทั้งชีวิต
ฮ่องกงอาจเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งของจีนก็ว่าได้ และเป็นกรณีศึกษาที่จีนอาจต้องคิดเผื่อไว้ว่า ในอนาคตอาจไม่ได้มีแต่ฮ่องกงที่ออกมาเรียงร้องเสรีภาพทางการเมืองเช่นนี้

LVMH ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกง ไฟแนนเชียลไทม์รายงานว่ายอดขายโตขึ้น 19% ทั่วโลก โดยเอเชียกินสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น 32% แน่นอนว่ากำลังซื้อหลักยังคงเป็นจีน ส่วนยอดขายในฮ่องกงลดลงกว่า 40% ในช่วงครึ่งปีหลัง

จีนในโลกดิจิทัล
‘ในโลกดิจิทัลมีอยู่สองฝั่งคือฝั่งจีน กับฝั่งที่ไม่ใช่จีน’

เพื่อนผมคนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจออนไลน์กับจีน เล่าให้ผมฟังว่าความยุ่งยากของการทำงานกับรัฐบาลจีนเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอย่างมาก รัฐบาลจีนนั้นโอเคกับการมีข้อมูลดิจิทัลไหลเข้าประเทศ แต่ไม่ค่อยจะโอเคกับการปล่อยให้ข้อมูลตัวเองไหลออกโดยไม่ผ่านการควบคุม ฉะนั้นเมื่อต้องการข้อมูลหรือดู Journey ของคนที่ใช้งานหรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานบนโลกออนไลน์ หากอยากได้ข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ ต้องผ่านการรับรองจากรัฐเพื่อยืนยันรับรองว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้

ซึ่งท้ายสุด การรับรองของรัฐนี้ไม่ได้เป็นการการันตีว่าข้อมูลนั้นจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นแค่การอ้างอิงที่ทำให้ข้อมูลที่เราได้ดูน่าเชื่อถือ ถึงบอกว่าในโลกดิจิทัลโลกนี้มีสองใบเสมอ

ทุกวันนี้หากดูจากตัวเลขผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ธุรกรรมที่เกิดขึ้นใน 24 ชั่งโมงทั่วโลก ครึ่งหนึ่งมาจากประเทศจีน
42% ของอีคอมเมิร์ซในโลกเกิดขึ้นในประเทศจีน การทำ Mobile Banking เพิ่มเกิน 20% ทุกปีตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันสังคมจีนเข้าใกล้ Cashless Society ที่สุดแล้ว (คุณซื้อของหยวนเดียวในตลาดสดก็สแกน Alipay หรือ WeChat ได้) ปัจจุบันประมาณกันว่าเฉพาะในประเทศจีนมีการส่งข้อมูลไปมาบนอินเทอร์เน็ตไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านครั้งในแต่ละวัน จีนนำเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 20% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก และไม่นานมานี้เราก็คงได้ยินข่าวเรื่องพลานุภาพของการช้อปปิ้งออนไลน์ของคนจีนในวันคนโสด (11 พฤศจิกายน) ซึ่งสามารถทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ด้วยยอดขาย 1.16 ล้านล้านบาทในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง โตขึ้น 26% จากปี 2018 การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังทำให้ธุรกิจการส่งสินค้าในจีนโตขึ้นตามไปด้วย

จีนแทบจะครองโลกอินเทอร์เน็ตของโลกนี้ไปครึ่งหนึ่งจริงๆ แม้ว่าคนจีนจะใช้อะไรที่คนอื่นเขาใช้กับตัวเองไม่ค่อยจะได้ จีนสร้าง Ecosystem ของตัวเองทั้งหมด โดยอาศัยขมายจากสูตรสำเร็จของกูเกิล เฟซบุ๊กและอื่นๆ ก่อร่างสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ทั้ง Search Engine ทั้งโปรแกมแชต ทั้งแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถแท็กซี่ ทั้งระบบจ่ายเงิน ทั้งขายปลีกออนไลน์และทั้งสมาร์ทโฟนของตัวเอง ตอนนี้ลามไปถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และชิปประมวลผลความเร็วสูง ซึ่งก้าวหน้าที่สุดในโลก
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการใช้อินเทอร์เน็ตในจีนมีหลายอย่าง สำคัญที่สุดปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สมาร์ทโฟนที่ผลิตจากแบรนด์สัญชาติจีนที่มีราคาถูกลง คุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้ 90% ของชาวจีนใช้สมาร์ทโฟนทำทุกอย่าง และประการถัดมาค่าบริการอินเทอร์เน็ตเมื่อเทียบกับรายได้ของประชากรไม่ได้สูง
ทั้งหมดอาจเป็นกุศโลบายของจีนก็ว่าได้ที่ต้องการสร้างถังข้อมูลประชากรของตัวเองให้ใหญ่ขึ้นโดยอาศัยเครื่องมือและการบริการที่ไม่แพงนัก เพื่อนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปต่อยอดกับธุรกิจอื่นๆ เพราะข้อจำกัดเรื่องของสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของปัจเจกชนในจีนไม่เข้มงวด อีกทั้งทัศนคติของชาวจีนต่อความเป็นส่วนตัวนั้นต่ำเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก ชาวจีนส่วนมากไม่ได้เอาเป็นเอาตายกับเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล ทำให้รัฐและผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ในระดับลึกมากกว่า ซึ่งเป็นสวรรค์ของนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และมีบิ๊กดาต้าให้ใช้งานมากมาย

การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานและสร้างอัลกอริทึ่มเพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้ได้ละเอียดมากขึ้น ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมดิจิทัลของจีนโตเร็วมาก และจะทำได้มากขึ้นไปอีก เช่นการให้บริการสินเชื่อผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และบิ๊กดาต้าช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งเสียวหมี่กำลังพัฒนาบริการสินเชื่อออนไลน์แบบนี้ โดยใช้บิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้เงิน (แทบทุกคนในจีนใช้เงินผ่านสมาร์ทโฟนทั้งนั้น) เพื่ออนุมัติวงเงิน กำหนดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงเวลาที่เหมาะสมในการปล่อยสินเชื่อ วิธีนี้นอกเหนือจากสามารถควบคุมหนี้เสียได้แล้ว ยังสามารถให้สินเชื่อได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตรงเวลา ตรงความต้องการ และมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งเขาเชื่อกันว่าจะลดหนี้เสียได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีใครต้องการมีประวัติอยู่บนโลกออนไลน์ซึ่งตรวจสอบได้เร็วและง่ายมาก
อุตสาหกรรมเกมออนไลน์ ก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่โตเร็วมากในประเทศจีน รายงานจาก analysys.cn บอกเราว่าธุรกิจเกมบนสมาร์ทโฟนโตขึ้น 120% ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (2013-2019) บริษัทแม่ของเกมชื่อดังอย่าง PUBG อย่างเทนเซนต์ (Tencent) เพิ่งเปิดตัวแพลตฟอร์ม WeGameX สำหรับผู้เล่นเกมโดยเฉพาะ หลายค่ายสมาร์ทโฟนมีการพัฒนา Gaming Phone ออกมาจำหน่ายเพื่อเอาใจขาเกม ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าขนาดของธุรกิจเกมในปี 2021 ในจีนน่าจะมีผู้เล่นเกมผ่านหลัก 800 ล้านแอคเคาท์ได้ไม่ยาก
ในอนาคตผมคิดว่าพลานุภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลของจีนจะโตมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อดูจากแนวโน้มทั้งหมด ทั้งความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นชิปเซต 5G ของหัวเว่ย การขยายธุรกิจดิจิทัลของบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียอย่างแข็งขัน แผนการขยายธุรกิจกิจ IoT ที่จะเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันบนคลาวด์ รวมถึงราคาและคุณภาพซึ่งถือเป็นกลเม็ดสำคัญที่ทำให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของจีนได้ง่ายขึ้น ฯลฯ จีนมาแรงแน่นอน และไม่แปลกใจเลยที่อเมริกาดูเป็นกังวลกับเรื่องนี้มาก เพราะในอนาคตข้อมูลเหล่านี้จะมีค่ามากกว่าน้ำมัน

สำหรับผม วัฒนธรรมจีนถูกออกแบบหล่อหลอมมาเพื่อครองโลกตะวันออก จีนเป็นรากฐานสำคัญของหลายๆ ประเทศในปัจจุบัน ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง แม้จะมีช่วงเวลาที่ดีบ้างและไม่ดีบ้างร่วมกันมา แต่ก็ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ทันมากกว่าพวกเรา
หันมามองดูประเทศไทย ความสัมพันธ์อันยาวนานของไทยกับจีน ไม่ได้ทำให้เราได้เรียนรู้จากจีนเท่าไหร่นัก เรายังไม่สามารถกระจายความเจริญไปสู่หัวเมืองได้อย่างเขา รัฐยังไม่สามารถสร้างศรัทธาต่อประชาชนได้ การผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทางสังคมและวิทยาศาสตร์ สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าขาย ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ฯลฯ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือความสามารถในการต่อรองกับจีนในปัจจุบันนั้นถือว่า ‘ไม่ทันมวย’ เราไม่ได้เตรียมพร้อมกับการรุกรานทั้งแบบเงียบๆ (เช่น แม่โขงที่เปลี่ยนไป การมาของสินค้าจีน การเข้ามาค้าขายเปิดร้านของคนจีน ฯลฯ) และทั้งที่มาแบบไม่ได้ทันตั้งตัว (การรุกคืบทางวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับ Soft Power และเทคโนโลยีของจีน)
หรือเราได้แต่คิดว่าเมื่อเราเป็นประเทศเล็กๆ สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดก็คือ รอยืนต้อนรับ ยิ้มและผายมืออย่างนอบน้อม เมื่อท่านผู้นำมาเยือน?

อ้างอิง
http://www.vijaichina.com/articles/1532
https://www.cantonfair.org.cn/html/cantonfair/en/about/2012-09/137.shtml
https://en.wikipedia.org/wiki/Special_economic_zones_of_China
https://www.ryt9.com/s/anpi/3040386
https://asiasociety.org/global-cities-education-network/shanghai-worlds-best-school-system https://asiasociety.org/global-cities-education-network/chinas-2020-education-reform-strategy
https://www.voathai.com/a/asian-students-score-ro/5195260.html
https://www.scmp.com/tech/apps-gaming/article/2134011/china-pulls-further-ahead-us-mobile-payments-record-us128-trillion
https://qz.com/1613489/how-wechat-put-the-internet-in-chinas-hands/
https://www.statista.com/topics/1211/online-payment-in-china/
https://www.weforum.org/agenda/2018/04/42-of-global-e-commerce-is-happening-in-china-heres-why/
https://www.globenewswire.com/news-release/2019/09/18/1917514/0/en/China-Mobile-Game-Market-2019-Domestic-Mobile-Game-Revenue-was-15-63-Billion-in-2018-up-28-9-from-the-Previous-Year.html

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup