งานวิจัยโดย : ผศ. พิจิตรา สึคาโมโต้ และ ดร. แมททิว ฟิลลิปส์ 
 
การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อเดือนตุลาคม 2559 นับเป็นช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองและส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ การสื่อสารในสื่อสังคมออนไลน์นับเป็นพื้นที่หนึ่งที่สะท้อนอารมณ์และความยึดโยงของผู้คนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ไม่มากก็น้อย ด้วยตระหนักถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถนำข้อมูลมาคลี่คลายและตอบโจทย์องค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ได้ คณะผู้วิจัยจึงประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าถึงข้อมูลบทสนทนาของคนไทย ที่เป็นภาษาไทยในสื่อสังคมออนไลน์ระหว่าง วันพุธที่ 12 – วันจันทร์ที 17 ตุลาคม 2559 ผ่านแพลตฟอร์มการพูดคุย ได้แก่ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ยูทูป และเว็บไซต์ข่าวจากสำนักข่าวทุกสำนักข่าว ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาปริมาณและเนื้อหาของบทสนทนาในสื่อออนไลน์ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว โดยหวังที่จะให้เสียงสะท้อนของโลกออนไลน์เหล่านี้นำมาสู่ความเข้าใจบริบท อารมณ์ และความรู้สึกของคนไทยในช่วงเวลาของการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ 
 
จากการศึกษาคณะผู้วิจัยเห็นถึงการเคลื่อนไหวของบทสนทนาในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีลักษณะเป็นคลื่น ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2559 ที่เริ่มมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการพระอาการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  โดยปริมาณการสื่อสารขึ้นถึงขีดสุดในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังวันสวรรคตและลดลงตามลำดับในวันถัดมา ทั้งนี้เมื่อศึกษาในเชิงปริมาณและเนื้อหาผ่านปริมาณคำที่ได้รับการจัดกลุ่มผ่านสัญลักษณ์ # ซึ่งเป็นภาษาของสื่อสังคมออนไลน์ในการจัดกลุ่มคำสำคัญในการสื่อสารแล้ว ทางคณะผู้วิจัยได้แบ่งการสื่อสารในช่วงเวลาดังกล่าวออกเป็น 3 ช่วงดังต่อไปนี้
 
1) ช่วงเกาะติดสถานการณ์ (Wait and see)
ช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีปริมาณข้อความที่เกี่ยวข้อโดยตรงกับสถานการณ์มากนัก แต่เริ่มมีการโพสต์ข้อความจากบัญชีรายชื่อบุคคลทั่วไปในข่าวเกี่ยวกับพระอาการประชวรเป็นระลอกพร้อมด้วยการขอพรให้พระองค์หายจากอาการประชวร ทั้งนี้มีความน่าสนใจตรงที่ไม่มีสื่อกระแสหลักรายงานข่าวดังกล่าว ในวันที่ 12 ตุลาคมแต่อย่างใด ในขณะที่การเคลื่อนไหวของสังคมออนไลน์ก็มีเพียง 125 ข้อความ ซึ่งเมื่อเข้าสู่วันที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ก็จะเห็นปริมาณของการโพสต์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 15 เท่าของปริมาณข้อความในวันที่ 12 ตุลาคม รวมถึงการ Engagement ของประเด็นดังกล่าวที่ผ่านการไลค์ แชร์ คอมเมนต์ที่พุ่งสูงขึ้นจากประมาณ 43,000 ไปสู่ 1.4 ล้านอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านพ้นการแถลงการณ์ที่เป็นทางการตอนเวลา 19.00 น. ซึ่งสะท้อนการรอคอยข่าวและขอให้พระปกป้องคุ้มครองในหลวงรัชกาลที่ 9 ดังจะเห็นได้จากข้อความ # ที่ว่าด้วย 
 
#ขออำนาจคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระสยามเทวาธิราชจงดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวรทั้งสิ้นทั้งปวงด้วยเทอญ
#Longlivetheking
#ทรงพระเจริญ
 
ทั้งนี้การโพสต์ข้อความใด ๆ ในขณะนั้นเป็นเรื่องอ่อนไหวที่ผู้คนต่างระมัดระวัง ทั้งนี้ในสองวันดังกล่าวแพลตฟอร์มเฟสบุ๊ค คือแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งนี้ข้อความในคืนวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ส่วนใหญ่จะเป็นการแชร์ข้อความต่อกัน โดยเฉพาะแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง
 
2) ช่วงขอมีส่วนร่วมและแสดงออก (Emotional Articulation)
ในช่วงนี้ปริมาณเนื้อหาพุ่งขึ้นสูงสุดในวันที่ 14 ตุลาคม ตั้งแต่ 8 – 10 น. และเวลา 14.30 น. ซึ่งเป็นเวลาของการเคลื่อนขบวนพระบรมศพ โดยการโพสต์ในวันดังกล่าวมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากวันที่ 13 ตุลาคมกว่า 3 เท่า ซึ่งน่าสังเกตว่าแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ อินสตราแกรมที่เน้นการนำเสนอรูปภาพและผู้คนที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มชนชั้นกลางถึงสูง และกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ใช้เขตเมือง โดยเนื้อหาที่โพสต์ในช่วงนี้จะเป็นเนื้อหาที่สะท้อนอารมรณ์ ความรู้สึก และแสดงออกซึ่งความห่วงหาที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เช่น # ที่ว่าด้วย 
 
 #ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 
#ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป 
#อยากเก็บโพสต์นี้ไว้ในความทรงจำและการแจ้งเตือนไปทุกปี 
 
อันสะท้อนวิธีคิดตามวัฒนธรรมประเพณีไทยที่เชื่อในชาติหน้า ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีเตือนความจำเพื่อรำลึกถึงพระองค์ โดยในช่วงนี้พบว่า แม้การโพสต์ข้อความจะมีปริมาณที่สูงกว่าคืนวันที่ 13 ตุลาคม 2559 แต่การ Engage ต่ำกว่า ซึ่งหมายความถึงการแสดงออกของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่อยากสะท้อนเสียงของตนเองมากกว่าการแชร์หรือคอมเมนต์โพสต์ของผู้อื่น ซึ่งจุดนี้เองสะท้อนถึงการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์ของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสื่อสารตรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 
 
นอกจากนี้ เนื้อหาที่น่าสนใจคืออย่างยิ่งคือ การติดแฮชแทคที่ระบุอัตลักษณ์ของผู้โพสต์เชื่อมโยงกับการที่ตนเองดำรงอยู่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 อันสะท้อนขอบเขตของการกำหนดพื้นที่ความเป็นตัวตนของผู้โพสต์ให้คนอื่นได้รู้ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพระองค์
 
3) ช่วงระลึกถึง (Consigning to Memory)
ปริมาณข้อความในช่วงนี้จะเริ่มลดลงโดยในวันที่ 15 ตุลาคม ปริมาณข้อความลดลงจากวันที่ 14 ตุลาคมเกือบ 3 เท่า ซึ่งแพลตฟอร์มเฟสบุ๊คกลับขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดเช่นเคย ในขณะที่วันที่ 16 ตุลาคม ข้อความลดลงจากเดิมไม่มาก ซึ่งทั้งสองวันข้างต้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้ปริมาณของข้อความโพสต์เท่า ๆ กันตลอดวันอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่เมื่อเข้าสู่วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันทำงาน ปริมาณข้อความจะกระจุกตัวอยู่ในช่วง 10.00 น. อย่างไรก็ตามข้อความในช่วงนี้จะมีลักษณะที่คลี่คลายอาการโศกเศร้า แต่ยังรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ตาม # เดิมที่เคยมี เช่น #ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #อยากเก็บโพสต์นี้ไว้ในความทรงจำและการแจ้งเตือนไปทุกปี โดยมีเพิ่มเติมคือ #หัวใจ 6 ดวง ที่สะท้อนความรักที่ผู้โพสต์มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9
 
จากผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงปรากฎการณ์การสื่อสารของคนไทยบนแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ในช่วงสภาวะวิกฤตทางจิตใจที่ขาดความมั่นคงในโครงสร้างอำนาจหลักทางการเมืองของประเทศ ทั้งนี้จากงานวิจัยจะพบถึงกระแสการสื่อสารที่เป็นรูปคลื่น คือมีปริมาณขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่ในช่วงหลังจากที่ได้รับข่าวสารอย่างทันทีทันใด งานวิจัยกลับว่าช่วงที่ปริมาณข้อความถึงขีดสูงสุดพีคเกิดหลังจากได้รับข่าวดังกล่าวแล้วหนึ่งวัน โดยเนื้อหาจะสะท้อนการแสดงออกซึ่งความอาลัยและความจงรักภักดีของคนไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยแพลตฟอร์มที่มีบทบาทในการสื่อสารสูงสุดคือ เฟสบุ๊ค แต่จะมีบางช่วงที่อินสตาแกรมกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้เยอะ ซึ่งอาจสะท้อนการกระจุกตัวของการใช้งานด้วยภาพในปริมาณมาก และการสื่อสารที่เน้นไปที่ผู้คนในเขตเมือง นอกจากนี้เนื้อหาการสื่อสารยังสะท้อนความเชื่อดั้งเดิมซึ่งเป็นรากทางวัฒนธรรมของคนไทย ไม่ว่า เรื่องของความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนาพุทธ ความเชื่อในเรื่องชาตินี้ชาติหน้า อีกทั้งยังพบว่า การสื่อสารที่เป็นจุดแพร่กระจายข่าวนั้น แม้จะมีศูนย์กลางอยู่ที่สำนักข่าวกระแสหลักก็ตาม แต่ Online influencer และผู้ใช้ทั่วไปก็มีบทบาทมากพอสมควรในการเป็นศูนย์กลางการกระจายข่าว ทั้งนี้ก็แล้วแต่ประเด็นที่นำเสนอของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งการศึกษาหาสาเหตุและวิเคราะห์ที่มาที่ไปของบริบททางวัฒนธรรมทางการเมืองยังคงต้องนำไปต่อยอดในการวิจัยครั้งต่อ ๆ ไป