คนที่ผ่านระบบการศึกษาในไทยต้องคุ้นชื่อ “นันยาง” แน่นอน นอกจาก “นันยาง”​ จะครองตลาดรองเท้านักเรียนมาหลายยุค ชื่อแบรนด์รองเท้านักเรียนไม่ได้เป็นแค่สินค้าเท่านั้น แต่คำว่า “นันยาง” สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบท “แฟชั่น” กึ่งของจำเป็นในตลาดวัยเรียนได้หลายทศวรรษมาจนถึงปัจจุบัน 
 
เรื่อง : ริงโก้
 
ความนิยมที่เกิดขึ้นแม้แต่ผู้บริหารบริษัทยุคก่อตั้งยังไม่คาดคิดว่ารองเท้าที่ออกแบบสำหรับเล่นแบดมินตันเป็นหลักจะได้รับความนิยมในกลุ่มนักเรียนไทยจนต้องขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค 
 
ผลิตภัณฑ์ “รองเท้าพื้นเขียว” ซึ่งมีที่มาจากรุ่นดั้งเดิมชื่อ “205-S” เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์คลาสสิกในแวดวงธุรกิจไทย 
 
ถึงตลาดจะแข่งขันกันหนักหน่วงแค่ไหน คู่แข่งหลายเจ้าที่เข้ามาในตลาดแทบไม่สามารถสั่นคลอนความนิยมในกลุ่มนักเรียนไทยที่ดำเนินมานานเกือบ 5 ทศวรรษ คู่ควรกับคำโฆษณาว่า “เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ” ตามโฆษณาของบริษัทที่ออกอากาศทางโทรทัศน์เมื่อหลายปีก่อนแต่ยังอยู่ในความทรงจำคนไทยแทบทุกรุ่น
 
รองเท้านักเรียนนันยางพื้นสีเขียว หัวรองเท้าหุ้มยาง ผลิตโดยบริษัท นันยาง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ข้อมูลการตลาดล่าสุด นันยางครองส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มรองเท้านักเรียนชายในไทย 40 เปอร์เซ็นต์ 
 
 
อะไรทำให้ “นันยาง”​ สร้างแบรนด์จนครองตลาดยาวนานจนถึงทุกวันนี้
 
ด้วยความที่เป็นรองเท้าซึ่งถูกออกแบบสำหรับเล่นกีฬาตั้งแต่ต้น “นันยาง” มีลักษณะพิเศษคืออึด ถึก และทน 
 
เบื้องหลังความถึกที่ทุกคนน่าจะเคยสัมผัสกันสักครั้งในชีวิตมาจากพื้นรองเท้าที่ผลิตโดยใช้ยางพารา 100 เปอร์เซ็นต์
 
พื้นรองเท้านันยางจึงไม่ใช่แค่รองเท้าที่ใส่เล่นกีฬาแล้วไม่ลื่นง่ายเท่านั้น แต่เป็นรองเท้าที่ใส่สบาย แถมทน ขณะที่รูปทรงภายนอกเตะตา ราคาเอื้อมถึงเพียงคู่ละ 300 บาท 
 
ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการสวมใส่ทำให้หลายกลุ่มจึงนิยมรองเท้านันยาง ไม่ได้เป็นแค่ “รองเท้านักเรียน” ตามภาพจำหลักของสินค้า 
 
ความนิยมอย่างยาวนาน และการรักษามาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้ทำให้รองเท้านักเรียน “นันยาง” สะท้อนตัวตน “ความเก๋า” ชัดเจน ภาพลักษณ์ของแบรนด์และสินค้าจึงเป็นที่จดจำมาจนถึงวันนี้โดยที่คู่แข่งไม่สามารถล้มแท่นของนันยางได้ 
 
 
นอกเหนือจากความนิยมในประเทศ ตลาดต่างประเทศยังฮิตไม่แพ้กัน ปี 2559 สัดส่วนการขายรองเท้าไปต่างประเทศของบริษัทนันยางอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์
 
สินค้าของนันยางที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศคือ รองเท้าแตะหูคีบ ตราช้างดาว ราคาคู่ละ 99 บาท (ในประเทศก็ได้รับความนิยมเช่นกัน) 
 
ตลาดใหญ่สำหรับรองเท้าของนันยางคือ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเพื่อนบ้านแต่ละประเทศมีทั้งที่แต่งกายแบบร่วมสมัยหรือนุ่งห่มด้วยเครื่องแต่งกายประยุกต์ ไม่ว่าจะแต่งกายแบบไหนก็สามารถนำรองเท้าแตะคีบเข้ามาอยู่ในชุดได้ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นันยางทำตลาดเพื่อนบ้านแถบอาเซียนได้แข็งแรงท่ามกลางตลาดที่แข่งขันเอาเป็นเอาตาย
 
นอกเหนือจากรากฐานของคุณภาพในตัวสินค้า จุดเด่นอีกข้อคือราคาที่เอื้อมถึงง่าย จนถึงปีนี้ที่ภาวะตลาดยังคงชะลอตัว แต่นันยางยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาสินค้าหลักของแบรนด์ 
 
นี่คือสิ่งที่ทำให้นันยางรักษาตลาดเอาไว้ได้ ขณะที่คู่แข่งอื่นที่พยายามตีตลาดไม่สามารถผลิตสินค้าด้วยต้นทุนระดับเดียวกันโดยให้มีคุณภาพแบบเดียวกับที่นันยางผลิตได้
 
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจสำหรับสินค้าคลาสสิกนี้คือ วงจรชีวิตของรองเท้านันยางวนลูปซ้ำกับช่วงก่อร่างสร้างแบรนด์ด้วยการเป็นรองเท้ากีฬา แต่ได้รับความนิยมในหมู่นักเรียน 
 
หลายปีที่ผ่านมา รองเท้านันยางมีพัฒนาการด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม รองเท้าแตะช้างดาวที่ใช้งานในตลาดทั่วไปก็ไม่ได้มีแค่สีพื้นตามแบบที่บริษัทนำมาวางขายแบบดั้งเดิม แต่มีผู้ใช้งานนำไปแกะเป็นลวดลาย เพิ่มมูลค่า แตกไลน์ กลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม
 
เช่นเดียวกับ รองเท้าผ้าใบซึ่งนันยางเองก็ออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ขยายตลาดไปสู่รองเท้าผู้หญิงด้วยผลิตภัณฑ์ “นันยาง ชูการ์” ที่ออกแบบให้หวานขึ้น เพิ่มสีสัน 
 
ด้วยข้อได้เปรียบเรื่องแบรนด์ที่ยึดประสบการณ์กลุ่มนักเรียนซึ่งสามารถเชื่อมต่อเลยไปสู่ความทรงจำของกลุ่มวัยรุ่นได้ นันยางมีฐาน "แฟน" เป็นกลุ่มเป็นก้อน กลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มเดียวกับคนยุคที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งนันยางก็สามารถใช้งานสื่อออนไลน์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มากกว่าแค่เครื่องมือการตลาด 
 
 
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน นันยาง สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาในโลกออนไลน์ด้วยรองเท้ารุ่นพิเศษที่จับมือกับนักออกแบบแฟชั่นคนดัง จัดทำรองเท้านักเรียนที่ทำจากวัสดุผ้าไหม สีสันแปลกตา ถึงจะแปะป้ายราคาที่คู่ละ 3,800 บาท แต่ด้วยความพิเศษนี้ทำให้รองเท้าผ้าไหมหมดเกลี้ยงหลังเปิดขายแค่ 2 วัน
 
หรือการทำรองเท้าแตะสีเหลืองสำหรับใช้ถวายพระสงฆ์​ ถือได้ว่านันยางเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและการใช้งานตามความเป็นจริง 
 
เรื่องราวของแบรนด์เครื่องแต่งกายสุดคลาสสิกที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานยังคงดำเนินต่อไปในยุคที่ตลาดแข่งขันอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น 
 
ด้วยประสบการณ์และความทรงจำในตลาดที่สุดแสนจะมีเอกลักษณ์ในไทย ไม่มีคำไหนเหมาะจะอธิบายแบรนด์นี้เท่ากับชื่อแคมเปญที่ว่า “นันยาง ทุกก้าว คือตำนาน”​ 
 
 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน