เรื่อง : กรกรรณ เจริญรัตน์
 
กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ลูกหนังลาลีกา เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา การแข่งขันระหว่างบาร์เซโลนากับลาส พัลมาส ไม่เปิดให้คนดูเข้าชมฟุตบอลนัดนี้ได้ จากเหตุการณ์ความวุ่นวายจากการทำประชามติแยกแคว้นคาตาลันออกจากประเทศสเปน บทความนี้จะพาเราไปเจาะลึกเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า...
 
ที่สเปน...ฟุตบอลกับการเมือง ไม่เคยแยกขาดจากกัน
 
 
แมตซ์การแข่งขันระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ ลาส พัลมาส เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ไม่มีผู้เข้าชมการแข่งขัน อันเนื่องมาจากก่อนการแข่งขันนัดนี้ มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นรอบ ๆ สนาม และภายในเมืองบาร์เซโลน่า ทำให้มีผู้บาดเจ็บนับร้อยคน  ซึ่งตอนแรกบาร์เซโลน่าได้แจ้งไปทางสหพันธ์ฟุตบอลสเปนเพื่อขอเลื่อนการแข่งขันออกไป แต่ทางสหพันธ์ไม่อนุญาตและทำการแจ้งไปยังบาร์เซโลน่าให้ทำการแข่งขันตามปกติ มิเช่นนั้นจะโดนปรับแพ้ฟาว์ล
 
ก่อนการแข่งขันนัดนี้ ทางสโมสรบาร์เซโลนา จึงออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ใจความว่า
 
“สโมสรบาร์เซโลนาขอประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของคาตาโลเนียในวันนี้ เพื่อปกป้องสิทธิของพลเมืองในการแสดงออกอย่างเสรีซึ่งสิทธิในประชาธิปไตย ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันได้ถูกถือเป็นข้อยกเว้นนี้ ทางคณะกรรมอำนวยการได้ตัดสินใจให้ทีมบาร์เซโลนาแข่งกับทีมลาส พัลมาส ด้วยการปิดสนามแข่งขันกัน โดยยึดหลักปฏิเสธเลื่อนเกมแข่งขันนี้ตามหลักของฟุตบอลลีกอาชีพ”
 
แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว บาร์เซโลนามีชัยเหนือลาส พัลมาส ถึง 3-0 แต่การแข่งขันในวันที่คัมป์นูไม่มีผู้ชมจำนวนเต็มสนาม 99,000 กว่าที่นั่ง ทำให้บรรยากาศเงียบเหงาไปถนัดใจสำหรับแฟนบอลสเปนที่นั่งชมการแข่งขันนัดนี้
 
 
สาเหตุที่วันนี้เกิดความรุนแรงขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนาอันเป็นเหตุให้ปิดสนามแข่ง สืบเนื่องมากจากทางรัฐบาลคาตาลันประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคมเป็นวันลงประชามติเพื่อขอแยกตัวออกจากประเทศสเปน แต่รัฐบาลสเปนออกมาประกาศหยุดยั้งการลงประชามติในครั้งนี้ เนื่องจากผิดรัฐธรรมนูญโดยส่งตำรวจหลายพันนายไปยังแคว้นคาตาลุญญา, สั่งให้ตำรวจประจำแคว้นให้ช่วยเหลือตำรวจที่ถูกส่งมา และยังมีเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งประจำการบนเรือ 2 ลำซึ่งจอด จนทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักเคลื่อนไหวชาวคาตาลันในสถานที่ลงคะแนนเสียงจนทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนในที่สุด
 
คำถามคือ อะไรคือสาเหตุความขัดแย้งทางการเมืองของสเปน จนทำให้เกิดการจราจลจนเชื่อมโยงไปสู่ความขัดแย้งลึก ๆ ของสองมหาอำนาจลูกหนังของสเปนและของโลกอย่างทีมบาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด?
 
ที่แข่งขันกันเมื่อไหร่ มันมีความร้อนแรงมากกว่าจะเป็นเพียงฟุตบอลนัดรวมดาราโลก แต่มันคือภาพตัวแทนสงครามที่เปลี่ยนจากการรบมาเป็นการเตะฟุตบอลแข่งกัน
 
ต้องย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การเมืองอันเต็มไปด้วยเลือดและน้ำตาของที่นี่
 
 
เหตุเริ่มต้นจาก...
 
คาตาลัน-ที่ตั้งของสโมสรเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลนา เป็นแคว้นใหญ่อันดับสองของสเปน เป็นเมืองอุตสาหกรรมผลิตสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุด สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจร้อยละ 20 ของประเทศ มีฐานะที่ร่ำรวย และถูกเรียกเก็บภาษีสูงสุดแห่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงมีอำนาจปกครองตนเองในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
 
เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสเปน กับ แคว้นคาตาลัน เริ่มต้นมาอย่างยาวนาน โดยสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะ สโมสรเหมือนเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ของแคว้นกาตาลันนั่นเอง
 
โดยจุดเริ่มต้นนั้น ในปี1936 รัฐบาลสาธารณรัฐได้ดำเนินนโยบายฝ่ายซ้าย ทำให้ฝ่ายขวาไม่พอใจจึงก่อกบฏนำโดยนายพลฟรังโก้นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากฝ่ายซ้าย ฝ่ายซ้ายต้องหลบหนีเข้าที่มั่นในบาร์เซโลน่า ซึ่งชาวคาตาลันให้การสนับสนุน ฝ่ายขวาสามารถยึดมาดริดได้สำเร็จ ในที่สุดในปี1939 ฝ่ายขวาสามารถทำลายฝ่ายซ้ายได้ทั้งหมด นายพลฟรังโก้ขึ้นเป็นประมุขเเห่งสเปน ปกครองสเปนด้วยระบอบเผด็จการทหาร และได้ออกกฎห้ามพูดภาษาท้องถิ่นในประเทศ เช่น ภาษาคาตาลัน ภาษาบาสก์ เป็นต้น 
 
ในช่วงแรกๆ นายพลฟรังโก้ ไม่ได้ให้ความสนใจกับทีมสโมสรเรอัล มาดริด ทีมใหญ่ของกรุงมาดริดเท่าไหร่ ทีมที่เขาให้ความสนใจคือ แอตเลติโก มาดริด อีกทีมหนึ่งจากเมืองหลวง แต่หลังจากนั้นไม่นาน  อดีตเพื่อนรักของนายพลฟรังโก้ ซานติอาโก้ เบอร์นาบิวได้เข้ามาเป็นประธานสโมสรของเรอัล มาดริด นั่นทำให้นายพลฟรังโก้ หันไปให้ความสนใจกับเรอัลมาดริดมากขึ้น 
 
เหตุการณ์ที่จุดชนวน ความขัดแย้งของสโมสรบาร์เซโลนากับรัฐบาลของนายพลฟรังโก้ คือ ในปี 1936 ประธานสโมสรของบาร์เซโลนาในสมัยนั้น คือ โจเซฟ ซุนโยลถูกลอบสังหารโดยทหารของนายพลฟรังโก้ และฟรังโก้ก็ได้ให้คนสนิทไปเป็นประธานของสโมสรบาร์เซโลน่า และยึดจุดประสงค์ทำลายสโมสรแห่งนี้จนเกือบทำให้สโมสรบาร์เซโลน่าล้มละลายแต่สโมสรบาร์เซโลน่าได้รับความช่วยเหลือจากประเทศเม็กซิโก และฝรั่งเศสบางส่วน ทำให้บาร์เซโลน่าได้เงินมาหมุนเวียนให้กับสโมสร และรอดพ้นวิกฤตินั้นมาได้ 
 
ยังมีเหตุการณ์การทิ้งระเบิดกลางอากาศของทางการสเปนในปี 1938 ทำให้ชาวคาตาลันบาดเจ็บล้มตายไปถึง 3,000 คน และการทิ้งระเบิดครั้งนี้ยังสร้างความเสียหายให้กับที่ทำการของสโมสรบาร์เซโลนาจนยับเยิน 
 
จนสุดท้ายสโมสรบาร์เซโลน่าเคยถูกนายพลฟรังโก้บังคับให้เปลี่ยนชื่อจาก Futbal Club Barcelona เป็น Spanish Club de Futbal Barcelona ตามนโยบาย "สเปนหนึ่งเดียว" แต่สุดท้ายได้กลับมาใช้ชื่อเดิมในที่สุด 
 
ดังนั้นสนามฟุตบอลของบาร์ซ่าก็ถือว่าเป็นที่ชุมนุมเดียวของชาวคาตาลัน ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาสามารถพูดภาษาของตนเองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง ที่เหนือไปกว่านั้น ในทุกๆ ครั้งที่ทีมของพวกเขามีชัยชนะต่อทีมเรอัลมาดริดจากเมืองหลวง ชาวคาตาลันในยุคนั้น จะรู้สึกเหมือนชัยชนะของประชาธิปไตยที่มีต่อระบอบเผด็จการของนายพลฟรังโก จนเป็นที่มาของปรัชญาของทีมคือ “บาร์ซ่าเป็นมากกว่าสโมสร”.... 
 
ในช่วง 20 ปีก่อน แฟนบอลสเปนมักจะมองนักเตะเชื้อสายคาตาลันจากสโมสรบาร์เซโลน่าด้วยความรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชียร์ และมักจะตั้งแง่ตั้งงอนว่านักฟุตบอลเหล่านั้นไม่ยอมทุ่มเทให้กับทีมชาติสเปนเท่าที่พวกเขาทุ่มเทให้กับสโมสรบาร์เซโลน่า
 
ในยุคปัจจุบัน มีนักเตะที่ออกมาสนับสนุนการแยกตัวของคาตาลันอย่างเปิดเผยหลายคน เช่น การ์เลส ปูโยล และ ชาบี เอร์นานเดซ เคยกล่าวว่า “ประเทศคาตาลันจะติดท็อปเท็นของโลกฟุตบอลอย่างแน่นอน ถ้าแยกตัวออกมาจากสเปน” นอกจากนี้ตอนที่ทั้งสองคนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก เมื่อปี 2010 พวกเขาก็ชูธงทีมชาติคาตาลันวิ่งฉลองทั่วสนามอย่างเปิดเผย
 
แต่นักเตะที่เด่นชัดกับเรื่องประเทศคาตาลันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น เคราร์ด ปิเก้ปราการหลังของบาร์เซโลนา โดยทุกครั้งที่เข้าให้สัมภาษณ์กับสื่อ เขาจะประกาศหนุนการลงประชามติเพื่อแยกตัวออกจากสเปนทุกครั้ง ล่าสุดเขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวว่า "ผมคือคนคาตาลันและรู้สึกถึงความเป็นคาตาลัน วันนี้ผมภูมิใจยิ่งกว่ากับชาวคาตาโลเนีย แม้เกิดเหตุรุนแรงพวกเขาก็มีสันติยิ่งกว่าครั้งไหนๆ" , ”เราไม่ใช่ชนกลุ่มน้อย เราคือคนนับล้าน เราไม่ใช่คนไม่ดี เราแค่ต้องการที่จะโหวต ทั่วโลกเห็นแล้วถึงสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้" โดยเขายินดีที่จะเลิกเล่นให้ทีมชาติสเปนถ้าทุกฝ่ายเห็นเขาเป็นตัวปัญหากับการกระทำในครั้งนี้
 
 
พระเจ้าอาจจะไม่ได้ทอยลูกเต๋าชะตากรรม แต่เหมือนจงใจให้เกิดเหตุการณ์ตรงกันข้ามกัน ในวันเดียวกันที่บาร์เซโลนาแข่งกับลาส พัลมาส ที่สนามซานดิอาโก้ เบร์นาบิว ฝั่งเรอัล มาดริด เปิดบ้านพบกับเอสปันญอล ซึ่งเป็นทีมร่วมแคว้นคาตาลัน
 
เรอัล มาดริดออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันของคนในชาติ ระหว่างเกมที่ "ราชันชุดขาว" เปิดบ้านเอาชนะเอสปันญอล โดยแฟนบอลของเจ้าถิ่นได้มีการนัดแนะและแจกใบปลิวขอความร่วมมือให้คนที่อยู่ในสนามชูสัญลักษณ์ธงชาติสเปนในนาทีที่ 12 ของการแข่งขัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี อันทำให้บรรยากาศที่เมืองมาริด แตกต่างไปจากที่คาตาลันอย่างสิ้นเชิง
 
 
ที่น่าสนใจอีกประเด็นก็คือ หากวันหนึ่งแคว้นคาตาลันแยกออกจากสเปนจริง แล้วสโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่างบาร์เซโลน่า จะยังเตะอยู่ในลาลีก้าลีกหรือไม่?
 
อีกหนึ่งปัญหาที่จะตามถ้าแคว้นคาตาลันแยกตัวออกมาจากประเทศสเปนเกิดขึ้นจริงๆ จะทำให้สโมสรบาร์เซโลนา จะโดนตัดสิทธิในการเล่นลาลีกาลีกของสเปน ตามที่ฮาเวียร์ เตบาส ประธานสหพันธ์ฟุตบอลลาลีกาให้สัมภาษณ์กับสื่อ จนมีข่าวลือไปว่า บาร์เซโลนาอาจจะไปรวมกับลีกอื่น อย่างเช่นพรีเมียร์ลีก ซึ่งหลายคนคงอยากเห็นลิเวอร์พูลจัดหนักกับบาร์เซโลนากันสักนัด แต่ความเป็นจริง จินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าจะเกิดอีเวนต์แบบนี้ได้อย่างไร
 
ดังนั้นหากแยกประเทศกันจริง ๆ ในอนาคต กรณีเดียวที่บาร์เซโลนาจะกลับมาเล่นในลาลีกา นั่นก็คือ มีการทำข้อตกลงระหว่างรัฐขึ้นมาไม่เพียงแต่สโมสรบาร์ซ่าเท่านั้น ยังมีเอสปันญ่อล, คิโรน่า, ลากอสเตร่า และ ซาบาเดลล์ อีกด้วย เพราะกฎต่างๆ นั้นชัดเจนอย่างมากว่า หากเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการแยกประเทศเกิดขึ้นสโมสรเหล่านี้ไม่สามารถเล่นในลาลีกา ได้ 
 
มาตรการเดียวที่พอจะแก้ไขได้ นั่นก็จะต้องเปลี่ยนมาตรการทางด้านกีฬาหรือมีกฎพิเศษเกิดขึ้น ตัวอย่างก็คือ อันดอร์ร่าใช้กฎพิเศษทำให้ลงเล่นกับสเปนได้
 
แต่จากการวิเคราะห์ของสื่อหลายสำนัก ให้ความเห็นว่าลาลีกาคงจะยอมให้บาร์เซโลนาเล่นอยู่ในลาลีกา เหมือนเดิม เพราะไม่เช่นนั้น เรตติ้งความนิยมและการแข่งขันภายในลีคจะลดน้อยลงเป็นอย่างมาก จากการขาดหายไปของ บาร์เซโลน่า  
 
เรื่องฟุตบอลสเปนนั้น อิงกับการเมืองก็จริง แต่อย่าลืมว่ามันมีเรื่องของเศรษฐกิจ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ลาลีกาอาจจะเสียไป หากไม่มีแคว้นคาตาลัน
 
 
ที่มา
 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน