เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์

คงจะเป็นประโยคที่พูดออกไปแล้วไม่ต้องเขินอะไรกันอีกแล้ว กับคำพูดที่ว่า นี่คือ ซูเปอร์สตาร์แอ๊คชั่นอันดับหนึ่งของเมืองไทย นั่นคือ จา พนม ยีรัมย์
 
จะไทย จีน ฮ่องกง หรือฮอลลีวูด พี่จาไปลุยมาหมดแล้ว...
 
จากแฟรนไชส์ของหนังองค์บาก และต้มยำกุ้ง ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ ผลักดันให้จามีโอกาสโกอินเตอร์ ไปร่วมแสดงสมทบกับหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Furious 7(2015) ซึ่งสร้างปรากฏการณ์เป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลทั่วโลกที่อันดับ 5
 
เวลาต่อมา จา พนม ยังได้มีโอกาสร่วมงามกับวิน ดีเซล อีกรอบ กับเรื่อง xXx: Return of Xander Cage (2017)
 
จาเล่าแบบถ่อมตัวว่า มาขนาดนี้ ถือว่าไกลเกินฝันแล้ว...
 
และนอกจากฮอลลีวูดแล้ว ฝั่งทางฮ่องกง-จีน เอง จากก็เริ่มมีผลงานออกมาให้เห็นอย่างเรื่อง SPL2(2015)และล่าสุดก็ Paradox(2015) กับการร่วมงานกับซูเปอร์สตาร์ดังบ้านเขาอย่าง กู่ เทียนเล่อและร่วมงานกับผู้กำกับระดับเอเชียอย่าง วิลสัน ยิป
 
และโชคชะตาบนแผ่นดินใหญ่ ทำให้เขารู้จักคนดังของจีนหลายต่อหลายคน ที่สำคัญคือ แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีของจีนที่เขาได้เคยร่วมโต๊ะและพูดคุยกันหลายเรื่องตั้งแต่เรื่องการใช้ชีวิตไปจนถึงเรื่องที่น่าประทับใจของในหลวง รัชกาลที่ 9
 
กล้องพร้อม ไฟพร้อม นักแสดงพร้อม แอ๊คชั่น!
 
GM Live : ที่มาที่ไปในการที่ได้มาเล่นภาพยนตร์ ฮ่องกง-จีน เรื่องล่าสุดอย่าง Paradox
จา พนม : ความเป็นมาของภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องก่อนอย่าง SPL คือจุดกำเนิดจุดเริ่มต้นแล้วก็ได้รู้จักกับโปรดิวเซอร์ บริษัทซันเอนเตอร์เทนเมนท์ แล้วก็ผู้กำกับ วิลสัน ยิป ที่ตอนนั้นเป็นโปรดิวเซอร์ เขาตามหาผมประมาณ 3 -4 ปี เหมือนกับว่า ก่อนหน้านี้ จังหวะเวลาไม่ได้ แต่คาแรคเตอร์นี้ เหมือนรอเราอยู่ เราก็เลยบอกว่าถ้ามีโอกาสต้องมีทำงานร่วมกันนะ พอหนัง SPL เกิดขึ้นปั๊บคาแรคเตอร์ต่อไป เรามีโอกาสได้เล่นก็คือคาแรคเตอร์ตำรวจ เขาบอกอยากให้โทนี่รับเล่น ก็เลยส่งบทมาก็มีโอกาสได้คุยกัน ผมก็เห็นว่าเป็นบทที่น่าสนใจ เพราะว่ามันต่อยอดจาก SPL ที่แปลภาษาจีนได้ว่า “โชคชะตา” หมายถึง ต่อสู้-ฟัดกับโชคชะตา ต่อมาเขาก็ใช้คำว่า Wolf ผมก็ถามเขาว่าทำไมถึงใช้คำนี้ เขาบอกว่าเหมือนกับดาวหมาป่า มันเป็นกลุ่มดาวกลุ่มดาวหนึ่ง ที่เขาบอกถ้าไปดูกลุ่มดาว wolf มันอาจจะเป็นกลุ่มดาวที่เกิดขึ้นจากโชคชะตา ทำให้ได้มาเจอกันเป็นรูปร่างนั้น ด้วยความคิดนี้จึงเกิดหนังเรื่องนี้ขึ้นมา Paradox คือโชคชะตา คาแรคเตอร์นี้เลยได้มาเกิด เกิดใหม่อีกที ก็เป็นคาแรคเตอร์ตำรวจที่ผมได้เล่นในหนังเรื่องนี้
 
GM Live : เราได้เล่นหนังกับนักแสดงในดวงใจเราอย่าง หงจินเป่าด้วย
จา พนม : ผมได้มีโอกาสทำงานกับเขาครั้งแรก ตั้งแต่อายุ 15-16 ปี ตอนนั้นผมเป็นสตันต์แมน โฆษณาของเขาอยากได้ตัวสตันต์ ที่เล่นกับช้างได้ เราก็ไปคัดจนได้เล่น เราก็ต้องใส่ฟองน้ำให้มันตัวใหญ่ แล้วก็ตีลังกาให้เขาดู เพราะเขาเห็นว่าตีลังกาได้ เขาเลยเอาเราเลย เพราะเราตัวเล็กนิดเดียวแต่เราใส่ฟองน้ำนุ่นนี่นั่นให้ดูให้เหมือนของจริง ใส่หมวก ซึ่งงานชิ้นนั้นเป็นโฆษณายาบำรุงกำลังอะไรสักอย่าง แล้วมีซีนต้องต่อสู้กับช้าง ช้างก็พาฟัดพาเหวี่ยง 
 
จากนนั้นก็เป็นความฝันว่าสักวันหนึ่งขอให้ได้ทำงานกับหงจินเป่า เป็นความฝัน เป็นความตั้งใจ เคยขอถ่ายรูปไว้ จนมาถึงวันนี้ก็มีโอกาสเลยได้บอกกับโปรดิวเซอร์ว่าได้ทำงานร่วมกันแล้ว ยูทำความฝันเราเป็นจริง เราขอบคุณผู้จัดการแล้วขอบคุณทุกคนได้ทำงาน เราก็เข้าคารวะหงจินเป่าแบบจีน บอกว่าผมขอเป็นศิษย์ด้วยช่วยถ่ายทอดให้ผมด้วย เขาก็บอกว่าผมติดตามงานคุณตั้งแต่องค์บาก แกน่ารักมากเลย ชวนไปกินข้าวกัน จิบน้ำชากินโน่นกินนี่ เราก็เรียนรู้ภาษา สอนเขาสวัสดี ไปโรงแรม/กินข้าว/อาบน้ำ พูดภาษาไทยภาษาเขาแลกเปลี่ยนกันมา 
 
GM Live : แกเคยมาไทยบ่อย
จา พนม : มาไทยบ่อยครับ มาถ่ายหนังในไทย แล้วก็มาพักผ่อน 
 
GM Live : หงจินเป่ายังบู๊กับเราไหวไหม
จา พนม : แกอายุเยอะแล้ว คิวบู๊ สภาพร่างกายก็เปลี่ยนไป แต่ว่าความเก๋ามันคือดูทุกอย่างการเดินจากจังหวะ ทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ในคำสั่งทำตามนี้ แกจะออกคำสั่งหมดเลยแม้กระทั่งมุมกล้อง การจัดวางต่างแกสอนเด็กด้วย ให้ทำหน้าที่ ให้รู้จักว่า การเป็นสตันตืทำยังไงการเซฟตี้ ต้องระวังหลุดไม่ได้
 
ช่วงหนึ่งที่ผมถ่ายหนังเรื่อง Paradox มีตอนหนึ่งผมต้องไล่ล่าตัวร้ายเขาถามผมคุณกระโดดสูงได้เท่าไหร่ ผมเห็นคุณเคยกระโดดในหนังได้สูงมาก ที่จริงคุณกระโดดได้เท่าไหร่ ผมบอกว่าเดี๋ยวผมจะทำให้ดู ผมก็เอาท่ามวยไทยเล่นเตะต่อยเล่นอะไรพวกนี้ แล้วต้องถ่ายฉากจริงผมต้องวิ่งขึ้นไปชั้น 5 แล้วกระโดดข้ามบันได มีมุมกล้อง ที่เขาตั้งกล้องอยู่ เเล้วผมกระโดดเลยกล้อง หัวผมไปชนกับคาน วูบเลย  พอป๊าป ตกลงมา เอามือกุมหัว แตกไหมวะ?  สักพักหนึ่งก้มมา  มีคนเข้ามามุงเต็มไปหมดเลย โทนี่ เป็นไงมั่ง  เลือดผมตกลงพื้นเลย หัวแตก ทุกคนเฮ้ย! ตกใจ เขาก็บอกผมว่า hospital เขาเจอเหตุการณ์อย่างนี้ที่บ่อย 
 
จากนั้นผมไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าหมอเย็บ 17 เข็ม เขาก็เป็นห่วง ถามว่าโทนีเป็นไงบ้าง ผมก็กลับมาถ่ายต่อ กลับมากองถ่าย บอกว่ายูพักเถอะ พักวันเดียว เขาเป็นห่วงเรา
 
GM Live : เฉินหลงเคยเล่นหนังแล้วตกเขากระดูกหัก คุณเคยบาดเจ็บหนักที่สุดอย่างไรบ้าง
จา พนม : ตั้งแต่เล่นหนังบู๊มา 10 กว่าปี บาดเจ็บหนักสุดนี่คือ มีเรื่องต้มยำกุ้ง ที่ต้องกระโดดข้ามมอเตอร์ไซค์แต่มอไซด์ชนขา เพราะว่าตัวสตันต์แมน บิดมอไซค์ แต่มอไซค์พุ่งใส่ ก็โดนขาเรา ขาเคล็ดไป 2-3 อาทิตย์ อันนี้ขั้นหนักสุด แล้วเรามีหนังอีก 1เรื่อง ตอนนั้นยังเป็นสตันต์แมน ผมหมุนเกลียวลง ก็เจ็บ แล้วมีฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม มีระเบิดลูกหนึ่งเผาหลังไหม้หลัง แล้วก็ตกลงพื้น เข่าโดนพื้น บาดเจ็บอยู่ 
 
GM Live : เรียกว่าบาดแผลทั่วตัว
จา พนม : บาดแผลอยู่ในตัว ตอนนี้ ถ้าถอดเสื้อมาก็เห็น
 
GM Live : กลับมาที่ภาพยนตร์ Paradox กับกองถ่ายและนักแสดงนำอย่าง กู่เทียนเล่อ เป็นอย่างไรบ้าง?
จา พนม : ส่วนความร่วมมือกันก็ได้คุยกันแนวทางไอเดียในเนื้อหาหนัง เขาก็ถามเราว่าวัฒนธรรมไทยเวลาเขาเป็นห่วงเพื่อนเขาจะแสดงออกกันยังไง? เขาจะให้อะไรกัน เขาจะบอกยังไง ถ้าเกิดรู้ว่าเพื่อนจะไปข้างหน้ามันอันตราย จะบอกยังไงบอกกับเพื่อน ผมก็นำเสนอไอเดียวัฒนธรรมไทยเป็นเพื่อนกันนะให้พระในหนังเลย มีการให้ตะกรุด ให้พระแก่เพื่อนเป็นที่สุดให้เพื่อนดูแลรักษาตัวเป็นห่วงเพื่อน 
 
จริง ๆ ก็คล้าย ๆ กับทางกู่เทียนเล่อ กู่เทียนเล่อห้อยเสด็จพ่อ ร.5 ที่เรานับถือ แทนสัญลักษณ์ถึงความโชคดี เขาบอกว่าใส่แล้ว lucky เขามาที่เมืองไทยมีเพื่อนให้เขาเป็นสัญลักษณ์เหมือนกันกับที่วัฒนธรรมฮ่องกงก็ให้ของเหมือนกัน
 
GM Live : เราทำความเข้าใจวัฒนธรรมจีนอย่างไรบ้าง
จา พนม : ตอนผมไปเมืองจีนก็บอกว่าไทยกับจีนเป็นพี่น้องกันเป็นเพื่อนกัน คนที่สร้างหนังก็พามานั่งโต๊ะกินข้าวทำความรู้จักไทยจีนเป็นพี่น้องกัน ยกแก้วแล้วกินหมดแก้วเลย ซึ่งผมก็พอพูดจีนได้(จา ลองพูดภาษาจีนให้ฟัง) อย่างการใช้คำทักทายทั่วไป เราก็ทักทายพูดคุยกันเราจะไปห้องน้ำเราจะไปกินข้าว ผมแนะนำตัวว่าคือ โทนี่ จามาจากประเทศไทย การเรียนรู้ภาษาเวลาไปทุกที่ก็จะแทรกซึม คำพูดต่างๆ เช่นไม่เป็นไร ยินดี ไม่มีปัญหา
 
 
GM Live : ทราบว่า Paradox ถ่ายทำที่ไทย ที่ไหนบ้าง
จา พนม : สำหรับหนังเรื่องนี้โลเคชั่นถ่ายที่ไทย ถ่ายที่มีนบุรี / ตึกดาดฟ้าแถวรามอินทรา ภายในตึกเป็นตลาดสุทธิสาร ส่วนสถานที่ท่องเที่ยว ที่ถ่ายทำก็มีที่รังสิตเป็นพระพุทธรูปเป็นวัด ตามบทของหนัง
 
GM Live : มีคนไทยคนไหนร่วมแสดงด้วย
จา พนม : หนังเรื่องนี้มีคนไทยร่วมแสดงด้วย คือคุณปู วิทยา และนุ่น ศิรพันธ์  เราชอบคุณปู วิทยาเขามีโอกาสได้ดูหนังเข้า ทุกเรื่อง ในที่สุดโชคชะตาฟ้าประทานให้เรามาเจอกัน อะไรก็ขวางแล้วไม่อยู่แล้วก็ได้เจอกัน 
 
GM Live : ความน่าดูของ Paradox
จา พนม : หนังเรื่องนี้ต้องดูตั้งแต่เริ่มต้นเลย คุณจะอินเข้าไปบทของภาพยนตร์ ใส่ใจในภาพยนตร์ คุณต้องดูตั้งแต่นาทีแรกห้ามกระพริบตา ทุกตอนเพราะว่าตัวละครจะพาคุณไปเช่นตัวละครของกู่เทียนเล่อที่จะเดินทางมาจากประเทศจีน ที่มาตามหาลูกสาวด้วยหัวใจหัวอกของความเป็นพ่อที่เขาแสดงออกมาได้อย่างดีเยี่ยม คุณจะได้เห็นว่าคาแรคเตอร์นี้เป็นคาแรคเตอร์ที่และหล่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว มีสีสันและมีชีวิตเพราะทุกคนใส่จิตวิญญาณอย่างเต็มที่
 
GM Live : วัฒนธรรมการดูหนังที่จีนเป็นอย่างไรบ้าง
จา พนม : ผมมีโอกาสได้ไป โปรโมตที่จีนแผ่นดินใหญ่ 1 อาทิตย์ feedback ดีมาก คนบอกว่าหนังสุดยอดมากร้องไห้ คิวบู๊สนุกมากอยากให้ทำหนังต่อมาอีกเรื่อยๆ เมื่อไหร่จะทำภาคต่อออกมามีคนเข้ามาถาม วัฒนธรรมการดูหนังของเขา แฟนๆเขาแสดงออก ให้ข้อคิดแฟนคลับก็เป็นแฟนคลับจริงๆ ให้กำลังใจ เอาดอกไม้มาให้ ช่วยแชร์นะ เป็นกำลังใจให้นะ สู้สู้สู้ เพราะเขาอินกับคาแรคเตอร์ มีคนติดตามตั้งแต่ต้มยำกุ้งและองค์บาก จนตอนนี้โตแล้ว บอกว่าติดตามหนังคุณมาอยู่ตลอด ๆ อย่าลืมทำหนังเยอะ ๆ นะเรารอดูอยู่ ซึ่งที่จีนมีฉายหลายร้อยโรงเลย
 
GM Live : คุณเคยทำงานกับทั้งไทย ฮอลลีวูด และจีน แต่ละที่มีระบบการทำงานต่างกันยังไง
จา พนม : ความแตกต่างของคนทำหนังฮอลลีวูด ของจีน และของไทย เป็นวัฒนธรรมการทำงาน อุตสาหกรรมการทำหนังของเขา จะแข็งแรง มีรากฐานที่มั่นคง ชีวิตเขาคือการทำหนัง มีสตูดิโอเกิดขึ้นมากมาย เหมือนผลิตสินค้าออกนอกประเทศ เป็นมาตรฐานเทคโนโลยีในการคิด เกิดการแข่งขันกันมากมายแล้วก็เงินทุน project มันใหญ่ สตูดิโอ สามารถรองรับได้ วัฒนธรรมการถ่ายหนังเป็นสเกลที่ใหญ่มาก การจัดการเป็นระบบ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นระบบหมดเลย มีคนเป็นพันๆ ตำแหน่งหน้าที่มากมาย ไม่น่าแปลกใจที่ end credit มีชื่อบุคคล ยาวเหยียด กว่าจะจบก็นั่งจนหาว นั่นแหละครับเขาเรียกอุตสาหกรรม
 
พอมาวัฒนธรรม จีนฮ่องกง จะใกล้ ๆ บ้านเรา เขาก็มาตั้งแต่แรกแล้ว จีนเขาก็พัฒนา มีความเจริญเติบโต ก็ยังผลิตหนังออกมาเรื่อยๆ ผลิตซีรีส์ ต่อ ๆ กันมา รอบการทำหนัง เค้าคิดวางแผนล่วงหน้า ทำให้มีความรวดเร็ว  เช่นวางคิวดาราเป็นปี การทำงานของฝั่งจีน ฮ่องกง เขาเป็นสเต็ป เพราะว่าต้องผลิตออกผลิตอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราช้ามันจะหยุด คิวไม่ได้เขียนบทใหม่ มันช้า พอเสร็จ project นี้ วางอันใหม่ต่อแล้ว เสียบต่อมีต่อเนื่อง เขามีที่ปล่อย มีการผลิตออกมาจีนโดยมีความรวดเร็วมาก แล้วเขาก็สร้างคน สร้างงานให้เกิดขึ้นที่สำคัญ ต่อเนื่อง มีเยาวชนมาเรียนรู้มารองรับ พัฒนากันต่อ อย่างหงจินเป่าก็เอาเด็กมาฝึกฝน
 
GM Live : กลับมาที่บ้านเรา ทำไมผ่านมาหลายปี บ้านเราไม่มีจา พนม 2 ออกมา
จา พนม : อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จริง ๆ ผมว่าคนมีความสามารถเยอะ แต่ไม่มีเวทีที่รองรับ เพียงแต่ว่า มันไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว ต้องเกิดจากส่วนรวม ต้องมีคนคอยสนับสนุน คนสร้างคนผลิตต้องช่วยกันผลักดัน คิดจะทำ production ไทยหรือไม่ ผมชอบหนังไทยนะ แต่ผมมองแล้วถ้าเป็นหนังไทยที่ทำแล้วเชื่อมโยงความเป็นอินเตอร์ดีไหม มันต้องคิดเผื่อ ถ้าคิดอยู่แต่ในตลาดไทย มันก็จะตันอยู่ในตลาดไทย แต่ถ้าคุณเปิดออกไปเปิดโลกทัศน์ ลองไปมองตลาดจีน มันใหญ่มากนะ ผมว่ามองในจุดนั้นมองยาวๆ มองแล้วเชื่อมโยงกับต่างประเทศ
 
GM Live : วงการบู๊ทางฝั่งอาเซียน น่าจับตาขนาดไหน
จา พนม : เขาโตมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังกัมพูชา เพราะว่าอิทธิพลของหนังบู๊หนังแอ๊คชั่นมันสื่อกันได้ทั่วโลก คนลงคลิปอะไรพวกนี้ ดูใน youtube มันมีอะไรพวกนี้หมดเลย กดให้ดูดูหมดเลย เพราะฉะนั้นอินโดฯ ก็มา อะไรมาหมดเลย แล้วอย่างฝั่งเอเชีย เกาหลีก็ผลักดันเป็นอุตสาหกรรม ส่งดารา ผลิตหนังส่งไปต่างประเทศ เขาไปศึกษาฮอลลีวูด เอาสไตล์มาพัฒนาที่บ้านเขา จนเกิดกลายเป็นอุตสาหกรรมค่านิยมการดูหนัง อย่าง Box office ลงสังเกต อันดับ 1,2,3,4 เป็นหนังเกาหลี หนังต่างประเทศ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกัน พอได้ความรู้มาก็มาช่วยพัฒนาบ้านเรามาสร้างงานให้มันเกิดขึ้น
 
GM Live : จุดสูงสุดของชีวิตคืออะไร
จา พนม : ชีวิตผมเรียกได้ว่ามันเกินฝันแล้ว เราฝันตั้งแต่เด็ก อยากเป็นนักแสดงแอคชั่นตอนแรกวิ่งไล่ตามความฝัน เป็นสตันต์แมน เป็นเด็กเสิร์ฟน้ำ ดูดอลลี่ จับรีเฟล็กต์ จนกระทั่ง ได้มีโอกาสได้เรียนรู้ ได้ไปแสดง ได้ไปยืนอ้าแขน ได้ไปสวัสดีที่พรมแดง มีโปสเตอร์หนังอยู่ต่างประเทศ มันคือจุดสุดยอดมันคือความภาคภูมิใจ เป็นคนไทย ที่สามารถไปยืนหยัดได้ในตรงนั้น ได้ปักธงไทยในฮอลลีวู้ด
 
GM Live : ไปไกลขนาดนั้น จะกลับมาทำหนังไทยไหม
จา พนม : ต้องดู ต่อไปว่าขั้นตอนจะเป็นยังไง ผมรักที่จะทำความเป็นไทย ถ้าเกิดไอเดียที่ตรงกับเรา แล้วก็มาแชร์ไอเดียซึ่งกันและกัน บวกกับเทคนิคจากต่างประเทศ บวกเทคนิคของเราบ้างเชื่อมโยงกัน ผมว่ามันสามารถไปได้ไม่ใช่แค่เฉพาะผม เราสามารถ ดารา เยาวชนคนอื่นที่สามารถ ไปได้ เปิดประตูได้ เราจะสร้างคนขึ้นมาผลักดันคนบุคลากร เทคโนโลยี ซีจีเครื่องไม้เครื่องมือ ถ่ายภาพ ของเรามีหมด
 
GM Live : ทราบมาว่า คุณรู้จักกับแจ็ค หม่า
จา พนม : ครับ ผมเคยให้พระเครื่องกับแจ๊ค หม่า เป็นหลวงพ่อท่านเจ้าคุณ มงคลวโรปการ พระสมเด็จวัดชินวราราม แจ๊ค หม่าบอกขอบคุณมาก พูดบอกว่าดีมาก ขอบคุณๆ เขาก็เซ็นหนังสือให้ผม บอกว่านี่เป็นหนังสือชีวประวัติของเขา แล้วบอกกับเราว่า Life is short ชีวิตสั้น ทำชีวิตให้มีคุณค่า สร้างคุณค่า ทำประโยชน์อะไรให้กับสังคม เขาก็มีมูลนิธิด้วย
 
GM Live : คุยอะไรบนโต๊ะทานข้าวกับแจ็ค หม่า
จา พนม : เราขอบคุณ เขาบอกว่า Welcome to my family และ You’re my friend always  ผมไปนั่งคุกเข่าไหว้วัฒนธรรมไทย ไหว้ผู้ใหญ่ เขาก็มากอดผม บอกว่า You’re my friend. You’re my brother ถือว่าเป็นเพื่อน แล้วเป็นไอดอลเรา เราเอารูป King ในหลวงให้แจ็ค หม่าดู เขาบอกว่า King เราสุดยอด เขา respect ท่าน ผมเองก็เดินตามแบบพ่อหลวงเหมือนกัน ถ้าเขามาเมืองไทย เขาบอกว่า จะมาหาผมและหลวงพ่อผมครับ 
 
GM Live : จะบู๊ไปอีกนานเท่าไหร่ อายุ 41 แล้ว 
จา พนม : ผมตามอย่างเฉินหลง ดูเฉินหลงถ้าคนไม่รักจริง ไม่ทำถึงขนาดนี้  แล้วเขาชอบเขารัก ถึงได้ทำถึงขนาดนี้ ก็ชอบก็ทำไปเรื่อยๆ มีความสุขกับการได้ทำ อะไรที่เราอยากถ่ายทอดอยากนำเสนอ ใช้ชีวิตให้มีคุณค่า สร้างผลงานแฟน ๆ รออยู่ไม่ใช่แค่ไทย เราก็อยากทำอะไรที่เป็นไทยให้เขา ให้เขารู้ว่ารากเราเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่เป็นพลังให้เรา เราถึงได้ยืนหยัดต่อไป
 
ภาพ : แฟนเพจ Tony Ja Official
 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน