เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
 
 
คำว่า “ลูกเสี่ยเจียง” คงกลายเป็นยี่ห้อที่แปะหลังของเกรซ-นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ ไปอีกยาวนานกับการผลิตซ้ำภาพจำของสื่อที่พยายามบอกว่าเขาคือลูกเจ้าของค่ายหนังที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ชื่อเกรซ ของเขา มาจากคำว่า Grace ที่แปลว่าสง่างาม ป๊ากับม้าตั้งมาจากชื่อเจ้าหญิงเกรซผู้งดงามแห่งโมนาโก
 
สถานะนี้มาพร้อมกับภาพของดาราเด็กที่เคยแสดงภาพยนตร์ออกมามากมาย อย่างเช่น เอ๋อเหรอ (2548) ข้าวเหนียวหมูปิ้ง (2549), สลัดตาเดียวกับเด็ก 200 ตา (2551), ส้มตำ (2551) และ 5 หัวใจฮีโร่ (2552) ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง “เอ๋อเหรอ” ผลักดันให้เขาได้รับรางวัลดาราแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีสุพรรรณหงส์ท่ามกลางเสียงดราม่าหลังเวทีประกาศรางวัล
 
นั่นคือสิ่งที่เกรซ “เป็น” มาตั้งแต่อดีต ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความเป็นเขาในปัจจุบัน นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงให้มีความงดงามอีกรูปแบบหนึ่งได้ นั่นคือ ความงามแบบ Transgender(ข้ามเพศ) ที่เกรซได้ดีลกับภาพของสังคมที่มองมา-จากสังคมอนุรักษ์นิยมที่มองว่าความสัมพันธ์กระแสหลักว่าเพศสภาพชาย-หญิง นั้นแบ่งชัดเจน กลายเป็นสังคมรอบข้างที่ยอมรับความเป็น Transgender ของเธอในทุกวันนี้
 
เราได้เห็นข่าวเกรซรับปริญญาโดยสามารถแต่งชุดข้ามเพศได้ โดยที่เขาได้ขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผ่านอินสตราแกรม โดยประโยคที่เขาโพสต์ลงไปแสดงให้เห็นถึงทัศนติที่ดีที่เกรซพยายามนำเสนอความเป็นตัวเองตัวสังคม
 
“ทุกคนควรมีโอกาสและมีอิสระในการใช้ชีวิต และ อย่าให้คำว่าเพศ มาเป็นประเด็นเหนือชีวิต อย่าให้มันมาเป็นการปิดกั้นโอกาส มาแบ่งแยก หรือ ทำให้เราทำอะไรไม่เต็มที่ เพราะเราเป็น มนุษย์ เหมือนกันทุกคน”
 
มากกว่ากว่านั้น...ธีสิสที่เกรซทำขึ้นเพื่อจบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรม จุฬาฯ นั้นก็ยังจับเรื่อง Transgender ได้อย่างน่าสนใจ กับการนำเทคโนโลยี VR มาทำการจำลองเพศสภาพของคน Transgender ให้เห็นภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังที่ทำการผ่าตัดข้ามเพศ ซึ่งเขาก็หวังว่าในอนาคต โปรเจกต์นี้จะได้รับการต่อยอดเพื่อผลทางการแพทย์
 
บทสนทนาของเขากับ GM Live ในวันนี้ จึงเต็มไปด้วยพลังของคนหนุ่มสาว อนาคต มุมมองทางเพศ(วุ่นน่าดูกับการเข้าห้องน้ำชาย-หญิง) 
 
และแอบนินทาเสี่ยเจียงกันเบา ๆ...
 
 
GM Live : ตอนนี้เกรซดูแลกิจการอะไรของที่บ้านอยู่หรือเปล่า
เกรซ : คือเกรซเพิ่งเรียนจบ ยังไม่ได้ทำอะไร แล้วพ่อก็ถามว่าสนใจจะไปเรียนต่อไหม ถ้าไปเรียนต่อก็กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะไปเรียนอะไร ที่เล็งไว้ก็พวกเรียนเรื่องการทำหนัง กับการเรียนต่อในสายโมชั่นกราฟิคเพราะเกรซเรียนดีไซน์มา ตอนนี้ยังลังเลแต่ก็ชอบทั้งสองทางนั่นแหละ

 
GM Live : ธุรกิจหลักที่บ้านเราคือการทำหนัง แต่การที่เรามาเลือกเรียนสถาปัตย์ฯ มันตรงสายงานไหม
เกรซ : ภาคที่เรียนคือออกแบบนิเทศศิลป์ก็จะไม่ได้เน้นหนักไปทางสถาปัตย์มาก จะเป็นโพสเซสภาพรวมเรื่องการออกแบบทั้งหมด ก็คือก็จะทำได้ทุกอย่างคือเราเรียนเกี่ยวกับการออกแบบก็เอาไปประยุกต์ได้กับทุกสาย ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับธุรกิจที่บ้าน เพราะวิธีคิดมันเอาไปเชื่อมโยงกับการทำหนังได้เหมือนกัน คือถ้าเรามองไว้ว่าเป็นอาชีพก็ได้สายโปรดิวเซอร์ สายอาร์ทไดเร็กเตอร์ หรือวิชั่นของภาพทางงานศิลป์ทั้งหมดเราก็ดูแลในส่วนนี้ได้ หรีอถ้ามองให้เห็นเป็นชิ้นงานก็พวกโปสเตอร์ งานพรีโปรดักชัน พวกโพสเซสนี้เราเข้าใจงานทำได้ในทุกรูปแบบ

 
GM Live : ถ้ามาทำงานที่บ้านก็จะมาทำงานโปรดักชันไม่เหมือนพี่ ๆ ที่ทำงานในสายบริหารกันทั้งหมด งั้นก็แสดงว่ามีความคิดในเรื่องการทำหนังอยู่บ้างแล้ว
เกรซ : เกรซยังมองว่าเป็นภาพที่ไกล ไกลมาก ๆ อยู่ ประสบการณ์ในการทำหนังเราก็ไม่ได้เยอะมาก เลยอยากศึกษาเข้าใจมันก่อน พวกหนังสั้นก็ยังไม่ได้เคยทำ ที่ได้ทำแค่พวกวิดีโอไวรัลบ้าง เกรซยังไม่ได้มองว่าต้องเป็นผู้กำกับแต่อยากทำเฉพาะส่วนให้ดีไปเลย ส่วนทางคุณพ่อก็อยากให้ไปสมัครงานที่อื่นก่อน หรือลองไปทำงานกับพี่ชายที่แยกออกไปทำหนังเพื่อเก็บประสบการณ์ดูก่อน

 
GM Live : คุณพ่อสอนอย่างไรในเรื่องมุมมองชีวิตการหาประสบการณ์การทำงาน
เกรซ : คือคุณพ่อจะย้ำตลอดว่า กว่าคุณพ่อจะมาถึงจุดนี้ได้ตอนแรกต้องผ่านความลำบากมากมาย เริ่มจากเด็กหิ้วฟิล์ม เขาเลยบอกว่าเงินมันไม่ได้หาง่าย ๆ เราต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน เลยอยากให้ลองไปทำอะไรที่เราชอบก่อนว่าชอบอะไรแล้วค่อยเอากลับมาประยุกต์ใช้กับที่บ้าน ถ้าไม่ใช่บริษัทของพี่ในใจมีอยู่หลายบริษัทที่แอบ ๆ คิดไว้อย่าง Grammy, GDH ต้องลองไปสมัครงานดูก่อน

 
GM Live : เกรซเคยรู้สึกกดดันไหมว่าไปทำงานที่ไหนก็มีแต่คนรู้จัก
เกรซ : จริง ๆ คนจำเกรซเวลาไปทำงานไม่ค่อยได้นะ ช่วงไปฝึกงานก็เรียกสัมภาษณ์ปกติ ที่บ้านก็ไม่ค่อยห่วงอะไร แทบไม่ถามเลยว่าทำงานอะไร ฝึกงานที่ไหน ปล่อยฟรีตลอด ถามแค่คำถามประจำกับพวกกินข้าวยังมากกว่า ตอนเราสอบเขาก็ไม่ได้มายุ่งมาเลือกคณะให้เรา ตอนฝึกงานก็ได้ไปที่ Duckstrore เป็นบริษัทออกแบบ รับทำแบรนดิ้ง ตอนสมัครไปก็สมัครเหมือนคนอื่นทั่วไปนี่แหละ 
 
GM Live : การที่เกรซเป็นลูกสาวคนเล็ก คุณพ่อมีการสปอยล์บ้างไหม
เกรซ : ตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยได้อยู่กับคุณพ่อ เพราะเราเรียนแถวรามคำแหงค่อนข้างไกลก็มาพักอยู่กับคุณป้า แต่คุณพ่อก็มากินข้าวด้วยทุกอาทิตย์ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้อยู่กับคุณพ่อเพราะคุณพ่อทำงานเยอะมาก ตอนย้ายมาอยู่มหาวิทยาลัยก็มาอยู่กับคุณพ่อ เขาก็จะถามว่าตลอดว่ากลับบ้านยัง ตอนปีหนึ่งช่วงที่ทำงานโปรเจกต์มีบางทีเขายังไม่ค่อยเข้าใจก็ขับรถมานั่งรอที่มหาลัยตอนตีหนึ่งตีสองก็มีนะ เพื่อนก็งงว่าคุณพ่อมาได้ไง ช่วงที่คุณพ่อเป็นห่วงเป็นกังวล พวกศิษย์เก่าสถาปัตย์ที่รู้จักก็ช่วยคุยกับคุณพ่อว่าเรียนสถาปัตย์ก็ทำงานเยอะแบบนี้แหละ(หัวเราะ) สุดท้ายเขาก็เข้าใจ 
 
GM Live : สิ่งที่คุณพ่อสอนในตอนเด็กมีอะไรที่เราเอาไปใช้ได้บ้าง
เกรซ : เขาไม่ค่อยสอนแบบชัดเจน แต่จะสอนแบบไม่สอน อย่างเช่น สมัยคุณพ่อยังไม่มีตังค์ คุณพ่อรัดยางเงินสิบบาทไว้กับกระเป๋าเพราะกลัวเงินหาย ส่วนเราแทบจะไม่เห็นความสำคัญของเหรียญสิบเลย แล้วเขายังทำให้เรารู้ว่าเขารักการทำหนังรักการค้าขายเป็นอย่างมาก ช่วยสอนให้เรารู้สึกว่าเราต้องให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำมากกว่าคนอื่น มันต้องมี Passion ด้วย ไม่ใช่ว่าเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราไม่ต้องทำอะไรเลย มันไม่ใช่แบบนั้น 
 
 GM Live : เราเคยขบถกับคุณพ่อไหม
เกรซ : ก็มีนิดนึงตอนช่วงเขามหาวิทยาลัย คือช่วงที่ทำงานดึกคุณพ่อไม่โอเคเลยกับการที่เราไม่กลับบ้านตอนแรก ๆ เราก็พยายามอธิบาย แต่คุณพ่อก็บอกว่ารู้อย่างนี้ไม่ให้เรียนที่นี่ดีกว่า เราก็บอกว่าจริง ๆ แล้วมันผิดที่เราทำงานช้าหรือเราทำงานไม่ทันเวลาทำให้ต้องอยู่ดึกไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้เกี่ยวกับทางอาจารย์หรือว่ามหาวิทยาลัย หลัง ๆ เกรซเลยบอกว่าเกรซทำงานดึกก็เหมือนตอนที่คุณพ่ออยู่ทำงานดึก ๆ เกรซเป็นลูกป๊าก็เรียนดึกไม่แตกต่างกัน พอปรับความเข้าใจเขาก็เริ่มเห็นเริ่มเข้าใจการเรียนก็เรามากขึ้น มุมมองก็เปลี่ยนไปดีขึ้นแล้วก็ไม่ว่าอะไรอีก
 
GM Live : ตอนที่ทำโปรเจกต์หนัก ๆ ต้องค้างที่มหาวิทยาลัยเลยหรือเปล่า
เกรซ : ถ้าอยู่มหาวิทยาลัยก็คือไม่ได้นอน ทำงานจนถึงเช้า เป็นงานกลุ่มงานทำมืออยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ทำงานด้วยกัน ตอนหลังก็จะเริ่มมานอนดึกแล้วแต่มานอนดึกที่บ้านแทน หลัง ๆ คุณพ่อก็แก้ปัญหาด้วยการให้เอาเพื่อนมาทำงานที่บ้าน(หัวเราะ) อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าตอนนี้เราอยู่ที่บ้านแล้วกำลังทำอะไรอยู่ 
 
GM Live : เราได้อะไรจากการเรียนสถาปัตย์
เกรซ : สิ่งที่ได้จากการเรียนหนักทำให้เรามองโลกไปอีกอย่างหนึ่งคือ การออกแบบทุกอย่างมันต้องมาด้วยเหตุและผลอยู่ตลอด พอเราเริ่มเรียนเราก็จะถูกสอนเรื่องความมีเหตุมีผลทำให้เราเริ่มเข้าใจ พอเราเอามุมมองนี้ไปใช้มองสิ่งอื่นเราก็จะเข้าใจเหตุผลที่สิ่งนั้นต้องเป็นแบบนี้สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนั้นก็เพราะอะไร กระบวนการความคิดของเราจะเริ่มแข็งแรงมีเหตุมีผลมากขึ้นเวลาจะทำอะไร ในการออกแบบก็จะชัดเจนขึ้น สี่ปีที่เรียนมาที่ได้แน่ ๆ เลยคือ วิชั่นมุมมอง และกระบวนการคิด 
 
GM Live : รุ่นพี่คนไหนเป็นไอดอลเรา
เกรซ : รุ่นพี่สถาปัตย์ที่เป็นไอดอลเราเลยก็อย่างคุณปัญญา นิรันดร์กุล เจ้าของบริษัท เวิร์คพอยท์ ที่เราชอบเพราะตั้งแต่ที่เห็นมาตอนเด็ก ๆ เขาจะให้ความสำคัญกับโปรดักชันมาก อย่างรายการชิงร้อยชิงล้าน มีเวทีเป็นหัวสิงโต เป็นอะไรหลายอย่างที่อลังการมาก ซึ่งมีจุดโพกัสทำให้รายการมีคาแรคเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้รายการมีความชัดเจนมาก การทำอะไรแล้วทำให้สุด ๆ แบบนี้ทำให้เกรซชอบมาก ๆ ถ้าเป็นตลกก็ขำมาก ยิ่งรายการเหล่านี้ทำให้คนดูมีความสุขยิ่งทำให้เราชอบมากยิ่งขึ้นไปอีก 

 
GM Live : นอกจากเรื่องเรียนแล้วอยู่สถาปัตย์เรายังทำอะไรอีก
เกรซ : หลัก ๆ เลยก็คือกิจกรรมการรับน้อง ช่วงที่อยู่ ปีหนึ่งก็ไปรับน้อง ช่วงนั้นเกรซเพิ่งผ่าเข่าใส่เผือกเลยดีเด่น ๆ หน่อย ทุกปีก็มีรับน้องตลอด มีการทำละครบ้าง แต่เราทำในส่วนโปสเตอร์ละคร ทำเทรลเลอร์ตัวอย่าง 
 
GM Live : เด็ก ‘ถาปัด ต้องเล่นรักบี้ เราเล่นกับเขาไหม
เกรซ : แต่ไม่ได้เล่นรักบี้นะ เพราะเจ็บเข่าเลยนั่งดูอย่างเดียว ตอนปีหนึ่งทุกคนเลยจำเราได้เพราะเราเข้าเฝือกแล้วเด่นมาก

GM Live : เรามารู้ตัวว่าเราเป็นแบบที่เราเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนไหน
เกรซ : สำหรับเกรซนะมันไม่มีจุดชี้ชัดว่าเป็นตอนไหน ในความเข้าใจของเราที่เราจำได้ตอนเด็ก ๆ พ่อเคยพาไปฟังเพลงเอลวิส พาเราไปแต่งชุดยอดมนุษย์แบทแมน ไอ้มดแดง เราก็ชอบ พอโตขึ้นมาตอนเด็กผุ้หญิงก็ต้องไว้ผมยาว ช่วงหนึ่งเป็นภูมิแพ้ผมร่วงเลยต้องตัดผมสกินเฮด ก็ชอบมากเลยใส่กางเกงไปโรงเรียน อยู่กับเพื่อนผู้ชาย เตะบอล แต่เขายังไม่เข้าทีม เลยไปหาไปหาแม่ บอกขอซื้อลูกฟุตบอลเท่ ๆ แล้วเอาไปเล่นกับเพื่อนโดยขอเขาว่า เราให้เตะบอลเรา แต่มีข้อแม้ว่าขอเกรซเล่นด้วยได้ไหม เป็นผู้รักษาประตูก็ได้ หลังจากนั้นเราก็อยู่กับเพื่อนผู้ชายตลอด ใส่กางเกงไปโรงเรียนก็ได้โรงเรียนอนุญาต ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่จำเป็นกับการเป็นผู้หญิงมันไม่เข้ากับเรา แต่ไม่ใช่ว่าเราเกลียด หรือว่าเราทำไม่ได้นะ แต่เรารู้ว่าเราอยากเป็นแบบนี้มากกว่า พ่อกับแม่ ก็ไม่ได้ว่านะ กลับกันคุณพ่อชอบมากอีกที่แต่งตัวทหารไปเดินงานลอยกระทง ส่วนคุณแม่ก็โอเคเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก มีบ้างก็เพื่อนคุณแม่ที่ชอบซื้อตุ๊กตาบาร์บี้มาให้ เราก็บอกไปว่าไม่ชอบหลัง ๆ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว

 
GM Live : จากที่เราเคยแสดงเรื่องเอ๋อเหรอ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ตอนนี้ทุกคนสลัดภาพดาราเด็กน่ารัก ๆ แบบนั้นจากเกรซไปได้หรือยัง 
เกรซ : ทุกคนจะบอกว่า เสียดายที่เกรซไม่เป็นผู้หญิง จริง ๆ มันเกิดจากความคาดหวังของคนที่เกรซไม่สามารถให้ตรงนั้นได้ เลยเกิดความรู้สึกไม่ดี เกรซอยากบอกว่าอย่าเสียดายเลยที่เกรซไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เสียดายดีกว่าถ้าเกรซจะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เกรซเป็น คือคนเราจะมีความคิดอยากให้คนอื่นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่อยากให้คนอื่นผิดหวังกับสิ่งที่อยากให้เราเป็น แต่เราจะเสียดายมากกว่านี้ถ้าเราไปแคร์กับความหวังที่ขัดกับความต้องการที่แท้จริงของเรา เกรซเคยได้อ่านงานวิจัยว่าเด็กทรานส์เจนเดอร์ กว่าครึ่งหนึ่งเคยมีความคิดฆ่าตัวตาย สิ่งนี้มันเกิดขึ้นเพราะความคาดหวังของสังคม ความกดดันนี้มันมีส่วนมากจากคนรอบข้าง เราจัดการกับมันได้เพราะไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องนี้เท่าไหร่ ตอนเด็ก ๆ เคยมีปัญหากับการพูด “ค่ะ” ทุกคนก็จะถามตลอดว่าทำไมไม่พูด แต่เกรซคิดว่าการพูดแบบนี้มันจะกำหนดเราให้เราเป็นแบบนั้น แต่สำหรับการเล่นหนังก็อีกเรื่อง เราต้องพูดค่ะ ต้องใส่กระโปรง ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะเราได้รับโอกาสที่ดีแล้วต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด หลังจากนั้นค่อยกลับมาเป็นตัวเรา มาโฟกัสกับการเรียนมากขึ้น แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ทำให้คนรอบข้างยอมรับ ให้เข้าใจ มันอาจจะยากนะ อย่างเช่นการเข้าห้องน้ำชาย เพราะกลัวคนจะจำเราได้ ถ้าเรามัวแต่กังวลก็จะเครียด เราต้องทำไปเลยอย่าไปคิดมาก 
 
GM Live : ถามแบบนี้ได้ไหม ตอนนี้เข้าห้องน้ำหญิงหรือชาย
เกรซ : ตอนเด็ก ๆ เราเหมือนเด็กผู้ชายไปเข้าห้องน้ำหญิงพร้อมกับแม่ก็ยังไม่เป็นไร แต่โตขึ้นมาเราต้องเข้าห้องน้ำเอง เวลาไปเข้าห้องน้ำหญิงก็โดนมองแล้วไล่ให้ไปห้องน้ำชายประจำ เราจะอธิบายเขาก็จะงง ๆ เสียเวลา หลัง ๆ เราก็เดินเข้าห้องน้ำชายไปเลย จริง ๆ ถ้าเลือกได้อยากให้มีห้องน้ำที่ไม่ต้องกำหนดเพศก็ได้ ถ้ามีห้องน้ำทางเลือกในที่สาธารณะได้จะดี แต่จะดีมากกว่าถ้าเราแก้ที่ทัศนคติความคิดของคนในสังคม ให้เข้าใจให้ก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ให้ได้มากขึ้น อย่างเช่น ทรานส์เจนเดอร์ชายไปหญิง หรือที่เราชอบเรียกว่ากะเทย เวลาเข้าห้องน้ำผู้หญิงก็อึดอัดตลอดเวลาจากสายตาคำพูดต่าง ๆ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มอง ถ้าให้มาเข้าห้องน้ำผู้ชายก็ได้นะแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรอีกนั้นแหละ
 
GM Live : เราชื่อเกรซ ที่แปลว่าสวยงาม เราว่าชื่อเรามันย้อนแย้งกับความเป็นตัวเราไหม
เกรซ : เราว่าเรื่องชื่อเป็นสิ่งที่เรายอมรับมันอยู่กับมันได้ เป็นชื่อที่คุณแม่ตั้งชื่อเรา มาจากชื่อว่าเจ้าหญิงเกรซ(หัวเราะ) ซึ่งเอาจริงดูเป็นผู้หญิงยิ่งกว่าเกรซเฉย ๆ อีกนะ(หัวเราะ) แต่เราก็ไม่อะไรเรามองแค่ว่ามันพูดง่ายออกเสียงง่ายก็แค่นั้น ชื่อมันคือนิดนึงมันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า
 
GM Live : ตอนที่เรียนอยู่มุมมองของมหาวิทยาลัยกับทรานส์เจนเดอร์ เป็นอย่างไร 
เกรซ : เกรซต้องบอกก่อนเลยว่าเกรซโชคดีที่มีรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นทรานส์เจนเดอร์ ด้วย ก่อนหน้าเกรซรุ่นหนึ่งที่เขาขอกับทางจุฬาแต่งกายจากชายเป็นหญิง ซึ่งเขาอยู่ในกลุ่มนักกิจกรรมของทางจุฬาฯ ด้วย ทำให้มีสังคมของกลุ่มทรานส์เจนเดอร์ เกรซก็ไปปรึกษาเขาซึ่งเขาก็บอกว่าทำได้ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ว่า ทางอาจารย์กับเพื่อนก็สนับสนุน ตอนปีหนึ่งมารับน้องแรก ๆ ก็ไม่กล้าทำผิดกฎเลยใส่กระโปรงนิสิตหญิงมา เพื่อนก็ทักว่าทำไมไม่ใส่กางเกงมาไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย อาจารย์ก็ไม่ได้ว่าแต่เวลาขานชื่อว่านางสาวก็จะแปลกใจหน่อยว่าหัวชื่อผิดหรือเปล่า เราก็ชี้แจง เขาก็ขอโทษๆ แล้วบอกว่าเข้าใจ พอเรียนปีหลัง ๆ ยิ่งใส่กางเกงเพื่อนยิ่งสนับสนุนว่าเป็นแบบนี้เหมาะยิ่งกว่าอีก

 
GM Live : ขั้นตอนยื่นเรื่องนานไหม
เกรซ : ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน เราต้องทำเอกสารปรึกษากับที่คณะก่อนว่ามันจะต้องทำอย่างไร แล้วเราก็ยื่นเรื่องไปที่คณะบดีของจุฬาฯ ต่อโดยแนบเอกสารการไปหาจิตแพทย์สองคนจากโรงพยาบาลรัฐกับเอกชน ที่ยืนยันว่าเราปกติไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ ที่สำคัญคือย้ำว่าทรานส์เจนเดอร์เป็นโรคคือ Gender dysphoria คือเป็นอาการที่เรารู้สึกไม่ดี รู้สึกอึดอัดกับร่างกายที่เราเป็น ซึ่งถ้าเขายืนยันว่าเราเป็น Gender Dysphoria เราก็จะได้ใบรับรองมา แต่แพทย์เขาก็จะถามเรานะว่าถ้าไม่ได้ใส่ชุดผู้ชายจะเป็นอะไรไหม เราโอเคไหม ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ เกรซก็ตอบไปตรง ๆ ว่า ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็โลกมืดเลยไม่รู้ที่ทำไปทั้งหมดทำเพื่ออะไร เราไปต่อไม่ได้ถ้าเราไม่ได้เป็นตัวเอง ตอนหลังมารู้ว่านี้แหละคือคำถามที่ชี้ชัดว่าเราเป็น Gender dysphoria จริง ๆ พอแพทย์ยืนยันแล้ว เราก็เอาใบรับรองแพทย์ทั้งหมดนี้มาเสริมกับภาพถ่ายเรา ส่งให้ทางจุฬา แล้วเราก็รอผ่านเขาก็จะโทรให้ไปเอาเอกสารที่คณะ พอได้เอกสารนะเกรซไปฉลองกับเพื่อนเลย คนที่ไม่รู้จะคิดว่ามันต้องยื่นเรื่องพิเศษ แต่จริงมันไม่ใช่เลย เราทำตามระบบเพราะทางจุฬาเขาเคยทำเรื่องแบบนี้มาแล้ว

 
GM Live : แต่เอาจริง ๆ แล้ว มันไม่ควรมีขั้นตอนในการยื่นเรื่องกับการไม่ควรนิยามว่าทรานส์เจนเดอร์ ว่าเป็นอาการป่วยหรือเปล่า
เกรซ : สำหรับเกรซการนิยามว่าทรานส์เจนเดอร์ เป็นอาการป่วยทางจิตแบบหนึ่ง ในภาษาไทยถ้าพูดว่าป่วยทางจิต หรือเป็นโรคจิต ทำให้มันอาจฟังดูรุนแรง แต่ในภาษาอื่นมันก็เป็นโรคแบบหนึ่งที่ต้องการรักษาคือการแปลงเพศ ถ้าผู้ชายอย่างเป็นผู้หญิงก็ไปทำนมประมาณนี้ การนิยามว่าเป็นโรคก็เพื่อการเบิกค่ารักษาเบิกเงินประกันได้ แต่คนไทยยังติดภาพการผ่าตัเแปลงเพศทำหน้าอกเป็นเรื่องของการเสริมสวยมากกว่าการรักษาทำให้คนไม่เข้าใจ จริง ๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เคนเป็นหวัดแล้วไปกินยาให้หายเลย คือการรักษาอาการนี้ในความหมายนี้ ไม่ใช่ต้องการให้เรากลับสู่เพศชายหญิงที่เราไม่ได้เป็น แต่มันคือไปให้สุดเลย ให้สภาพทางเพศของเรา กับที่เราต้องการเป็นไปในทางเดียวกันเลยถึงจะถือว่าเป็นการรักษาหาย

ผลงานธีสิสของเกรซ นวรัตน์

GM Live : ธีสิสจบเราทำเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับทรานส์เจนเดอร์ 
เกรซ : เกรซทำธีสิสเป็นเรื่องคราวด์ฟันดิง จุดเริ่มต้นมาจากความเชื่อที่ว่า VR เป็นเรื่องอนาคตของเทคโนโลยี พอไปปรึกษาอาจารย์เขาก็แนะนำว่าเอาสิ่งที่เราสนใจอยู่กับมันมาเล่าเรื่อง ตอนนั้นเรากำลังอินกับเรื่องทรานส์เจนเดอร์ เลยเอา VR มาทำเรื่องนี้ โดยมาจากแนวคิดว่าถ้าคนที่เป็นทรานส์เจนเดอร์ ได้เปลี่ยนร่างกายเป็นคนอื่นในแบบที่เขาอยากจะเป็น ถ้าได้เห็นเขาจะรู้สึกอย่างไร จะดีขึ้นกว่าที่เป็นหรือเปล่า มันช่วยในเรื่องการแพทย์ว่านั่นเป็นสิ่งที่ต้องการจริง ๆ หรือไม่ กับช่วยในเรื่องการเยียวยาความรู้สึก เพราะกว่าจะผ่าตัดได้ก็ต้องรอถึงอายุ 20 ปี ถ้าใช้ VR ตัวนี้จะทำให้รู้คร่าว ๆ ว่าถ้าผ่าตัดแล้วร่างกายเราในอนาคตจะเป็นแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร แล้วมันก็จะช่วยในทางจิตด้วย 
 
GM Live : ตอนนี้เครื่อง VR ราคาสูงมาก เข้าถึงคนได้ไม่มาก เราทำเครื่อง VR เพียงเพื่อจำลองเพศสภาพ คนที่ใช้เขาจะคิดว่าคุ้มไหม
เกรซ : การคราวด์ฟันดิงที่คิดไว้ก็จะลง Kickstarter หรือ Indiegogo ตอนนี้ในไทยคนพัฒนาวีอาร์ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง เกรซก็กำลังพัฒนาต่อยอดจากธีสิส ไม่ได้หยุดไปเลยเพราะโปรเจกต์นี้มันช่วยคนได้จริง ๆ นั่นคือที่ขับเคลื่อนเรา สำหรับตัวเกรซเองการมีชื่อเสียงในฐานะดีไซน์เนอร์มันไม่สำคัญเท่ากับกับถ้าสิ่งนี้มันเสร็จสมบูรณ์จะช่วยคนอื่นได้อย่างไร อาจารย์ทุกคนมีคอมเมนต์ว่าอยากให้ทำต่อ เพราะสิ่งที่เราเรียนมาจริง ๆ แทบจะไม่มีอะไรที่พูดถึงทรานส์เจนเดอร์เลย แต่ถ้าเราพูดให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจในสังคมได้มากเท่าไหร่คนก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น 
 
GM Live : สมมติว่าเราทำได้แล้ว เราจะทำการตลาดแบบไหน
เกรซ : ในแง่การตลาดเราจะเริ่มจากการทำฝากไว้ที่ Stream ให้คนที่มี VR อยู่ได้ลองดาวน์โหลดไปใช้งาน ที่เรามองไว้ชัดสุดคือมีเครื่องนี้ไว้ที่โรงพยาบาลหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับข้องการการรักษาทรานส์เจนเดอร์ ในการโปรโมตก็จะไปตั้งไว้ให้คนรู้จักในวงกว้าง จริง ๆ เครื่องนี้เป็นกึ่งเครื่องมือทางการแพทย์เลยนะ และยังเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับคนที่ไม่ได้เป็นทรานส์เจนเดอร์ด้วย เพื่อให้เห็นภาพให้เข้าใจกับสิ่งที่ทรานส์เจนเดอร์ต้องการคืออะไร แต่ทั้งเครื่องมือและไอเดียนี้มันยังเป็นเรื่องอนาคตต้องใช้เวลาอีกสักพัก วันหนึ่งถ้าคนใช้ VR กันอย่างกว้างขวางแล้วตัวนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งซอฟแวร์ที่ติดตั้งประจำทุกเครื่องก็ได้ ภาพไกลกว่านั้นคือตัว VR นี้จะสร้างคอมมูนิตี้ให้เราอยู่ในโลกที่เราได้เป็นสิ่งที่เราอยากเป็น ไปเจอเพื่อนเจอสังคม พูดคุยสนทนาให้ความรู้ระหว่างกันในเรื่องทรานส์เจนเดอร์ ที่หลายคนมองข้ามไป ตอนนี้ตัวธีสิสที่ทำยังเป็นแค่ Female To Male หรือจากผู้หญิงมาเป็นผู้ชาย แต่ต่อไปจะพัฒนาให้เป็นได้ทั้งสองทางไม่ว่าจะหญิงเป็นชาย หรือชายเป็นหญิงก็ได้ 
 
GM Live : ในพรีเซนเตชันของเกรซ ดูจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นความงามในแบบอุดมคติมากเกินไป ถ้าเราอ้วนไป ผอมไป สูงไป จะใช้โปรแกรมนี้ได้ไหม
เกรซ : ในอนาคตเครื่องนี้จะมีรูปร่างที่หลากหลายสมจริงให้เหมาะสมกับตัวผู้ใช้งานแต่ละคน 

GM Live : เกรซทำอย่างไรในการเปลี่ยนรูปร่างตัวเองให้ดูเหมือนผู้ชาย
เกรซ : เกรซดูแลตัวเองมากขึ้น ฟิตหุ่นร่างกายด้วยการเข้าฟิตเนส มีช่วงหนึ่งเข้าฟิตเนสหนักมาก ส่วนทางการแพทย์เรื่องทานยาช่วยก็มีคุยกับแพทย์บ้าง 
 
GM Live : ตอนนี้สังคมเรายอมรับทรานส์เจนเดอร์มากขึ้นไหม
เกรซ : ในเมืองไทยเรามีทรานส์เจนเดอร์มากพอสมควร ซึ่งตอนนี้เกรซอาจเป็นที่สนใจเพราะได้ใส่ชุดนิสิต แต่เขามีสังคมมานานแล้ว สิ่งที่เกรซอยากเห็นคือสื่อให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาทำ มากกว่าสิ่งที่เขาเคยเป็น แทนที่เราจะสนใจในงาน เรากลับสนใจในเรื่องอย่าง เคยเป็นผู้หญิงมาก่อน เคยผ่าตัดมดลูก ทำหน้าออกมาแล้ว คำถามพวกนี้ไม่ช่วยทำให้ทรานส์เจนเดอร์มีค่ามากขึ้นเลย เพราะจริง ๆ ทรานส์เจนเดอร์ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่านั้น เขาเป็นใคร ทำไมเขาถึงตัดสินใจอย่างนี้ เบื้องหลังเขาเป็นใคร นั่นคือสิ่งที่เกรซอยากเห็นมากกว่า
 
GM Live : การเป็นทรานส์เจนเดอร์กับการเป็นลูกเสี่ยเจียง สองภาพนี้มีอิทธิพลอย่างไรกับเราบ้าง โดยเฉพาะอย่างหลัง เวลาออกสื่อ ทุกครั้งพอมีคำว่า “เกรซ” ก็จะมีคำว่า “ลูกเสี่ยเจียง” ตามมา
เกรซ : ก่อนอื่นต้องบอกว่าเกรซไปลบภาพการเป็นลูกเสี่ยเจียงไม่ได้ เพราะเราก็เป็นลูกของเขาจริง ๆ (หัวเราะ) ซึ่งเรามองถ้าเราเป็นลูกเขาแล้วเราทำให้เขาซึ่งเป็นคนจีนสมัยเก่าที่คอนเซอร์เวทีฟยอมรับเราได้แล้ว มันก็ไม่ยากที่เราจะทำให้สังคมอื่น ๆ ยอมรับเราได้เช่นกัน การที่สื่อมาสัมภาษณ์เกรซมองว่ามันไม่ใช่แค่โอกาสสำหรับตัวเกรซเท่านั้น แต่เป็นโอกาสของทรานส์เจนเดอร์คนอื่น ๆ ที่จะพูดกับสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น 
 
GM Live : แล้วเคยพาแฟนมาที่บ้านไหม แล้วที่บ้านว่าอย่างไร?
เกรซ : เกรซโชคดีว่าที่บ้านเข้าใจ เราเคยเอาแฟนไปแนะนำที่บ้าน ที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรแปลกอะไรกับลูกคนอื่น ๆ เหมือนตอนพี่ชายพาแฟนไปแนะนำตัว ที่บ้านก็ไม่เคยถามว่าทำไมมีแฟนเป็นผู้หญิง หรือไม่เคยถามพี่สาวว่าทำไมมีแฟนผู้ชาย เราก็เหมือนกันการมีแฟนก็คือมีแฟน มีเพื่อนก็มีเพื่อน มันเป็นอีกขั้นของการยอมรับแล้ว เขาให้สิทธิเราเท่ากับทุกคน เท่ากับพี่ชายเท่ากับพี่สาว 
 
GM Live : กลับมาที่เรื่องการดูหนัง เราอยู่ในธุรกิจครอบครัวที่ทำเกี่ยวกับหนังมาตลอด เราโตมากับหนังแบบไหน
เกรซ : ตอนเด็ก ๆ โตมากกับคุณพ่อ เขาชอบพาไปดูหนังจีน จะเรียกว่าโตมากับหนังจีนก็ได้ อย่างเช่น ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้ดูหนังกับเพื่อนบ้าง ก็ชอบดูหนังใหญ่ ชอบดูหนังแบบเก็บไอเดีย ดูดีไซน์เอามาใช้ ที่ดูเยอะมาก ก็มีเรื่องหนึ่งที่ดูสี่รอบในโรงคือเรื่อง Up เพราะพี่สาวบอกว่ามันเป็นหนังเด็กที่ไม่เหมาะกับเด็ก เพราะมันมีองค์ประกอบเกี่ยวกับเรื่องความรักอยู่ด้วย เกรซสงสัยบวกกับอยากเข้าใจพี่สาวเราด้วยเลยดูซะสี่รอบ ก็สนุกดี ดูจบแล้วก็ชอบการเล่าเรื่องการแทนภาพ ว่ามันไปไกลกว่าหนังภาพสวยแบบเด็กทั่วไป 
 
GM Live : ถ้าเกรซได้ทำหนัง อยากทำหนังที่เล่าเรื่องอะไร
เกรซ : ส่วนถ้าให้ทำหนังเองต้องดูที่ Passion หลัก ๆ ของเกรซ ก็มีเรื่องหนัง เรื่องออกแบบดีไซน์ เรื่องทรานส์เจนเดอร์ แล้วก็เรื่องสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข จริง ๆ แล้วที่ชอบคือเรื่องคน มุมมองของคน ความคิดของคน ถ้าให้ทำหนังคงเป็นหนังที่ไม่มีการโฟกัสที่คนร้ายคนดี แต่ทั้งสองอย่างอยู่ในตัวคนเดียว อยู่ในข้างในตัวคนมากกว่า
 

 

คลิปตัวอย่างผลงานธีสิสของเกรซ นวรัตน์

 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน