17.96K
คนดูทั้งหมด
สัมภาษณ์ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ ผมจะอยู่เมืองไทยต่อเพื่อเปลี่ยนประเทศ
Update : Aug 10, 2017
เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์, สิรวิชญ์ สิงหาพล
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2558 โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มากล่าวปาฐกถาในงานดังกล่าว
 
แต่สิ่งที่น่าสนใจในงานนี้ก็คือ มีนักเรียน ม.5 คนหนึ่งชูป้ายที่มีข้อความว่า "สอนเด็กไทยไม่ให้โกง ใช้เหตุสร้างจริยธรรม ดีกว่าท่องจำหน้าที่พลเมือง #จากใจนักเรียนถึงลุงตู่" จนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคุมตัวให้ออกจากงาน
 
นั่นน่าจะเป็นครั้งแรก ที่ทำให้ใครหลายต่อหลายคนรู้จักกับเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ เด็กหนุ่มผู้คิดคำนึงถึงอนาคตของบ้านเมือง
 
สมัยเรียนมัธยมศึกษา เราอาจจะมีวีรกรรมไว้จดจำที่แตกต่างกันไป แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สำหรับเพนกวิน เราได้เห็นเขาทำกิจกรรมเชิงการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่ออยู่บ่อยครั้ง ที่เด็ด ๆ ก็อย่างเช่น การเรียกร้องให้รับรองสิทธิในสวัสดิการการเรียนฟรีถึงมัธยมปลายกลับคืนมาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือการจัดงาน “วันผู้ใหญ่แห่งชาติ 2017: แด่ผู้ใหญ่สมัยโลกพัฒนา” ที่ยั่วล้อกับผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองที่นำพาประเทศมาถึงจุดนี้ได้อย่างแหลมคม
 
และในตอนนี้ เพนกวิน ได้เปลี่ยนตัวเองจากเด็กมัธยมฯ กลายเป็นนักศึกษาอย่างสมบูรณ์ ในฐานะเฟรชชีป้ายแดงของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
หรือหากจะนับรุ่นกัน เพนกวินคือ “สิงห์แดง รุ่น 69”
 
แม้ว่าตอนนี้เขาจะอายุเพียง 19 ปี แต่เพนกวินมองไปไกลว่ายังมีหลายอย่างอีกมากที่เขาต้องทำทั้งในฐานะนักศึกษาและอีกหลายปีต่อจากนี้ที่เขาเรียนจบ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่
 
ตอนนี้กำลังจะเปิดเทอมแล้ว ไม่สายเกินไปที่จะมาคุยกันว่า 
 
เท้าแรกที่ก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย วันเรียนวันแรกในฐานะนักศึกษาอย่างเป็นทางการ
 
เพนกวินจะก้าว “เท้าซ้าย” หรือ “เท้าขวา”
 
GLM Live : พอเข้ามาที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์แล้ว รู้สึกยังไงครับ ตรงตามช้อยส์ที่เราอยากเรียนไหม คร่าวๆ ถึงจะยังไม่ได้เข้าเรียนเลย แต่ได้มาเจอบรรยากาศ เจออะไรแบบนี้
เพนกวิน : คือ บรรยากาศก็ไม่ได้ผิดจากที่คิดไว้เท่าไหร่ คือเราพูดกันมาตลอดว่า รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เนี่ย เป็นดินแดนที่เปิดกว้าง พบเจอคนได้ทุกแบบ รวมถึงเราได้เจอคณบดี(รศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์) ที่ท่านให้โอวาทหลายๆ อย่างแล้วเช่น เห็นว่าปีที่แล้วมีพูดว่าเรามาเรียนที่นี่ เรามาเรียนคณะนี้ก็อย่าทำตัวเลอะเทอะ ซึ่งหมายถึงกิจกรรมการเมือง สุดท้ายแล้วเนี่ย กลายเป็นว่าในความหลากหลายนี้ ของคณะรัฐศาสตร์ม.เราเนี่ย มันมีความไม่น่าจะเจอ เราได้รับการพร่ำสอนมาตลอดว่า ธรรมศาสตร์เราเนี่ย ตั้งขึ้นมาเป็นดินแดนเสรีภาพทุกตารางนิ้ว เป็นดินแดนที่บอกว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ซึ่งสุดท้ายแล้วนี้มันน่าสนใจว่าเรามีเสรีภาพทางความคิด มีคนที่คิดได้ แต่ในความหลากหลาย ในหลายๆ อย่างนั้นน่ะ มีคนที่ให้คุณค่ากับเสรีภาพที่จะคิดมากน้อยขนาดไหน
 
GLM Live : แล้วโดนส่วนตัวคิดว่าเสรีภาพทางความคิดมันมากหรือน้อยครับ หลังจากที่เจอมาแล้ว
เพนกวิน : คือเราก็ยังไม่อยากจะพูดนะ เพราะว่ามันยังไม่ทันเปิดเทอมเลย แต่ว่าเราก็พอได้เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ท่านได้ออกมาพูดอะไรแล้วก็พอเข้าใจได้อยู่ ในแง่ดีก็คือ ถึงแม้เราจะมีคน มีอาจารย์ที่คิดว่าเสรีภาพทุกตารางนิ้วนี่เป็นอะไรที่สำคัญเท่าไหร่ แต่ไหนๆ ก็พูดแล้ว ก็ขอกล่าวซักหน่อยหนึ่งแล้วกัน คณบดี อ.ศุภสวัสดิ์เนี่ย ท่านพูดถึงเรื่องคณะเรา ว่ามีคนออกไปเคลื่อนไหวทางการเมือง แล้วก็โดนจับ โดนจับแล้วก็ไม่อะไรหรอก เขาก็เอาข้าวผัด โอเลี้ยงไปเยี่ยม แล้วก็หัวเราะออกมา มันแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้ให้คุณค่ากับเสรีภาพ คุณถึงมอง คุณถึงได้เห็นมันเป็นเรื่องตลก แต่ในข่าวร้ายนี้ ก็ยังมีข่าวดีที่ว่าเรามีคนหลายประเภท เช่น อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อ.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ มันน่าสนใจนะครับที่เราจะสังเกตว่าคนสองประเภทนี้มาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
 
GLM Live : งั้นเดี๋ยวขอย้อนไปนิดหนึ่งก่อน ก่อนที่จะเข้ามาที่คณะ นอกจากโควตที่ว่า “เสรีภาพทุกตารางนิ้ว” แล้ว มันมีอะไรอีกที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากมาเรียนที่นี่
เพนกวิน : ที่นี่ใช่ไหมครับ ผมก็จะพยายามไม่พูดถึงประวัติศาสตร์นะครับ แต่ผมเรียนประวัติศาสตร์มาก็ต้องขอพูดนิดนึง คือเอาจริงๆ มหาวิทยาลัยเราเนี่ย ตั้งขึ้นมาด้วยจิตวิญญาณ ที่ต้องการจะให้ประชาชนมีการศึกษา มหาวิทยาลัยเป็นบ่อน้ดับความกระหายของราษฎร ซึ่งจริงๆ อุดมการณ์การตั้งมหาลัยเนี่ย มันคือ National University คือการตั้งให้เป็นมหาลัยแห่งชาติ เพื่อคนทุกชนชั้นได้เข้ามาอาศัยที่นี่ และจุดประสงค์ของมัน ไม่ใช่การผลิตอะไรเพื่อรับใช้ระบบอะไรโดยเฉพาะ แต่มันคือความต้องการที่จะสร้างประชากรที่มีคุณภาพ และเป็นประชาชนที่ดี ในจุดนี้ผมมองว่ามหาลัยเราเป็นสเต็ปแรกๆ ของการพยายามสร้างอุดมศึกษาแห่งชาติ 
 
GLM Live : มันป็นอุดมคติมากเกินไปรึเปล่าที่เพนกวินคิด เหมือนกับว่าธรรมศาสตร์ในยุค “บ่อบำบัด” มันคือธรรมศาสตร์ในยุคปรีดีพนมยงค์ นู่นเลยนะ คือธรรมศาสตร์ในยุคนี้มันคือ ธรรมศาสตร์มีรถขับผ่านไปมา มีหอพัก มีคนกินล่งกินเหล้า คือในความหมายไม่ได้หมายถึงว่าคนกินเหล้าไม่ดีนะ แต่หมายถึงว่ามหาลัยมันมีพลวัตบางอย่าง ที่เมื่อก่อนเป็นเรื่องแบบหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรามีความคิดเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงตรงนี้
เพนกวิน : คือผมรู้สึกว่าในธรรมศาสตร์นี้ หากผมเปรียบเทียบแล้ว ผมเชื่อมันในธรรมศาสตร์ เพราะอย่างน้อยในธรรมศาสตร์มันมีประวัติ ประวัติจะจริง จะเท็จ ใครจะว่ายังไงก็ช่างเถอะ แต่มันมีประวัติ มันมีประวัติแล้วมันมีชื่อ ซึ่งผมรู้สึกว่า สองสิ่งนี้มันเป็นตัวบีบให้ธรรมศาสตร์มีทางเดินที่มันต้องเดิน เพียงแต่ว่าในตอนนี้เนี่ย ในอดีตเรารู้ว่าธรรมศาสตร์เป็นผู้นำของขบวนการนักศึกษา ถึงแม้ว่า ณ ตอนนี้จะเป็นอยู่หรือไม่เนี่ย ผมมองว่ามันอาจเป็นเพียงการหลงทิศชั่วคราว ตอนนี้เนี่ยธรรมศาสตร์มีข้อหลักหนึ่งคือเราเป็นปัจเจก ซึ่งมันส่งไปถึงข้อที่ผมว่าเรามีคนทุกแบบ ในที่นี้ผมมองว่า มันมีสิ่งหนึ่งที่มันสูญไป แต่ผมมองว่ามันกลับมาได้นั่นคือเรื่องของจิตวิญญานธรรมศาสตร์ โอเคคุณมีเสรีภาพที่จะคิด แต่คุณควรมีจิตวิญญาณบางอย่าง
 
GLM Live : อะไรคือจิตวิญญาณตรงนั้น
เพนกวิน : ผมเชื่อว่าจิตวิญญานของธรรมศาสตร์คือการต่อสู้ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ถูกต้อง ในฐานะที่เป็นคนเรียนรัฐศาสตร์ ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งถ้าคุณเรียนรัฐศาสตร์ สิ่งหนึ่งคือคุณควรมองโลกด้วยหลักความเป็นจริง แต่นั่นมันเป็นสิ่งที่ไม่พอ ผมรู้สึกว่า คือเรามาเรียนมหาวิทยาลัยเนี่ย เราต้องตระหนักว่าเราไม่ได้จ่ายเงินเรียนทั้งหมด Cost ทั้งหมด ไม่ใช่เงินเราจ่ายทั้งหมด มันมีคนที่เช้าช่วยมันอยู่ มันมีเงินหลวง มันมีภาษี ซึ่งภาษีตรงนี้เนี่ย มันคือโอกาสที่บางคนไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าในประเทศไทยนี้ คนมาถึงอุดมศึกษา จบปริญญาตรีเนี่ย มี 30 - 40% เอง ในคนรุ่นนึง Gen นึงเนี่ย ก็เท่ากับว่าเรากำลังเรียนอยู่บนโอกาสของคนอื่ก 60 – 70% ที่ไม่ได้มาอยู่กับเราตรงนี้ ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ผมรู้สึกว่าพันธะหนึ่งที่เรามาเรียนนี้ รัฐศาสตร์หรืออะไรก็ดีเนี่ย คือนอกจากมีความรู้ เลี้ยงชีพได้ และเห็นโลกตามความเป็นจริงแล้ว เราควรที่จะมีความฝัน เราควรที่จะต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพื่อให้โอกาสกับคนที่ไม่ได้มีโอกาส เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเหมือนๆกับเรา
 
GLM Live : แต่ถ้าพูดในแง่นี้มันก็ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นแต่ธรรมศาสตร์หรือเปล่า เพราะมหาวิทยาลัยรัฐส่วนใหญ่มันก็ต้องมีเงินภาษีมาสนับสนุนเหมือนกัน
เพนกวิน : ใช่ครับ มันควรจะเป็นหมดทุกที่ครับ แต่ในฐานะที่ หนึ่ง ธรรมศาสตร์เริ่มต้นตั้งต้นมาด้วยอุดมการณ์นี้ นี่คืออุดมการณ์แห่งการก่อตั้ง ถ้าคิดว่าประวัติศาสตร์มันมีความหมาย ถ้าคิดว่าชื่อมันมีความหมาย คือผมคิดว่าคนธรรมศาสตร์ มีโอกาสที่จะปลุกวิญญาณตรงนี้คืนขึ้นมาได้ และผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆเราก็มีคำว่า “เสรีภาพทุกตารางนิ้ว” อยู่แล้ว ถ้าเราจริงจังกับอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ได้ถูกพูดถึงขึ้นมาเนี่ย ผมรู้สึกว่าธรรมศาสตร์สามารถเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้
 
GLM Live : แล้วพอเราเข้ามา เราพูดถึงพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมใช่ไหม เราคิดว่าเราเข้ามา เราจะทำอะไรบ้าง เราจะเปลี่ยนอะไรบ้าง หรือใช้คำว่า “ธรรมศาสตร์” ในการ Push อะไรสังคมบ้าง
เพนกวิน : คือ ในประสบการณ์ที่ผมทำงานมาสองปีเนี่ย ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ได้มีสูตรสำเร็จ มันไม่ได้มีสูตรตายตัวในการเปลี่ยนแปลงสังคม โอเค บางคนบอกว่า คุณไปลงชุมชนสิ คุณจะได้ช่วยเหลือโดยตรง คุณไปเป็น Activist สิ คุณไปชูป้ายสิ คุณไปปาไข่ใส่หน้า***สิ คนจะได้รู้จักคุณเยอะๆ คุณพูดอะไรจะได้มีอิมแพ็กต์ ซึ่งเราก็ไม่ได้ปฏิเสธตรงนั้น คือเรามองว่ามันก็จริง แต่เรามองว่าความจริงมันมีหลายอย่าง มหาวิทยาลัยเรา มีกลุ่มทำงานอะไรที่เป็นด้านวิชาการบ้าง ที่เป็นวิชาการจริงๆ
 
GLM Live : ใกล้เคียงสุด สมัยเรียนก็จะเป็นกลุ่มพวก วรรณศิลป์ อะไรพวกนี้ ไม่รู้นับหรือเปล่า สภากาแฟ
เพนกวิน : สภากาแฟก็เหี่ยวแห้ง ก็ล้มหายตายจากกันไป
 
GLM Live : เมื่อก่อนที่ธรรมศาสตร์มีกลุ่มวัชพืชด้วย ที่เป็นสาย NGO ที่คัดค้านเขื่อนปากมูล
เพนกวิน : ใช่ครับ แต่ในความหมายของผมก็คือ กลุ่มที่ทำวิชาการจริงๆ กลุ่มที่สนใจที่จะมานั่งคุยกันถึงความเป็นไปของสังคม กลุ่มที่สนใจจะมา กระทั่งจะสร้างไอเดียใหม่ หรืออย่างน้อยมันจะต้องมีคุยกันบ้างว่าตอนนี้มันมี Text อะไรที่มันน่าสนใจบ้าง
 
GLM Live : ประเด็นของเพนกวินตอนนี้คือมันไม่มีใช่ไหม
เพนกวิน : มันไม่มีฮะ อย่างน้อยตอนนี้ อย่างทีมีความเป็นวิชาการมากที่สุดก็คือค่ายติว ผมก็เคารพว่ามันเป็นการบริการสังคม แต่มันก็ไม่ใช่งานวิชาการขนาดนั้น อาจจะบอกว่าผมเป็นเด็กเรียนหรืออะไรก็ได้ คือผมเชื่อว่า ก่อนที่เราจะทำอะไรออกไป เราต้องมีความคิดที่ดี ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา คุณไปถามคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น Anti-Dictatorship คนที่ไม่ชอบคสช. คนที่ไม่ชอบนประยุทธ์เนี่ย คุณอยากเห็นสังคมแบบไหน คุณมีอุดมการณ์อะไร ถ้าจะต้องการคำตอบที่ชัดเจนก่อนมากกว่าแค่ ต้องไม่มีประยุทธ์ ก็พูดยาก คือผมมองว่ามันแตกกระจาย หนึ่งคือตอบไม่ได้ สองคือตอบไม่เหมือนกัน ตอบไม่เหมือนกัน บางทีบางคนเคลมตัวเองว่า เราต้องการความเท่าเทียมกันทางสังคม เราเป็นมาร์กซิสต์ อีกคนหนึ่งเคลมตัวเองว่า เรามองว่าทุกคนควรมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเอง เราโปรทุน เราเป็นเสรีนิยม คือคุณเอามาร์กซิสต์กับเสรีนิยมมาอยู่ด้วยกัน โดยไม่ได้มีการคุยกันอะไรเลย มันก็แตกสิ คือผมรู้สึกว่า สุดท้ายแล้วการทำงานทางความคิด ก็เป็นการทำงานที่มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่า การทำงานทางการเมืองโดยตรง ซึ่งผมรู้สึกว่าธรรมศาสตร์ไม่ได้คิดเห็นอย่างนั้นในเรื่องของความคิด
 
GLM Live : เพราะฉะนั้นที่เราเข้ามา อย่างหนึ่งคือเราอยากจะทำกลุ่มเคลื่อนไหวบางอย่างเกี่ยวกับความคิดทางการเมือง
เพนกวิน : คือเราอยาก เราต้องการให้มันมีกลุ่มที่สนใจทางวิชาการกันจริงๆ อันนี้คือแผนในเบื้องต้นนะ ผมมองว่า กิจกรรมทางวิชาการจริงๆ ที่มันนำเสนอสิ่งใหม่ ให้กับวงวิชาการจริงๆ มันไม่มี หรือเอาแค่กลุ่มศึกษา มาอัพเดตกันว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกวิชาการ ก็แทบไม่มี ซึ่งเอาจริงๆ คนจะชอบดรามาว่า คุณเป็นเด็ก เรียนไม่ทันจบเลย คุณจะทำงานวิชาการอะไรได้ คือ อายุ หรือแม้กระทั่งวุฒิการศึกษา มันก็ไม่ใช่เครื่องชี้วัดคุณภาพของงานวิชาการ คุณลองไปเปิดวารสารวิชาการที่จะมีอาจารย์บางท่านมานำเสนอบทความ บางคนเขียนบทความวิชาการถูกฟอร์มเป๊ะ แต่คุณทำเรื่องอะไร จำนวนนักศึกษารอซื้อในโรงอาหาร ซึ่งมันคืออะไรที่ สุดท้ายแล้วอายุ วุฒิ และตำแหน่งหน้าที่การงานมันไม่ได้อธิบายอะไร ส่วนเรา ถึงแม้จะเป็นเยาวชน แต่เราก็สามารถสร้างอะไรใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆให้กับโลกนี้ได้ ซึ่งใครจะรู้ ความคิดของเราอาจจะตอบปัญหาบางอย่างที่มันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้
 
GLM Live : ทีนี้พูดถึงเรื่องวิชาการแล้ว เรายังไม่ทันได้เรียนเนี่ย เราต้องมาเติมอะไรบางอย่างที่คณะนี้ใช่ไหม เราคาดหวังความรู้ทางวิชาการแบบไหน จากใคร แล้วก่อนหน้านี้เราอ่านอะไรมาบ้าง แล้วอยากจะอ่านหนังสืออะไรบ้างพอเข้ามา
เพนกวิน : เอาเข้าจริง ผมมีความศรัทธาในอาจารย์หลายคนที่นี่ ผมก็เลยมาที่นี่ ที่จริงเคยอ่านบทความของอ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ ซึ่งก็เห็นด้วย บทความเรื่อง Alternative Rights เราชอบพูดกันบ่อยๆ ว่า ซ้ายตกต่ำแล้ว ขวาำกำลังนำอยู่ ซึ่งจริงๆมันก็ฟังดูเหมือนจะใช่ รึเปล่า แต่พอเราย้อนกลับมาดูคณะเรามีอะไรบ้าง มันไม่ได้ด้อย เรามีบุคลากรที่มีคุณภาพ รุ่นใหญ่ๆอย่าง อ.เกษียร เตชะพีระ อ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา  อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หรืออ.เดชา ตั้งสีฟ้า ไล่มาถึงรุ่นใหม่ๆ อย่าง อ.ปองขวัญ อ.ประจักษ์ อ.จันจิรา คือบุคลากรเหล่านี้คือบุคลากรคุณภาพทั้งนั้น นี่คือความประทับใจที่ผมมีต่อธรรมศาสตร์ ว่าทำไมส่วนหนึ่งที่ผมเลือกมาที่นี่
 
GLM Live : แล้วถ้าพูดถึงองค์ความรู้ เราอยากจะมาเรียนเรื่องอะไรบ้างครับ เช่นทฤษฏีประชาธิปไตย เรื่อเพลโต เรื่องโสเครตีส เรื่อทฤษฏีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เพนกวิน : คือจริงๆ ช่วงนี้ผมสนใจเรื่อง แมคคานิค คือจะว่ายังไงดี คือผมรู้สึกว่า จุดหนึ่งคือพูดกันตรงๆ ผมจะสนใจเรื่องรัฐชาติเป็นพิเศษอยู่ในช่วงนี้ จริงๆ ก็พูดในหลายการสัมภาษณ์แล้ว คือเราจะพูดกันอยู่เสมอว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชาตินิยมที่เข้มแข็งเหลือเกิน ซึ่งไม่จริงอ่ะ อย่างถ้าเราวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ถ้าจะขึ้นมาให้ดี เรามักจะขึ้นมาอย่างนี้ก่อนเลย “ประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยม” ซึ่งตรงนี้เหมือนกันหมด แม้กระทั่งฝ่ายขวา นักวิชาการฝ่ายขวาก็พูดกันอย่างนี้ ซึ่งเมื่อพูดกันอย่างนี้ก็หมายความว่ามันไม่ใช่กระแสรองแล้ว แต่จะพูดว่าไทยเป็นประเทศชาตินิยมเนี่ย ชาตินิยมมันก็มี Nationalism กับ Patriotism ซึ่งคนไทยก็แยกไม่ออกแล้วว่าสองอันคืออะไร แต่ชาตินิยมเนี่ย ชาติยนิยมมุ่งสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่คุณเป็นคนไทยเนี่ย คุณมองว่าคนไทยมีความสมัครสมานสามัคคีกันขนาดนั้นจริงๆ เหรอ ไม่ ซึ่งความสามัคคีนั้นคือการที่คุณมองเห็นคุณค่าชีวิตของเพื่อนร่วมชาติ แต่เอาเป็นว่า ถ้าคุณเห็นคนในม็อบฝ่ายตรงข้ามถูกโดนยิงตาย คุณสงสารใคร นี่แหละคือการที่คุณไม่เห็นหัวเพื่อนร่วมชาติ แค่นี้คุณก็ไม่มีแล้ว คุณเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศชาติยนิยมได้อย่างไร
 
GLM Live : แล้วเราจะเอาวิธีคิดเรื่องชาตินิยมมาทำอะไรต่อครับ
เพนกวิน : คือผมรู้สึกว่าสังคมคนไทยเนี่ย มันขาด Sympathy คุณต้องยอมรับก่อนว่าชุมชมนิยมเนี่ย ชุมชนนิยมมันต้องมีแกนกลางบางอย่างให้ยึดในสังคมสังคมหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่าจินตกรรม มันสำคัญที่คุณจะเรียกสปิริต ในการที่จะเรียกความร่วมมืออกมา ซึ่งทำไมคนถึงออกมา เมื่อเห็นความไม่เป็นธรรมบางอย่างในสังคม เพราะเขามี Sympathy บางอย่างกับเพื่อนร่วมสังคม แล้วเขาเห็นว่าเมื่อมันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมสังคม เขารู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนไปด้วย หรืออย่างน้อยเขาก็รู้สึกว่ามันจะมาถึงเขาด้วย เพราะอย่างนั้นเขาถึงต้องลุกขึ้นมา นี่คือตัวอย่างของชุมชนจินตกรรมที่มีความเข้มแข็ง แต่เรารู้กันอยู่แล้วว่าคนไทยไม่ได้มีความเข้มแข็งอะไรขนาดนั้น คนโดนรถชน คนในสังคมเขายังไม่สนใจด้วยมั๊ง คือผมรู้สึกว่าการที่ประเทศเราไม่มีชุมชนนิยมที่ถูกต้อง เราไม่มีชาตินิยมที่ถูกต้อง มันทำให้ พอชาติเราไม่มีอยู่จริง แต่คนในสังคมจินตนาการว่ามันมีอยู่จริงเนี่ย คนในสังคมมันมี Sympathy น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เราไม่เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน พอมันไม่เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เราก็ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน มันทำให้เกิดความแตกแยก มันทำให้เกิดความไม่ไปไหน มันฟังๆดูเป็นฝ่ายขวานะ แต่คุณต้องยอมรับก่อน ว่าคนคนนึง คือถ้ามันไม่ได้เป็นแบบพวก จรเครื่องบินชนตึกอะไรอย่างนี้ คนคนนึงบางทีมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้มากขนาดนั้น มันต้องไปด้วยกัน แต่ทีนี้คำถาม การไปด้วยกัน การสามัคคีมันไม่ใช่เรื่องผิด เรื่องล้าหลัง แต่คำถามคือคุณไปด้วยกันยังไง สามัคคีกันด้วยกลไกไหน ไปด้วยกันเพื่ออะไร นั่นแหละครับ คือผมมองว่าความเป็นชาติไทยมันจะต้องมี Construct ต้องสร้างใหม่ แต่คำถามในทีนี้ก็คือถ้าเรายังไม่รู้จักความเป็นชาติดีพอเนี่ย มันจะสร้างอะไร
GLM Live : พอพูดถึงการสร้างสังคมขึ้นมาใหม่ ในมุมเพนกวิน มันจะเกี่ยวโยงถึงสิ่งหนึ่ง ก็คือคนรุ่นเพนกวิน คนรุ่นใหม่ๆ แล้วเราอยากพูดถึงพลังของคนรุ่นใหม่อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรามีกรณีของเรื่อง เนติวิทย์ หรือกรณีอย่างเรื่องอิมเมจ บ่นเรื่องรถเมล์ เสียงพวกนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วกลายเป็นประเด็นทางสังคม แล้วต่อไป ต่อไป ถ้ามันมีประเด็นอื่นๆ เสียงของคนรุ่นใหม่ เสียงของคนรุ่นเพนกวิน มันจะส่งเสียงดังกับสังคมนี้ได้แค่ไหนครับ
เพนกวิน : ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่ง คือถ้ามีเนติวิทย์หนึ่งคน เนติวิทย์จะเป็นคนก้าวร้าว แต่ถ้าเรามีเนติวิทย์ซักพันคน มันก็จะเป็นเรื่องปกติมากๆ เลยแต่ประเด็นคือ สิ่งที่ผมกลัวมากกว่าคือ คนรุ่นเราโตมาในความสิ้นหวัง ลองหลับตาดู ตอนนี้ผมอายุ 19 แล้ว 19 ปีที่ผ่านมา เราเจออะไรบ้าง เด็กๆ มา เราเจอรัฐประหารปี 49 เจอการชุมนุมปี 50 เจอม๊อบเสื้อเหลือง เจอม๊อบเสื้อแดงเจอน้ำท่วม แล้วก็มาเจอปี 57 อีก เราเจอหลายอย่างมาก ในระยะเวลาที่สั้นมาก
 
มันพูดได้สองอย่างว่า ถ้าพูดในทางบวก พูดในแง่ดี เขาอาจได้เห็นว่าการเมืองที่มันแย่มันเป็นยังไง เขาน่าจะได้รู้แหละว่าการเมืองที่มันแย่ มันทำให้ชีวิตเขาชิบหายได้ยังไง แล้วมันอาจเป็นแง่ดีว่า เขาอาจจะมาสนใจการเมืองมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมกลัว สิ่งที่ผมกังวลก็คือ บางทีแค่สนใจการเมืองมันไม่พอ เคยได้ยินคำว่า “ภาวะซึมเศร้าในหมู่ฝ่ายซ้าย” ใช่ไหม ผมว่าภาวะซึมเศร้าของฝ่ายซ้ายก็คือ การที่เราเห็นปัญหา แต่เราไม่เห็นทางออก การที่เราเห็นปัญหา แต่เราไม่เห็นทางออกเนี่ย สุดท้าย เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความเป็นชาติของเรามันไม่เข้มแข็ง อย่างชาติอื่นที่เขามีความเป็นชาติเนี่ย เขากัดฟันสู้ต่อเพราะเขาเห็นว่าชาตินั้นสำคัญ มีความสุขที่จะอยู่ แต่เมื่อเรามาคุยกันตรงนี้ว่าความเป็นชาติ กับคนรุ่นใหม่มันน้อย คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชาตินั้นๆ คนรุ่นใหม่มองชาติด้วยความสิ้นหวัง และเขาก็รู้สึกว่าเขามีศักยภาพที่จะไปอยู่ที่อื่นได้ เขาก็จะไปอยู่ที่อื่น ตอนนี้เราอาจไม่เห็นอะไรมาก แต่มันเป็นเรื่องของอนาคต แต่ว่าถ้าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่น่าหดหู่
 
GLM Live : แล้วจะไปจากประเทศไหม ถ้าหากว่ามันสิ้นหวังสุดๆจริงๆ
เพนกวิน : ผมยังมีความเชื่อนะว่า มนุษย์เราเนี่ยมีศักยภาพ ผมเชื่อว่าเรามีปัญหาที่จะไปต่อ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คือถามว่าผมไปได้ไหม อยากไปไหมลึกๆ ก็มีอยู่จุดนึง ที่จริงก็มีโอกาสไปหลายรอบแล้ว แต่แล้วไง เรายังมีคนคุ้นหน้าคุ้นตา เรายังมีครอบครัว เรายังมีพ่ออยู่นี่ มีแม่อยู่นี่ มีน้องอยู่นี่ เรามีเพื่อนอยู่นี่ ที่นี่คือบ้านของเรา สถานการณ์ตอนนี้มันคือ เราโดนอะไรบางอย่างมาแทรกแซงเราอยู่ คือผมถึงจุดนี้ประเทศไทยมันคือบ้านของเรานะครับ แต่ว่าตอนนี้มันมีคนอื่นมายึดเราอยู่ สิ่งที่เราควรจะทำ ไม่ว่าคุณจะเชื่ออะไรคุณก็เชื่อไปเถอะ แต่เมื่อคนอื่นมายึดบ้านเราอยู่เราไม่ควรหนีไปหาบ้านใหม่ เราควรจะยึดบ้านคืน ถ้านี่คือบ้านของเรา
 
GLM Live : เราอยากให้คุณลองจินตนาการดูว่า อีก 4 – 5 ปีเราจะต้องเป็นแรงงานของชาติ เราจบจากธรรมศาสตร์แล้ว เราคิดว่าเราจะไปทำอะไร เราจะพาสังคมไปไหน เราจะเล่นการเมืองไหม หรือเราจะทำอะไรให้สังคมมันดีขึ้น
เพนกวิน : คือถ้าถามเลยว่าจะทำอะไร ผมรู้สึกว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูด มันก็พูดได้แหละ แต่พูดไปตอนนี้ ถ้าเรารีบพูดไปตอนนี้ เดี๋ยวก็ทำไม่ได้อยู่ดี แต่ว่าผมก็มีโกลในใจแหละ คือการที่เดินออกไปข้างนอกเราเห็นคนไร้บ้าน เราเห็นรถติด เราเห็นอะไรที่เราเบื่อ เราไม่อยากมีภาพแบบนั้นให้เห็นทุกวัน เราไม่อยากอยู่ในสังคมแบบนี้ เพราะฉะนั้นจะให้ตอบไปข้างหน้านี้อาจจะต้อบไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าจะวนเวียนอยู่กับการทำสังคมใหมั่นดีขึ้น
 
GLM Live : ถอยกลับมาคุยกันเรื่องมหาลัย ตอนนี้ที่เป็นเฟรชชี่ เราได้ร่วมกิจกรรมอะไรกับคณะบ้าง
เพนกวิน : ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรมาก มีกิจกรรม After Meet แรกพบ ก็มีความสุขดี ตอนผมเรียนอยู่เตรียมอุดม ระบบพี่น้องมันก็จริงจังในระดับหนึ่ง พาไปกินโออิชิแกรนด์ อร่อยมาก แต่ว่าเข้ามาในธรรมศาสตร์พี่ก็พาไปกินของกินแถวนี้บ้าง
 
GLM Live : ทุกวันนี้เรามองประเด็นเรื่องการว้ากยังไงบ้าง
เพนกวิน : มันมีประเด็นให้พูดหลายอย่างมากเลย การว้ากเนี่ยผมมองว่า มันจะแรงไปไหมถ้าพูดว่า การว้ากเนี่ย ส่วนหนึ่งมันก็คือการแสดงความไคร่ทางศีลธรรม มันเป็นการแสดงออกทางอำนาจทางสังคม ผมเคยได้คุยกับพี่ว้าก เขาก็เชื่อจริงๆว่าเขากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่นะ ว่าเขากำลังสร้างความ “สมัครสมานสามัคคี” ในหมู่รุ่นน้อง ซึ่งผมรู้สึกว่าเรื่องว้ากเขาพูดกันไปเยอะแล้ว มาพูดกันเรื่องความ “สมัครสมานสามัคคี” ในหมู่รุ่นน้องกันดีกว่า หนึ่งคือเราชอบพูดกันบ่อยๆ ว่าเราว้ากแล้วน้องๆ รักกัน ซาบซึ้ง คำถาม คณะรัฐศาสตร์มีสามร้อยคน คุณอยากให้ทุกคนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน รู้จักกัน รักกัน ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ แต่คุณลองจินตนาการ คุณเอาคนร้อยพ่อพันแม่มาสามร้อยคนมานั่งรวมกัน ต่อให้นั่งด้วยกันอยู่สี่ปี คุณคิดจริงๆ คุณเชื่อจริงๆเหรอว่าคุณจะทำให้คนสามร้อยคนรักกันจริงๆ ได้ เอาแค่ไม่ทะเลาะกันเนี่ย คุณเชื่อจริงๆ เหรอว่าทำได้ แล้วการที่คุณทำไม่ได้ แต่ก็ยังดันทุรังที่จะทำ ซึ่งมันนำมาซึ่ง คุณเชื่อว่าจะควบคุมคนมากขนาดนี้ได้ คุณต้องละลายพฤติกรรม 
 
“ละลายพฤติกรรม” คีย์เวิร์ดนี้มาเยอะมาก มันคือคุณมองว่า เราต้องสถาปณา “แพทเทิร์น” มาอันนึงให้ทุกคนเป็นแบบนี้ ซึ่งเอาจริงๆ คุณอายุ 19 - 20 ปี คุณละลายพฤติกรรมได้เหรอ ก็ไม่อีก สุดท้ายมันคือการทำให้รุ่นน้อง ใส่หน้ากากหากัน พอใส่หน้ากากหากันปุ๊บ จะเข้ากันได้จริงๆหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไอ้คนไหนที่ใส่ไม่ได้ ไม่อยากใส่ก็กลายเป็นหลืบคณะอีก สุดท้ายแล้วระบบนี้มันทำร้ายคน โอเคต่อให้มันเชื่อกันอย่างบริสุทธิ์ใจเลยว่ามันสร้างขึ้นมาเพื่อให้รุ่นน้อง “รักกัน” จริงๆ เนี่ย แต่สุดท้ายแล้วผลลัพท์มันทำร้ายคนมากๆ  มันจะชอบมีคนมาพูดกันบ่อยๆว่า เรารับน้องไปเพื่อสร้างคอนเน็คชั่น และคอนเนคชั่นจริงไหม ก็อาจจะได้ แต่สุดท้ายผมดูมาเนี่ย คนที่ได้คอนเน็คชั่น จากการรับน้องสุดท้าย คือพี่ว้ากมากกว่า ได้มาทำงานด้วยกัน .ซึ่งคนส่วนนี้เป็นคนแค่หยิบมือ ซึ่งคุณได้คอนเน็คชั่นตรงนี้มาจากการทำร้ายคนเป็นร้อยเป็นพัน
 
GLM Live : แล้วปีนี้จะไปรับน้องไหม
เพนกวิน : นี่กำลังคิดอยู่ แต่ก็น่าจะไป บางทีเราก็ไม่รู้ว่าสภาพที่เห็นตอนนี้จริงๆ เป็นยังไง
 
GLM Live : แล้วถ้าไปแล้วเกิดมีว๊ากขึ้นมา เราจะทำยังไง จะเดินออกมาเงียบๆ หรือคิดว่ามันต้องคุยกันหน่อย เรื่องแบบนี้มันไม่ควรจะมี เราคิดว่ามันจะไปทางไหน
เพนกวิน : นั่นนะสิ เอาเป็นว่าผมประกาศก่อนเลยว่าผมเป็นคนไม่เอาว้าก ผมแอนตี้ Sotus แต่ว่าในเชิงวิธีการเนี่ยเราไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง แต่ที่ผมพูดมาตั้งยืดยาวเนี่ย ผมไม่ได้แอนตี้รับน้องนะ ผมแอนตี Sotus ผมมองว่าการรับน้องนี้มีได้ แต่ต้องเป็นการรับน้องที่มีสมอง พูดเลยต้องนี้ว่าอยากเห็นการรับน้องยังไง อยากเห็นการรับน้องที่มีสมอง
 
GLM Live : ขยายความ “การรับน้องที่มีสมอง” ควรเป็นยังไง
เพนกวิน : คือหนึ่งคือ จริงๆ ไม่อยากใช้คำว่ารับน้อง ธรรมศาสตร์ใช้คำว่ารับเพื่อนใหม่ ถึงแม้ว่าที่สุดคนทำมันก็ไม่ได้ดูเป็นเพื่อนอยู่ดี สุดท้ายถ้าคุณเชื่อจริงๆว่าการรับน้องหรือรับเพื่อน หรืออะไรเนี่ยมันสร้างมิตรภาพ ถามว่าสร้างได้ไหม มันสร้างได้ แต่คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของคำว่ามิตรภาพก่อน ว่ามิตรภาพเนี่ย หนึ่ง ความเมตตาปราณีจะมีใครบังคับก็หาไม่ฯ คือมิตรภาพมันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเอง และมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน มันจะเกิดกับคนที่ควรจะเกิด คุณต้องเข้าใจก่อนว่ามิตรภาพไม่ได้มาจากการบังคับ มิตรภาพมันมาจาก Individual มันมาจากที่แต่ละคนได้แสดงความเป็นตัวเอง และได้เห็นตัวของคนอื่นที่เราคิดว่าโอเค แล้วจึงได้คบกัน เป็นเพื่อนกัน มันง่ายแค่นี้ อย่างที่ผมพูดไปมันไม่ปกติตรงที่ คุณไปบังคับให้คนทุกคนมันเป็นเพื่อนกันก็เท่านั้นเอง ดังนั้นคำถาม รับน้องรับเพื่อใหม่ยังไง ทำยังไงถึงจะเป็นอย่างนี้ได้ ทำยังไงถึงจะมีสมองคุณก็ต้องเปิดโอกาสให้คนที่มาเข้านี้ ทั้งตัวคนจัด และคนได้รับการจัด ได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ได้ทำกิจกรรมที่คุณคำนึงถึง ไม่ใช่แค่ว่าคุณให้น้องทำอะไร แต่คุณจะให้น้องคิดอะไร และน้องอยากจะทำอะไร จริงๆ ปัญหาเรื่องการรับน้องนี่มันไม่ได้มีแค่เรื่องการว้ากนะ ว้ากนี่ผิวเผินมากๆเลย มันลึกไปจนถึงกระทั่งสันทนาการ 
 
GLM Live : สันทนาการ ? แบบไก่ย่างถูกเผา อะไรประมาณนี้
เพนกวิน : คือคนอาจมองว่ามันเป็นอะไรขำๆ แต่มันไม่ขำนะผมว่า พูดให้มันซีเรียสก็ซีเรียสได้ คือการสันทนาการมันคือความบันเทิง แต่ถามว่ามันคือความบันเทิงจากอะไร เราพูดได้อีกอย่างว่าสันทนาการนี้มันคือการละลายพฤติกรรมนะ เต้นสันฯ ละลายพฤติกรรม มันคือความบันเทิงที่เกิดจากการสั่ง คือถ้าผมพูดเฉยๆ ว่า ไปเต้นไก่ย่างกลางสนามสิ ไม่ทำ ไม่มีใครทำ แต่คือคุณต้องมีอำนาจอะไรบางอย่าง ที่จะมาสั่ง ณ ตรงนั้น ให้คนๆ หนึ่งทำ
 
GLM Live : มันมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจบางอย่างที่ทำให้เราไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมสไตล์ไก่ย่างถูกเผา อะไรอย่างนี้ใช่ไหม
เพนกวิน : ใช่ เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันคือความบันเทิงที่มาจากการสั่ง มันคือความบันเทิงด้วยการสั่ง มันไม่ได้พัฒนาความเป็นตัวของตัวเองเลย การที่คุณเต้นไก่ย่างนี่ คุณได้ความเป็นเพื่อนมากน้อยขนาดไหน คุณเลือกคบเพื่อนจากการเต้นแรงจริงๆ เหรอ คือสุดท้ายผมไม่ได้เป็นคนฝ่ายค้าน ฝ่ายอะไร แต่จากการที่ผมทำงานมานิดๆ หน่อยๆ ผมถึงรู้ว่าจริงๆ มันก็มี ถ้าเราใช้สมองซักนิดหนึ่ง เราก็สามารถสร้างกิจกรรมที่เราใช้สมอง และน้องก็ได้มาใช้สมองร่วมกับเราด้วย คือสุดท้ายแล้วคนเราเป็นตัวของตัวเองได้ด้วยศักยภาพของการใช้สมอง คือเราต้องเข้าใจพื้นฐานของความเป็นคนของแต่ละคนซะก่อน เราถึงจะมาคบกันเป็นเพื่อนกันได้จริงๆ
 
GLM Live : แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่อยากรู้คือ เมื่อเราได้เข้ามาในมหาลัยแล้ว เราอยากเล่นการเมืองอะไรในมหาลัยไหม เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่าง
เพนกวิน : คือผมนิยามคำว่า ”การเมือง” ไว้กว้างกว่าในระบบงาน และผมรู้สึกว่า โอเค เราเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลง ผมยืนยันได้ว่าผมเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร ผมมีทางของผม
 
GLM Live : เราจะเห็นได้ว่าธรรมศาสตร์จะมีสองภาวะที่ชนกันอยู่ คือ Conservative กับ Progressive มันจะมีผู้บริหาร หรือผู้ใหญ่หลายๆคนที่มีความอนุรักษ์นิยม แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงภายใต้สภาวะนี้
เพนกวิน : ผมรู้สึกว่าผู้บริหารควรจะถูกบอก ควรจะถูกบอกว่าพลังนักศึกษามี พลังนักศึกษาสำคัญยังไง เพราะถ้าเขาไม่ฟังเขาจะไม่ฟังเลย 
GLM Live : ทีนี้ อีกประเด็นนึง อยากจะพูดในแง่วัยรุ่นของเพนกวินบ้าง เราเล่นเกมอะไร อ่านหนังสื่ออะไร ดูหนังอะไร หรือเราจีบใครอยู่
เพนกวิน : อะไรก่อนดีครับ
 
GLM Live : หนังเรื่องล่าสุดที่ดูแล้วชอบมากคือเรื่องอะไร
เพนกวิน : คืออย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ผมชอบดูหนังพชร์ อานนท์ แล้วผมมีเหตุผลด้วยนะ คือบางทีชีวิตเรามีเรื่องเครียดมาเยอะแล้ว เราจะไปดูหนังที่ต้องใช้สมองอีกทำไม ทุกวันนี้ใช้สมองไม่เยอะพอเหรอ
 
GLM Live : จำได้ว่า เคยไปดูดาวคะนองแล้วด่า
เพนกวิน : ที่ด่าเพราะผมดูไม่รู้เรื่อง ผมขอโทษ คือเรามีสื่อเพื่อความบันเทิง เราก็เสพเพื่อความบันเทิงบ้างก็ได้ บันเทิงแบบสมองไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะว่าเราต้องใช้สมองคิดเรื่องอื่นอีกหลายเรื่อง 
 
GLM Live : หนังสือเล่มที่ชอบ
เพนกวิน : ผมเป็นคนชอบอ่านกลอน เพราะผมเป็นกวี ผมชอบแต่งกลอน ผมว่างานอังคาร กัลยาณพงศ์ ก็ดี ผมว่ากลอนคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็สวย ถ้าผมประทับใจใครเป็นพิเศษ ผมว่าอังคาร แต่ถ้าใครรู้ ผมชอบเรียนประวัติศาสตร์ จริงๆผมก็อ่านวรรณคดีเก่าพอสมควร แต่จะเป็นวรรณคดีล้านนา เพราะว่าผมเป็นคนเหนือ ผมอ่านวรรณคดีเก่าๆ เลย ถ้าพูดชื่อไปตรงนี้คงไม่มีใครรู้จัก แต่ว่าเราก็ทำอะไรอีกหลายอย่างนะผมว่า แต่เอาจริงๆ ถ้าอ่านหนังสือที่เป็นหนังสือแบบนี้ แล้วผมก็อ่านการ์ตูนด้วย
 
GLM Live : แล้วการ์ตูนที่ชอบ
เพนกวิน : โดราเอมอน คืออ่านโดราเอมอนมันทำให้เราเป็นคนช่างฝันนะครับ คือคนอย่างอ.ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ เขาอยู่ในยุคนั้น เขาคิดได้ยังไงว่าเขาอยากให้มันมีนู่นมีนั่น ผมมองว่ามันฟังดูเป็นการ์ตูนเด็กนะ แต่มันก็คือความฝันของมนุษยชาติ ว่ามนุษย์เราที่ยังมีวันนี้อยู่เพราะว่าเรานั้นกล้าที่จะฝัน และถ้าเราหยุดฝันแล้วเนี่ย กาลเวลามันก็ไม่รอเรา เราต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้ตลอด ผมก็เลยอ่านโดเรมอน
 
GLM Live : เล่นกีฬา เล่นเกมไหม
เพนกวิน : เห็นหุ่นผมไหม จริงๆ เราก็ดูไว้หลายอย่าง ว่าเรามีเวลาอะไรเท่าไหร่ เพื่อสิ่งที่เราเชื่อ เพื่อสิ่งที่เราชอบ เราก็อาจจะต้องทิ้งอะไรหลายอย่าง เราอาจต้องทิ้งสิ่งที่เราชอบน้อยกว่า หรือเห็นว่ามันสำคัญน้อยกว่าบางทีก็ต้องทิ้งไปบ้าง อย่างเมื่อก่อนผมชอบเล่นเกม รู้จัก Civilization ไหมครับ ผมชอบเล่น Civilization นะครับ แต่เวลาเล่นทีนึงมันใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง แต่พอเราไม่มีเวลา เราก็เล่นได้แต่เกมไพ่โง่ๆ ที่มันแถมฟรีมาในคอมพิวเตอร์ เพราะอย่างน้อยมันก็ให้ความบันเทิงเราได้นิดหนึ่ง
 
GLM Live : คำถามสุดท้าย ตกลงมีแฟนยัง
เพนกวิน : โอยพี่ เรื่องอย่างนี้ ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่พูดยาก คือถ้าผมเป็นเนติวิทย์ก็ต้องตอบว่า เอาดอกบัวไปจีบเขา เอาจริงๆ มันก็เคยมีคนมาคุยกับเราบ้าง แต่มันก็ไม่มีอะไรมากมาย ก็โสดอยู่ครับ 
 
 
 

GM Multimedia Group PLC.
GM Live © 2017