หากเราพูดถึงนักกีฬาที่ยึดถือปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อหลวง ชื่อของเจ้าของวลี ‘ผมเจ็บมาเยอะ’ อย่าง สมจิตร จงจอหอ คือหนึ่งใน ชื่อแรกๆ ที่เรานึกถึงสมจิตร จงจอหอ เป็นเจ้าของตำแหน่งเหรียญทองโอลิมปิกในการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไม่เกิน ๕๑ กิโลกรัม ในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ ที่มหานครปักกิ่ง เขาเล่าให้ GM ฟังว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้เขาต้องเจ็บ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิตมามากมาย แต่ที่เขาทำได้เพราะเขายึดถือหลักคำสอน ๙ ข้อของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช‘‘ความเพียรพยายาม ความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ความรู้จักตน ความพอดี ความพอเพียง ความเป็นผู้ให้ เหล่านี้คือคำสอนของพระเจ้าอยู่หัวที่ผมยึดถือมาตลอดชีวิตการเป็นนักกีฬาและการเป็นคนไทยคนหนึ่งของผม’’
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้
 
สมจิตรเล่าให้ GM ฟังถึงความประทับใจแรกที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทร-มหาภูมิพลอดุลยเดช และพระองค์คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาหันหน้าสู่ความเป็นนักกีฬาเต็มตัว
 
“ครั้งแรกที่ผมเห็นพระองค์ท่าน ต้องย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก ช่วงนั้นข่าวในพระราชสำนักมักมาก่อนการ์ตูนที่ผมชอบดูเสมอ ผมจึงได้เปิดทีวีรอไว้ ระหว่างนั้นผมเห็นภาพชายคนหนึ่งกำลังเดินลุยป่าลุยน้ำ ขึ้นเขาลงห้วยอยู่ทุกวัน ผมจึงถามแม่ว่าชายคนนี้คือใคร แม่ก็บอกว่าท่านคือพระเจ้าอยู่หัวของเรา
 
“หลังจากนั้น ผมก็เห็นพระองค์ท่านทรงทำแบบนี้อยู่เป็นประจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เข้าไปยังถิ่นทุรกันดาร ช่วยเหลือชาวบ้าน เช่นเดียวกันกับด้านกีฬา ที่ผมได้รับทราบมาว่า วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ทรงต่อเรือเอง ทรงทำทุกอย่างด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังมารู้ภายหลังว่า พระองค์ท่านทรงเล่นกีฬาได้หลากหลายชนิด ผมจึงเกิดความมุ่งมั่นอยากเล่นกีฬาแบบพระองค์บ้าง แต่จะให้ผมไปนั่งต่อเรือเอง ผมคงทำไม่เป็น ประจวบเหมาะกับที่ตอนนั้นในอำเภอบ้านผม จังหวัดบุรีรัมย์ เขาชอบจัดการแข่งขันชกมวยกันแทบทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ ลอยกระทง หรือสงกรานต์ พี่ชายของผมเองก็เคยขึ้นไปชกตามงานเหล่านี้มาแล้วเช่นกัน ผมเลยเกิดความรู้สึกอยากขึ้นไปชกบ้าง เพราะไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เขาก็มีเงินรางวัลให้เรา
 
“นับตั้งแต่นั้น ผมเลยเกิดความรู้สึกภูมิใจที่หาเงินได้จากการชกมวย ผมจึงขึ้นชกบ่อยจนสามารถเอาเงินไปซื้อของที่ตัวเองต้องการได้ แถมยังเหลือเงินเก็บไว้ให้แม่ผมใช้ด้วย”
 
สมจิตรยังคงหารายได้พิเศษจากการชกมวยมาเรื่อยๆ จนเรียนมาถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ทางบ้านก็ไม่มีเงินพอที่จะส่งเขาเรียนอีกต่อไป“ฐานะทางบ้านผมในช่วงเวลานั้นยากจนมากครับ หลังจบ ม.๓ ผมต้องหยุดเรียนแล้วหันไปชกมวยอย่างจริงจังอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ประมาณ ๗-๘ ปี ชกจนได้เงินมายกระดับฐานะที่บ้านให้ดีขึ้น แต่แล้วเมื่อผมอายุได้ ๒๑ ปี ผมก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายของผมมันทนต่อการชกมวยไทยไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมเจ็บมามาก และอีกอย่างหนึ่งคือ การชกของผมส่วนใหญ่จะหนักไปในทางแพ้ ผมจึงตัดสินใจหันไปทำงานทางด้านอื่นแทน”แต่สมจิตรก็หันหลังให้กับวงการมวยได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นเขาก็ได้รู้จักกับกีฬามวยสากลสมัครเล่นที่ใช้ร่างกายปะทะน้อยกว่ามวยไทย เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าแคมป์ไปฝึกซ้อมในนามทีมชาติร่วมกับฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของประเทศไทย ‘สมรักษ์ คำสิงห์’
 
“ผมซ้อมอยู่ในแคมป์เดียวกับสมรักษ์มาตลอด ตั้งแต่ก่อนเขาได้เหรียญทอง แต่หลังจากที่เขาคว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ เขาก็กลายเป็นไอดอลของผมในทันที ผมจำบรรยากาศในการต้อนรับสมรักษ์ได้เป็นอย่างดี มีทั้งแรงสนับสนุน แรงเชียร์จากคนไทยทั้งประเทศ และเหนือสิ่งอื่นใด คือโอกาสได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผมอยากได้รับสักครั้ง”ด้วยความรู้สึกที่อยากทำได้เหมือนสมรักษ์ เขาจึงใช้ความเพียรพยายาม ซึ่งเป็นหนึ่งในคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
 
ในการฝึกซ้อมอย่างหนัก จนกระทั่งใกล้ถึงโอลิมปิกใน ๔ ปีต่อมา เขาก็ได้ขยับขึ้นมาจากเด็กฝึกหัดในทีมชาติชุด C จนมาเป็นชุด B
 
“ความเพียรคือหนึ่งในคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผมยึดถือมาตลอดการใช้ชีวิต ผมฝึกฝนตัวเองมาเรื่อยๆ จนก้าวเข้าสู่ปีที่ ๕ ของการอยู่ในแคมป์ทีมชาติ ในปีนั้น ทีมชาติชุด A เขาต้องเตรียมตัวไปแข่งกีฬาโอลิมปิก ส่วนชุด B ก็ต้องบินตามชุด A ไปในฐานะคู่ซ้อม ทำให้ทีมชาติชุด C อย่างผมมีโอกาสได้เป็นตัวแทนทีมชาติครั้งแรกไปแข่งกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศบรูไน แล้วผมก็คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ผมภูมิใจมาก เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองจากการแข่งขันในมหกรรมกีฬานี้เช่นกัน“จากนั้นเมื่อใกล้ถึงโอลิมปิกปี ค.ศ. ๒๐๐๐ ผมก็ถูกขยับให้ขึ้นมาเป็นทีมชาติชุด B และมีโอกาสได้ไปคัดตัวโอลิมปิกครั้งแรก แต่ผมก็ทำไม่สำเร็จ กลายเป็น วิจารณ์ พลฤทธิ์ เพื่อนของผมที่ได้ติดแทน อย่างไรก็ตาม ในฐานะทีมชาติชุด B ผมก็ต้องบินไปเป็นคู่ซ้อมให้กับทีมชาติชุด A โอลิมปิกในครั้งนั้นอยู่ดี”ราวกับเกิดเดจาวูขึ้นกับสมจิตร เพราะในปีนั้น วิจารณ์เพื่อนของเขาก็สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ
 
“ภาพแบบเดียวกันนี้ ผมเคยเห็นมาครั้งหนึ่งแล้วในสมัยของสมรักษ์ ทั้งการต้อนรับจากคนไทย การแห่ชื่นชมยินดีกับเหรียญทองโอลิมปิก และรวมถึงการมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย มันทำให้ผมเกิดความมุ่งมั่นมากขึ้นกว่าเดิม เพราะวิจารณ์เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผม ผมเป็นคู่ซ้อมให้เขา เหรียญโอลิมปิกเริ่มขยับเข้าใกล้ชีวิตผมมากขึ้นทุกขณะ รวมถึงโอกาสการได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านด้วย และภายหลังจากวิจารณ์ได้เหรียญทอง เขาก็ตัดสินใจเลิกชกมวย จึงทำให้ผมถูกดันตัวขึ้นไปติดทีมชาติชุด A ทันที”โอลิมปิกที่กรีซ ปี ค.ศ. ๒๐๐๔ สมจิตรถูกยกให้เป็นถึงตัวเต็งในรุ่น ๕๑ กิโลกรัม และนั่นทำให้เขาเข้าใกล้โอกาสที่จะได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมากขึ้น
 
“ผมไม่ใช่นักมวยที่เก่งกาจอะไร สิ่งที่ผมมีคือการยึดมั่นในความเพียรพยายามตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้สอนไว้ และในปีนั้นผมมีโอกาสที่จะทำได้เหมือนสมรักษ์กับวิจารณ์ ฟอร์มของผมตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะเพิ่งเอาชนะแชมป์โลกในรุ่นเดียวกันมาได้หมาดๆ สื่อต่างชาติหลายสำนักเลยยกให้ผมเป็นตัวเต็งที่จะคว้าเหรียญจากโอลิมปิกในครั้งนี้”ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ดี แต่ความจริงแล้ว มันคือเหรียญสองด้านที่สมจิตรกำลังโดนอีกด้านหนึ่งทิ่มแทงด้วยความกดดัน“ผมทำพลาด…ปีนั้นผมไม่ได้อะไรเลยแม้แต่เหรียญเดียว ตัวผมในวัย 29 ปีกับความฝันที่จะได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถูกพังทลายจนหมดสิ้น กลายเป็น มนัส บุญจำนงค์ ที่ทำได้ดีกว่า และคว้าเหรียญทองกลับมาให้ประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม ถึงผมจะไม่ได้เหรียญจากโอลิมปิกในครั้งนั้น แต่จากที่เคยเห็นในยุคของสมรักษ์และวิจารณ์ นักมวยทุกคนที่ได้ไปแข่งโอลิมปิกในปีเดียวกัน จะมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกคน”
 
แต่สมจิตรกลับถูกตัดรายชื่อออกจากนักกีฬาที่จะได้เข้าเฝ้าฯ ในปีนั้น ทำให้ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ และความสิ้นหวังที่เขาเคยใช้ความมุ่งมั่นต้านทานทะลุกำแพงเข้ามาทิ่มแทงจิตใจจนแทบไม่เหลือชิ้นดี… แต่ถึงกระนั้น โชคชะตาอันเลวร้ายก็ไม่อาจต้านทานความมุ่งมั่นที่ สมจิตร จงจอหอ คนนี้มีได้“เวลานั้นคิดว่าชีวิตผมกับวงการมวยคงต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ ด้วยวัยที่ล่วงเลยมาถึง ๒๙ ปีแล้ว มันแก่เกินกว่าจะไปสู้ใครได้ในอีก ๔ ปีข้างหน้า ผมจึงตัดสินใจว่าหลังการเดินสายติดตามมนัสออกสื่อฯ ก็จะหันหลังให้กับวงการมวยทันที แต่ระหว่างที่เดินสายนี้เอง ก็มีเสียงเชียร์จากหลายภาคส่วนมาให้กำลังใจผม บ้างก็ถามว่า ทำไมไม่ชกมวยต่ออีก ๔ ปี ก็แค่แป๊บเดียวเอง ยังไม่แก่เกินไปหรอก ผมเก็บเอาคำพูดเหล่านี้มาคิดพร้อมกับนึกถึงเหรียญพระมหาชนกที่สมรักษ์กับวิจารณ์เคยได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเหรียญนั้นมีคำว่า ‘วิริยะ’ เขียนไว้ด้วย เหรียญที่เราใฝ่ฝันอยากจะได้มาตลอด มีคำคำนั้นเขียนอยู่ หากเราไม่ทำตาม เราก็ไม่คู่ควรกับเหรียญของพระองค์ท่านเลย
 
“หลังจากคิดได้ ผมกลับไปนั่งมองหน้าตัวเองในกระจกที่บ้าน ชี้หน้าบอกคนในนั้นแล้วพูดว่า อีก ๔ ปี กูจะต้องกลับมา ไม่ว่าตอนนั้นจะอายุเท่าไหร่ จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวผม จะแพ้หรือชนะ ผมก็ไม่สนใจอีกแล้ว ผมสนแต่คำที่อยู่ในเหรียญของพระองค์ท่านเท่านั้น“หลังจากเดินสายกับมนัสเสร็จ ผมกลับมาซ้อมเพื่อรอโอลิมปิกครั้งต่อไป แล้วก็ราวกับเริ่มนับหนึ่งใหม่ ผมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมมากมาย ทั้งวิทยาศาสตร์การกีฬา การกิน การซ้อมเพื่อให้ร่างกายฟิตสมบูรณ์ รวมถึงทางด้านจิตวิทยาที่ได้ อาจารย์พิชิต เมืองนาโพธิ์ นักจิตวิทยาของการกีฬาแห่งประเทศไทยสอนมาหลายอย่าง ทั้งเรื่องการนอนและวิธีคิดบวกตอนผมขึ้นเวที เพราะต้องยอมรับว่าผมเป็นคนมีความคิดติดลบมากเวลาอยู่บนเวที กลัวแพ้ กลัวพลาด ไม่ก็กดดันตัวเองว่า ต้องชนะ ต้องน็อก
 
ซึ่งทั้งหมดนี้คือความผิดพลาดในวิธีคิดของผม”สิ่งที่อาจารย์พิชิตแนะนำแก่สมจิตร คือขึ้นเวทีเพื่อไปแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ตลอด ๔ ปีที่ผ่านมานี้ เขาซ้อมอะไรมาบ้าง ให้ขึ้นไปโชว์ความเพียรพยายามให้ทุกคนได้เห็น ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า ความรู้สึกของเขาในตอนนั้นกับเมื่อ ๔ ปีก่อน แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทุกสิ่งอย่างที่เคยกังวลได้หายไปจนหมดสิ้น“ผมฝ่าฟันในโอลิมปิกครั้งที่ ๒ ของตัวเองมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนหน้านั้น แมตช์ที่ยากที่สุดของผมได้ผ่านไปแล้ว นั่นคือการการันตีได้เหรียญทองแดง หลังจากที่ผมผ่านมาได้ทุกอย่าง หลังจากนั้นก็คือกำไรชีวิตจากความพยายามของผม และสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นกำไรชีวิตมากที่สุด คือการได้รับโทรศัพท์ทางไกลมาจากราชเลขาฯ ของพระองค์ท่าน โทรฯ มาบอกว่าพระองค์ท่านทอดพระเนตรการชกของผมอยู่ เท่านั้นแหละครับ การชกนัดสุดท้ายของผมกลายเป็นการแสดงถึงสิ่งที่ผมยึดมั่นในคำสอนของพระองค์มาโดยตลอด
 
 
ผมอยากแสดงให้พระองค์ท่านเห็นว่า ผมฝึกซ้อมอย่างหนักมาแค่ไหนตลอดการเป็นนักมวยอาชีพของผม” ในที่สุด สมจิตรในวัย ๓๓ ปี ก็คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ พร้อมทั้งชูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชให้ทั่วโลกได้เห็นบนเวที เหมือนครั้งที่สมรักษ์ วิจารณ์ และมนัส เคยทำไว้ แต่ชะตาชีวิตของเขาช่างเล่นตลก เมื่อในปีนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองมีความวุ่นวายอย่างหนักจนพระองค์ท่านเกิดพระอาการประชวร
 
“อย่าว่าแต่เรื่องได้เข้าเฝ้าฯ เลยครับ การต้อนรับคณะนักกีฬาจากรัฐบาลก็ยังไม่มี ทุกอย่างตอนนั้นดูวุ่นวายไปหมด แต่ผมก็นึกถึงคำสอนของพระองค์ท่านว่าการปิดทองหลังพระ เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด เพราะหากไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งดงามไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งคือ ผมได้แสดงความสามารถออกมาให้พระองค์ท่านได้เห็นบนเวทีแล้ว แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้วครับ”
 
๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ วันที่ประชาชนคนไทยทุกคนต่างตกใจกับข่าวที่ได้รับ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ตัวสมจิตรเอง“ตอนนั้นผมกำลังถ่ายรายการอยู่เลยครับ จำได้ว่าพอทราบข่าว ทุกอย่างในสมองมันว่างเปล่าไปหมด มันงงๆ มึนๆ ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี ถ่ายรายการเสร็จ ระหว่างขับรถกลับบ้าน ความรู้สึกเคว้งคว้างหม่นหมองก็เข้ามาครอบงำจิตใจ ข่าวจากวิทยุในรถมันตอกย้ำถึงความจริงในสิ่งนี้แก่ผม แล้วจู่ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง คือผมรู้นะว่าชีวิตคนเราไม่มีใครจะดำรงอยู่ได้ตลอดไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยสอนเราไว้แล้วในเรื่องนี้ แต่นี่มันกะทันหันเกินไป เรายังไม่ทันได้เตรียมใจเลยจริงๆ”
 
๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ สมจิตรใช้ความพยายามอีกครั้งในการฝ่าฝูงชนเพื่อไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา
 
 
“ผมเคยบวชเป็นพระที่วัดระฆังมาก่อน ผมจึงรู้เส้นทางลัดไปยังหน้าศิริราช ผมจึงเดินตามเส้นทางเดิมที่คุ้นเคย จนรู้ตัวอีกทีก็ไปยืนติดถนนตรงหน้าโรงพยาบาลศิริราชแล้ว จากนั้นไม่นานรถตู้อัญเชิญพระบรมศพก็แล่นผ่านหน้าผมไปในระยะไม่ถึง ๑๐ เมตร วันนั้นเป็นวันที่ผมได้อยู่ใกล้พระองค์ท่านมากที่สุดในชีวิต ผมร้องไห้ออกมาพร้อมกับทุกคน ในทุกวินาทีที่รถตู้วิ่งผ่านไป ผมคิดในใจว่าถึงแม้จะไม่ได้เข้าเฝ้าฯ แต่ผมก็ได้มาร่วมแสดงความไว้อาลัยต่อพระองค์ท่านพระผู้เสด็จสู่สวรรค์ นั่นเป็นความรู้สึกและการพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะมอบให้แก่พระองค์ได้ เพราะผมรู้ดีว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำให้กับคนไทยนั้น ต่อให้ผมตายอีก ๑๐ ชาติก็ยังทดแทนได้ไม่มีวันหมด
 
ผมแค่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความดีที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้ หลังจากนั้น ผมจึงได้ร่วมไปเป็นจิตอาสาบริเวณท้องสนามหลวง ผมเอาชาที่ผมทำเป็นธุรกิจอยู่ไปแจก พร้อมกับเสื้อดำอีก ๒,๐๐๐ ตัว ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยากตอบแทนและดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ผมขอปฏิญาณตรงนี้เลยว่า ลูกผู้ชายที่ชื่อสมจิตร จงจอหอ คนนี้ จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อที่เคยสอนไว้ไปตลอดชีวิต จะกลายเป็นคนดีคนหนึ่งของประเทศชาติ จะเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้อย่างที่พระองค์ทรงสอน เป็นอีกหนึ่งคนที่รักประเทศชาติ และยอมตายเพื่อประเทศนี้ได้ ผมรักพระองค์ท่านมากจริงๆ ครับ”