376
คนดูทั้งหมด
วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Post-truth แบบไทย ๆ กับ 'หมอแล็บแพนด้า'
Update : Jun 20, 2017
ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน
Fun Fact with Funnyman
เรื่อง: ณัฐกร เวียงอินทร์
นิตยสาร GM ฉบับพฤษภาคม 2560
 
ในปี 2016 ที่ผ่านมา คำว่า Post-truth กลายเป็นคำแห่งปี จากการคัดเลือกของ Oxford English Dictionary ซึ่งหากจะสรุปความง่ายๆ Post-truth หมายถึง การเชื่อ ‘ความจริง’ บางชุด จากความรู้สึกมากกว่าที่จะเชื่อถือจากข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ 
 
คำว่า Post-truth มีความหมายที่ผูกไว้กับนัยทางการเมือง โดยถูกนำมาใช้อ้างอิงเพิ่มขึ้นถึง 2,000 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 จากเหตุการณ์ที่มีการลงประชามติให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) กับเหตุการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่นักธุรกิจ-นักการเมืองฝ่ายขวา อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
 
ฝั่งที่โปรฯ อาการ Brexit และเลือก โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างเชื่อมั่นด้วยความรู้สึกว่า ความเกรียงไกรของสหราชอาณาจักร และความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาจะกลับมาอีกครั้ง-ถ้าเลือกทางนี้
 
ย้อนกลับมาดูความหมายของคำว่า Post-truth แบบไม่อิงกับนัยทางการเมือง ในทุกวงการ ตั้งแต่วงการสุขภาพ วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเรื่องของการเงิน เรื่องของธุรกิจ เราจะเห็นว่าการเชื่อด้วยความรู้สึกมากกว่าจะเชื่อด้วยข้อมูลที่มีความเป็น Objective เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอๆ 
 
เราได้เห็นผู้คนฝันที่จะรวย มีคุณภาพชีวิตที่ดี จากการทำธุรกิจ MLM (ซึ่งแน่นอนว่า ทุกธุรกิจนั้นมีความเสี่ยง อาจจะมีคนทำเงิน และคนล้มเหลวจากการทำธุรกิจเหล่านี้เป็นปกติ) เราเห็นคนเชื่อว่าการดื่มน้ำมะนาวผสมโซดาสามารถที่จะรักษาโรคมะเร็งได้ หรือการห้ามโทรศัพท์ในปั๊มน้ำมัน เป็นต้น จากเดิมที่เราจะได้อ่านข้อมูลเหล่านี้ในจดหมายลูกโซ่ที่ทิ้งไว้ตามทางเดิน ได้อ่านในฟอร์เวิร์ดเมล ในวันนี้ เราอาจจะเห็นข้อมูลเหล่านี้บนไทม์ไลน์ของเฟซบุ๊ก หรือไลน์กรุ๊ปที่ถูกแชร์กันต่อๆ มา 
 
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมานาน จนน่าตั้งข้อสงสัยว่า ความเชื่อเหล่านี้ เราควรจะจัดให้เป็น Pre-truth หรือ Post-truth กันแน่?
 
เมื่อความเชื่อ ความจริง กลายเป็น ‘มายาคติ’ (Myth) ที่เชื่อตามๆ กันมา จึงมีคนกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมา ‘เปลือย’ ความเชื่อเหล่านั้น ในแง่ที่ว่าหากหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เราเชื่อกันนั้น แท้จริงแล้วความจริงเป็นอย่างไร
 
GM Live จึงชวน Infuencer ที่กำลังมาแรงบนโลกออนไลน์ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน มาพูดคุยในประเด็นนี้
 
ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน หรือ “หมอแล็บแพนด้า” เขาเป็นนักเทคนิคการแพทย์อารมณ์ดีที่มาพร้อมกับขอบตาดำเหมือนแพนด้าที่เป็นเอกลักษณ์ให้ชวนฮา พร้อมกับลีลาการเล่าเรื่องที่ดูตลกยั่วให้แชร์โพสต์ แต่ภายใต้เสียงหัวเราะนี้ เนื้อหาของงาน เขาได้นำเสนอเรื่องราวทางด้านสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วยข้อมูลที่ย่อยได้ง่าย เช่น เรื่องไขมันและการลดน้ำหนัก ความเข้าใจผิดที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เราคลายข้อสงสัยในเรื่องสุขภาพที่ผิดๆ ตามที่เคยเข้าใจกันอีกแบบมาก่อนหน้านี้
 
ด้วยจำนวนไลค์มากกว่าล้านที่เพจ ‘หมอแล็บแพนด้า’ มองอย่างมีความหวัง คงจะทำให้เราเห็นว่าในปัจจุบัน สังคมไทยเริ่มมีแนวโน้มที่จะ ‘อ่าน’ ความจริงที่เกิดจากขั้นตอนการค้นหาอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
 
และนี่คือบทสนทนารวมถึงภารกิจในการสืบสวนความจริง การตีแผ่มายาคติที่ผิดๆ ผ่านมุมมองความคิดของ Infuencer ท่านนี้
 
GM : จุดเริ่มต้นของการมาเป็น 'หมอแล็บแพนด้า'
ภาคภูมิ : คือจริง ๆ แล้ว ผมอยากที่จะทำเพจที่ให้ความรู้อยู่แล้ว อยากจะโปรโมตวิชาชีพเทคนิคการแพทย์  ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก คือพอเอาเลือดไปตรวจ เจาะเลือดเสร็จปุ๊บเขาจะเอาเลือดเราไปที่ห้องแล็บ แต่ประชาชนไม่เห็นเลยว่าเลือดไปอยู่ในห้องแล็บแล้ว เขาไปทำอะไรบ้าง ในห้องแล็บ จะมีนักเทคนิคการแพทย์อยู่ คอยตรวจเลือดและรายงานผลไปยังแพทย์ที่ทำการรักษา ประชาชนก็จะเห็นเฉพาะแพทย์กับคนที่เจาะเลือด แต่ไม่เห็นว่าเลือดถูกเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้น ก็เลยทำเพจนี้ขึ้นมา ทำไปทำมา พอเริ่มโปรโมตตัวเองในห้องแล็บมากขึ้น เริ่มถ่ายภาพให้คนเห็นว่าเราทำอะไร ห้องแล็บประกอบไปด้วยอุปกรณ์อะไรบ้าง พอเริ่มเห็นหน้าตาใช่ไหมครับ ก็จะเริ่มเห็นสภาพที่แท้จริงว่า จริงๆ แล้วพอเราอยู่เวรแล้วสภาพหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เลยเป็นที่มาของแพนด้านี่แหละ ก็คือขอบตาดำแบบแพนด้า
 
GM : ถ้าเราเข้าไปดูในเพจหมอแล็บแพนด้า เราจะเห็นว่าเซนส์ตลกของคุณ มันจะเป็นเซนส์ระดับที่แบบ หมอคิดได้ไงอะไรแบบบี้ อะไรเป็นแรงบันดาลใจ หรือว่าคาแรคเตอร์แบบไหนของเราที่สะท้อนให้เห็นว่า เราเล่นมุกแบบนี้แล้วคนตอบรับสูงมาก
ภาคภูมิ : เราอยากจะให้ความรู้กับประชาชน ด้วยวิธีการที่ง่ายๆ คือผมสังเกตในเพจทางการแพทย์ทั่วๆ ไป ถ้าสมมุติว่าเราไปพูดยาวไปเขียนยาว ถึงแม้ว่าจะเขียนได้ดีมากๆ เข้าใจง่ายมากๆ คนก็ไม่ค่อยอ่านนะครับ ผมเลยตั้งใจไว้เลยว่าจะเขียนง่ายๆ สื่อสารง่ายๆ แล้วถ้ามีมุกตลกเป็นตัวล่อตัวชนให้คนเข้ามาอ่าน มันก็จะทำให้คนได้รับความรู้โดยไม่รู้ตัวนะครับแล้วก็ทำไมถึงกล้า ก็คือว่าอะไรที่จะทำให้คนอ่านได้รับความรู้เข้าไป กล้าหมด อยากให้คนขำ อยากให้มีความสุขในการได้รับความรู้ครับ
 
GM : โดยส่วนตัวเราเป็นคนตลกแบบนี้ไหม
ภาคภูมิ : ที่จริงตัวเองเป็นคนตลกนั่นแหละครับ แต่ว่าบางทีด้วยหน้าที่การงานแล้ว มันก็ตลกมากไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีความน่าเชื่อถือ อย่างบางทีเราอยู่ในหน่วยงาน เราเป็นหัวหน้า เพราะฉะนั้น เราก็จะมีลูกน้องอยู่เราก็จะตลกมากไม่ได้ แต่ถ้าไปในกลุ่มเพื่อนฝูงไปรับประทานอาหารข้างนอก เราก็ตลกเล่นหัวกับเพื่อนสนุกสนานครับ
 
GM : การที่เราทำแบบนี้ เหมือนกับว่าเราเอาเรื่องจริงจัง เรื่องซีเรียสมาให้มันดูสนุก แล้วมันย่อยง่าย คือคนเข้ามาดูในวงกว้าง แต่อีกมุมหนึ่งก็คือว่าในความเป็นวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ทำให้ความน่าเชื่อถือเชิงวิชาการลดลงไปหรือเปล่าครับ
ภาคภูมิ : มีส่วนที่ทำให้ความน่าเชื่อถือน้อยลงครับ แต่ว่าโชคดีที่ว่าคนเชื่อถือไปแล้วตั้งแต่แรกนะครับ เพราะฉะนั้น เขาจะรู้เองว่าที่เราทำไปอย่างนี้ แค่เล่นเฉยๆ ตอนนี้ลูกเพจเริ่มรู้แล้วนะครับว่า จริงๆ ที่เราทำก็เพื่ออยากให้ทุกคนได้รับความรู้ เพราะฉะนั้น จึงไม่ค่อยกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือตรงนี้ครับ
 
GM : เรามีเคล็ดลับในการทำเพจอย่างไร ถึงทำให้คนเข้ามาสนใจเรา ทั้งที่เรื่องสุขภาพ บางมุมก็ไม่ได้เข้าใจง่ายขนาดนั้น
ภาคภูมิ : อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากครับ ก็คือว่าอันดับหนึ่ง คอนเทนต์ของเราจะต้องมีเอกลักษณ์ ลองไปดูเพจหลายๆ เพจได้เลยครับ เคล็ดลับความสำเร็จน่ะ แต่ละเพจจะต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองนะครับ อย่างเช่น เพจ Drama Addict ก็จะเน้นเรื่องที่กำลังเป็นกระแสสังคม เป็นเรื่องให้ถกเถียงกัน ที่เราเรียกว่าดราม่าใช่มั้ย อันนี้ก็เป็นเอกลักษณ์ของเขา ถ้าใครจะมาเลียนแบบมันก็ยากแล้วนะ ลองไปดูไล่ๆ ดูเพจน่ะครับ 
 
ทีนี้เอกลักษณ์ของเพจหมอแล็บแพนด้า คือเอาความรู้มาย่อยให้ง่ายๆ แล้วก็ใส่มุกตลกของตัวเองลงไป พร้อมกับขอบตาดำที่เป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกว่าบุคลากรทางการแพทย์น่ะเวลาอยู่เวรจะหน้าตาไม่ค่อยสดใสหรอก จะออกประมาณนี้คล้ายหมีแพนด้า แต่นั่นก็แค่เหตุผลหนึ่งครับ มีเอกลักษณ์ไม่พอ จะต้องมีคอนเนคชัน คือว่าเราจะต้องรู้จักกลุ่มผู้ที่ทำเพจ อย่างผมก็จะเป็นเพื่อนกับแอดมินเพจดัง อย่าง จ่าพิชิต เจี๊ยบเลียบด่วน เป็นเพื่อนกับทุกคนที่เราอาจจะคาดไม่ถึงว่า ถ้าผมนัดประชุมขึ้นมาแล้วระเบิดลง รับรองว่าไม่มีเพจอ่านแน่นอนครับ ถามว่าอันนี้มันสร้างได้ยังไง ก็คือว่าเราจะต้องเป็นมิตรไมตรีกับทุกๆ คนด้วยความจริงใจ คุยกับเขานะครับ คุยกับแอดมินเพจต่างๆ นัดเจอกันพบปะกันนะครับ มีอะไรก็ช่วยกันแชร์ให้มันเป็นกระแสสังคมที่ดีขึ้นมาได้
 
 
GM : ฟีดแบคของคนเข้ามาชมเพจเรา ทั้งหน้าไมค์หลังไมค์ ทั้งเชิงบวกเชิงลบเป็นอย่างไร
ภาคภูมิ : ส่วนใหญ่เพจหมอแล็บแพนด้า คนที่เข้ามาจะเป็นเชิงบวก เพราะว่าผมไม่ค่อยรับโฆษณา แล้วก็คนจะเห็นว่าเพจผมอยากให้ความรู้ทางด้านวิชาการจริงๆ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ กว่าจะคิดกว่าจะทำอะไรขึ้นมามองแต่ประโยชน์คนอื่นเพราะว่ามันซึมซับมาจากพ่อแม่ที่เป็นครู พ่อแม่ผมจะสอนตลอดเลยว่า เราจะต้องให้อะไรกับสังคมครับ ผมก็เลยซึมซับตรงนั้นมา แล้วก็แผ่กระจายไปยังลูกเพจที่เข้ามาเสพ เขาสัมผัสได้ว่าจริงๆ แล้วผมเป็นคนอย่างไร
 
GM : ถ้าอย่างนั้นรายได้ในเพจส่วนใหญ่มาจากไหน
ภาคภูมิ : รายได้ของผม ส่วนใหญ่จะเป็นรายได้ทางอ้อม อย่างเช่นผมอาจจะมีคนเชิญไปบรรยาย อาจจะกินเงินบรรยายที่เขาว่าจ้างเรานะครับ บางทีก็ไม่เอา หรือบางทีก็ไปออกรายการทีวีใช่มั้ยครับ ออกรายการทีวีก็จะได้ค่าเดินทางใช่มั้ยครับ พันสองพันผมก็ไปนะ เพราะว่ามันก็เป็นรายได้ทางอ้อม 
 
GM : ข้อมูลส่วนใหญ่ในเพจ มีบางเรื่องเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพเชิงลึก เราหาข้อมูลอย่างไร
ภาคภูมิ : พอดีในยุคโซเชียล เวลาเราจะเสพสื่อ เราจะต้องมองว่ามันไม่จริง คือให้สงสัยไปก่อนว่ามันจริงรึเปล่า ให้ใช้ความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์เข้ามาจับก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่ไม่จริงแล้วก็จับแพะชนแกะไปหมดนะครับ พอเราอ่านดูปุ๊บ เรามีความรู้ใช่ไหมครับ เราก็จะรู้เลยว่าอันนี้ไม่จริง คือมันผิดหลักวิทยาศาสตร์พูดง่ายๆ บางอันไม่ผิดมันก้ำกึ่งมากๆ แต่ว่าถ้าเรามีความรู้ที่แน่นอน เราจะจับสังเกตออก เพราะว่าบางอย่างมันเป็นวิทยาศาสตร์เทียมใช่ไหม เพราะฉะนั้นเขาจะใช้ตรงจุดที่เป็นจุดที่ก้ำกึ่งว่า มันจะถูกหรือผิดมานำเสนอ ซึ่งแม้ว่าคนมีความรู้ก็มีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีการตรวจสอบ คือผมเองอ่านดูปุ๊บแล้วพอเราสงสัยว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์เทียม เราก็ต้องไปหางานวิจัยมาว่า อันนี้จริงหรือหลอกประชาชน แล้วถ้ายังไม่แน่ใจอีกก็ไปถามนะครับในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญนี่เราก็ตั้งกลุ่มกันขึ้นมานะครับ ผมก็จะมีคุณหมอต่างๆ ให้คำปรึกษา อย่างจ่าพิชิต หรืออาจารย์เจษฎาก็คือหนึ่งในนั้น เราจะมีการคุยกันทุกๆ เช้าแล้วก็มีการเอาเรื่องพวกนี้ครับมาคุยกันว่ามันจริงหรือไม่ ถ้าสมมุติว่างานวิจัยที่ผมไปหามายังคลุมเครืออยู่ เราก็สอบถามไปยังกลุ่มนี้ได้
 
GM : เรียกได้ไหมครับว่านี่คือกลุ่มมหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์ไทย
ภาคภูมิ : ใช่ครับ คือทุกๆ เช้า ผมจะคุยกับกลุ่มวิชาการที่ว่ามหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์แล้วก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นแอดมินเพจดังสายสนุกสนาน กลุ่มแรกก็จะมีการนำความรู้มาถกเถียงกันนะครับ กลุ่มที่สองจะทำให้เราไม่ตกเทรนด์ กลุ่มนี้จะเอาข่าวโซเชียลมาโพสต์ให้กันดูว่า มันมีอันนี้แล้วนะ มันมีอันนี้อัปเดตนะ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมเพจแต่ละเพจดูมันมีทิศทางไปในแนวเดียวกันนะครับ
 
GM : ตั้งแต่ที่ทำมาครับ โพสต์ไหน ประเด็นไหนที่ถูกแชร์เยอะที่สุดในเพจ
ภาคภูมิ : ประเด็นที่ได้รับความสนใจ ส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่เป็นซีรีส์แบบอินโฟพิคเจอร์ เพราะว่ามันจะเริ่มปูข้อมูลมาแล้วก็มีการให้ความรู้มาเรื่อยๆ จากนั้นตบด้วยมุกแล้วก็พูดความรู้ แล้วก็ตบด้วยมุก สลับกันไปอยู่อย่างนี้จนจบครับ อันนี้คนจะชอบ เพราะว่ามันเหมือนเราดูเพาเวอร์พอยท์ เหมือนอธิบายไปแล้วเก็ท ได้ความรู้ด้วย ได้ความสนุกด้วย แล้วแต่ละภาพยังสามารถแชร์ได้อีกต่างหาก คือถ้าเราโพสต์หนึ่งโพสต์ใช่ไหมครับ มันก็แชร์ได้แค่โพสต์นั้น แต่ถ้าเราโพสต์เป็นซีรีส์ แต่ละภาพยังถูกแชร์ไปได้อีก และก็ยังสามารถที่จะ Discuss กันภายใต้ภาพได้อีก เพราะฉะนั้น มันจึงเกิด Engagement สูงมาก เพราะฉะนั้นโพสต์เหล่านี้ ตั้งแต่เรื่องพวกจดหมายถึงจิ๋ม เรื่องเอดส์ HIV เรื่องกรดโฟลิก
 
GM : ความเป็น Influencer ของเรา ช่วยในการให้คนเลิกเชื่อในวิทยาศาสตร์เทียม หรือ Pseudoscience มากน้อยแค่ไหน
ภาคภูมิ : ผมว่าทำให้คนเลิกเชื่อได้กลุ่มใหญ่ๆ เลย เพราะว่าหลายๆ คนเขาอินบ็อกซ์เข้ามาคุยนะครับ เขาบอกว่าขอบคุณมากนะครับ ที่ทำให้เขาตาสว่าง คือจริงๆ ผมอยากทำเพจให้มันใหญ่กว่านี้มากๆ เลยนะครับ เพราะว่าให้มันเข้ามาแทรกซึมกับข่าวที่มันหลอกลวงอยู่ทุกวันนี้ครับ ทุกวันนี้มันมีอะไรที่มันไม่จริงเยอะมาก ถ้าเราเพจใหญ่ๆ เราเข้าไปแทรก เข้าไปละลาย ให้มันเจือจางลง ก็จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์มากนะครับ
 
GM : ด้วยความที่ว่าเราเล่าเรื่องวิทยาศาสตร์ เนื้อหาอาจจะชนหรือซ้ำกันกับหลายคน อย่างเช่นกับอาจารย์เจษฎา เรามีวิธีหลีกประเด็นการนำเสนออย่างไรบ้างครับ
ภาคภูมิ : ใครอยากทำอะไรก็ทำไปตามสไตล์ตัวเองเลยนะครับ แต่ถ้าเราเห็นเพื่อนโพสต์ก่อน เราก็ไม่โพสต์ เราก็อาจจะแชร์ หรือถ้ามันน่าสนใจจริงๆ เราก็เล่นของเราด้วย ให้ประชาชนได้เกิดการตื่นตัว แต่เล่นในสไตล์ของเรา ก็เล่นซ้ำกันได้ครับ แต่ว่าแล้วแต่การนำเสนอแต่ละคนมันแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างอาจารย์เจษฎา ท่านก็จะพูดยาวๆ ใช่ไหมครับ แล้วก็ให้ความรู้มีงานวิจัยอ้างอิงใช่มั้ยครับ แต่ส่วนของผมก็จะสกัดมาให้สั้นกว่านั้นอีก ให้คนเห็นจุดเด่นๆ เลย
 
GM : นี่คือภาพที่เราเห็นว่าเราอยากจะทำลายมายาคติบางอย่างในสังคม แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ อย่างในพจนานุกรมอ๊อกซฟอร์ด คำแห่งปีของ 2016 คือคำว่า Post-truth ที่เชื่อจากอารมณ์มากกว่าข้อมูล หมอคิดว่าคำนี้สะท้อนให้เห็นภาพสังคมไทยอย่างไร
ภาคภูมิ : ตอนนี้นะครับคนต้องการที่จะหาอะไรที่มันง่ายๆ แล้วก็ราคาถูก ทีนี้มันก็จับจุดได้นะ เป็นพวกที่บิดเบือนความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือสุขภาพ พยายามที่จะขายของให้แก่ประชาชนที่ไม่รู้ อย่างเช่น ยาขาวต่างๆ ที่ทำให้ผิวสีจากสีดำเป็นสีขาว สีเข้มเป็นสีขาว พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นสารอันตราย แต่เขาก็จะบอกว่าไม่เป็นอันตราย โดยมีกลุ่มคนอ้างอิงขึ้นมา ถ้าเกิดใครโพสต์แล้วว่าตัวเองขาวได้จริงจากยาตัวนี้ ครั้งต่อไปก็จะได้รับส่วนลดในการซื้อ เพราะฉะนั้น ผมถึงย้อนกลับไปในประเด็นเดิมก็คือว่า โลกทุกวันนี้เราจะต้องตั้งข้อสงสัยแบบนักวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเลย ไม่ว่าเราจะมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์รึเปล่า ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่า ไม่จริง พอไม่จริงแล้ว ลองไปค้นกูเกิลดูก็ได้ แล้วก็เลือกดูว่าคนที่เป็นแพทย์หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ออกมาพูดว่าอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ อย่างเช่น ยาทาผิว สมมุตินะครับ ยาลอกผิวได้จริงมั้ย มันก็จะมีโอ้โฮ โผล่ขึ้นมาเต็มไปหมดเลย เพราะฉะนั้น ให้เลือกดูในกลุ่มนักวิชาการที่ออกมาพูด ส่วนใหญ่จะไม่จริงทั้งนั้นครับ อย่าเพิ่งเชื่อเด็ดขาดครับ
 
 
GM : ที่สุดแล้วเราจะสลายมายาคติพวกนี้ได้อย่างไร
ภาคภูมิ : จะสลายได้ยังไงใช่ไหม ก็ต้องมีเพจแบบนี้ครับ มีเพจสุขภาพแบบนี้แล้วก็กล้าที่จะออกมาบอกความจริงนะครับ โดยที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก คืออย่าไปกลัว ส่วนใหญ่เราไม่กล้าพูดใช่ไหม ถ้ามีเพจที่กล้าออกมายืนยันว่า จริง-ไม่จริง โดยที่มองว่าให้ประโยชน์กับประชาชนมากกว่าที่จะมากลัวว่าตัวเองจะโดนอะไรบ้าง อย่างนี้ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจได้
 
GM : การที่เราเปิดหน้าแบบนี้ ตัวหมอแล็บแพนด้าเองรับมือกับการชนกับองค์กรหรือคนที่เราพาดพิงอย่างไร ในเชิงสังคมและเชิงกฎหมาย
ภาคภูมิ : ในเชิงกฎหมาย คือว่าเราจะพยายามให้ความรู้แบบกว้างๆ แล้วถ้าเกิดต้องมีผลิตภัณฑ์อะไรที่จะต้องพูดถึง ถ้าจำเป็นต้องใช้ภาพจริงๆ ก็จะทำการเบลอผลิตภัณฑ์ เพื่อไม่ให้เขาเสียหาย คือมุ่งเน้นให้ความรู้อย่างเดียว แต่ถ้าสมมุติว่าบางทีมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ บางทีผลิตภัณฑ์นั้นทำอยู่เจ้าเดียว คนก็อาจจะคิดได้ว่า เป็นสินค้าของเขา ทีนี้ถามว่าไม่กลัวเหรอ เอาแบบตรงๆ เลยนะ ไม่กลัว ไม่กลัวที่จะพูดความจริงครับ คือมันเป็นสิ่งที่เหมือนพูดง่ายๆ แต่ทำยาก แต่ผมเลือกที่จะทำมัน
 
GM : แล้วที่ผ่านมาเราเจอฟ้องอะไร อย่างไรบ้างครับ เราสู้กับเรื่องนี้อย่างไร
ภาคภูมิ : ที่ผ่านมา โดนผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนยี่ห้อหนึ่งฟ้องครับ คือผมเอาภาพผู้ป่วยที่นอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลมา แล้วเขาก็ชูผลิตภัณฑ์นี้ว่าเขากินตัวนี้แค่ไม่กี่เม็ดก็เข้าโรงพยาบาลเลย ผมก็เห็นว่า เออ น่าเอาออกมาเตือนนะ ก็เลยแค็ปภาพนั้นมา แต่เบลอผลิตภัณฑ์ทุกอย่างนะครับ เบลอหน้าตา แต่เขามองว่ามันทำให้ดูได้ว่า เป็นของเขา เขาก็เลยฟ้อง พอฟ้องเสร็จปุ๊บก็มีการไกล่เกลี่ยกันนะครับ ก็เรียบร้อยแล้วครับ ไม่มีปัญหาอะไร
 
GM : แล้วในอนาคตเราจะเจอเคสแบบนี้อีกมั้ย เพราะเราตั้งใจที่จะเปิดท้าชนซะขนาดนี้
ภาคภูมิ : ก็เป็นไปได้ครับอาจจะมีอีก เพราะฉะนั้น ต้องตั้งทีมทนายไว้ครับ
 
GM : มีหรือยังครับสำหรับทีมทนาย
ภาคภูมิ : ก็มีครับ มีแต่ว่ายังไม่ได้ตกลงกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่าเกริ่นๆ กันไว้ว่าถ้ามีกรณีนี้อีกเดี๋ยวมาช่วยนะ
 
GM : ที่สุดแล้วเพจหมอแล็บแพนด้าอยากจะทำเพจให้ไปถึงจุดไหน แล้วอยากให้อะไรกับสังคมไทยบ้าง
ภาคภูมิ : คืออยากที่จะทำเพจไปให้ถึงระดับที่ เอาง่ายๆ ก็หลักล้าน เพื่ออะไรครับ ไม่ใช่ว่าเพื่อต้องการไลค์เอาไปกินนะครับ เพื่อต้องการให้ความรู้ตรงนี้ไปเจือจางข่าวความเชื่อที่ผิดๆ คือถ้าเพจเราเล็กๆ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่ถ้าเพจเราใหญ่ มันทำให้คนเห็นข้อมูลตรงนี้ ทำให้เขาฉุกคิดได้ว่า อ้าว ! ทำไมคนนี้ว่าอย่างนี้ๆ ให้มันเกิดการสงสัย แล้วให้เขาหาความรู้ เราจะได้ไม่ต้องไปเชื่อผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงนั้นอีก
 
 
GM Multimedia Group PLC.
GM Live © 2017