รากนครา (2560)-การถวิลหาตัวตนในสังคมอำนาจนิยมรวมศูนย์
 
รากนครา ละครโทรทัศน์ทาง ไทยทีวีสีช่อง 3 ออกอากาศช่วงเดือนกันยายน- ตุลาคม 2560 เป็นละครย้อนยุคช่วงประวัติศาสตร์ก่อนอาณาจักรล้านนาล่มสลาย บทประพันธ์ถูกเขียนขึ้นในช่วงประมาณปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีวรรณกรรม ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์พูดถึงการตีความความเป็นไทยแบบใหม่เพื่อสร้างตัวตนในยุคโลกาภิวัตน์จากการเข้ามาของ IMF และทุนข้ามชาติ แม้ผู้เขียน ปิยะพร ศักดิ์เกษม จะอธิบายว่าเมืองและบุคคลต่าง ๆ เป็นเรื่องสมมติ แต่จากการตีความของผู้อ่าน รวมถึงการถ่ายทอดทางละครโทรทัศน์สามารถตีความได้ว่า เป็นช่วงระหว่างปี 2433-2453 หรือเป็นครึ่งหลังรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 อันเป็นช่วงสถาปนาอำนาจของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม และช่วงปลายราชวงศ์คองบองของพม่าก่อนพ่ายแพ้สงครามครั้งที่ 3 แก่อังกฤษ ซึ่งปรากฏชัดในบทละครที่พูดถึง “พระเจ้าแผ่นดินสยาม” และ “กษัตริย์เมืองมัณฑ์” เนื้อเรื่องพูดถึงทางเลือกของหัวเมืองล้านนาระหว่างการเข้าร่วมกับสยามกับทางเลือกอื่นๆ ผ่านตัวละครหลักซึ่งเป็นเจ้าอาณาจักรล้านนาในช่วงเวลานั้นโดยอาจตีความได้ว่าอาจเป็นเมือง แพร่ ลำปาง หรือ น่าน ทั้งนี้จากบทประพันธ์และบทละครโทรทัศน์ได้มีการปรับออกจากพื้นหลังทางประวัติศาสตร์จนไม่สามารถระบุชัดว่าหมายถึงหัวเมืองใดเป็นกรณีพิเศษ จากเงื่อนไขข้างต้นจึงพอสรุปได้ว่า ละครรากนครา (2560) ก็มีลักษณะเดียวกันกับละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่นๆ คือการเอามาทำซ้ำแต่ละช่วงเวลาเพื่อพันธกิจทางการเมืองของตัวบทละคร และพันธกิจที่เด่นชัดคือการเชิดชูและชวนให้ระลึกถึงความเป็นชาติที่ถูกสร้างขึ้นมา ความยิ่งใหญ่และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสยาม (รัฐไทย) ว่าเป็นสิ่งถูกต้องดีงามทั้งทางศีลธรรมและผลประโยชน์ของประเทศ บทความนี้จึงมุ่งนำทุกท่านพิจารณาความพยายามในการสร้างตัวตนของสังคมโดยชนชั้นนำไทยผ่านละครเรื่องนี้ในบริบทของรัฐทุนนิยมรวมศูนย์ในปัจจุบัน
 
 
ตัวละครที่ไม่ใช่ไทยจากมโนทัศน์รัฐส่วนกลาง-ความไร้เหตุผลและอุดมคติที่ผิดพลาด?
 
ละครเรื่องนี้เขียนโดยคนไทย กำกับโดยคนไทย และแน่นอนว่าเพื่อให้คนไทยรับชมเป็นหลัก แม้ตัวละครหลักจะไม่มีคนสยามปรากฏแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในตัวละครหลัก 4 ตัว อันได้แก่เจ้าศุขวงศ์ เจ้าแม้นเมือง เจ้ามิ่งหล้า และเจ้าหน่อเมืองได้ดำเนินเรื่องผ่านกรอบอุดมการณ์แบบสยามที่เป็นแกนกลางของความขัดแย้ง โดยมีเจ้าศุขวงศ์เป็นตัวแทนที่คอยแก้ต่างให้ชุดอุดมการณ์ของสยามและเป็นกระบอกเสียงของความมีเหตุมีผลต่างจากตัวละครอื่น ๆ ที่แสดงความเป็นผู้ไร้เหตุผล ถูกชักจูงด้วย อารมณ์และเกียรติอันไม่มีตัวตน อย่างไรก็ตามการพิจารณากระบวนการสร้างและตีความตัวละครย่อมเกิดจากผู้สร้างละครโทรทัศน์และความคาดหวังต่อการคล้อยตามของผู้ชมโดยตีความได้ดังนี้
 
เจ้าศุขวงศ์ ตัวแทนของโลกสมัยใหม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงและรับอุดมการณ์แบบสยามอันหมายถึงการรับผลประโยชน์จากชาติมหาอำนาจและพยายามสถาปนาตนขึ้นเป็นตัวแทนของชุดผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจในภูมิภาค  (ซึ่งก็คือตัวแทนรัฐสยาม) ในบทละครพยายามพูดถึงเรื่องการเสียน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ ตามกรอบอรรถาธิบายของชนชั้นนำไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงนี้ แต่หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มันคือการพยายามแย่งยื้อของชนชั้นนำกลุ่มต่างๆในพื้นที้เพื่อที่จะเป็นตัวแทน ของชาติตะวันตกเพื่อผลประโยชน์ชุดใหม่มหาศาล ภาพของเจ้าศุขวงศ์จึงเป็นภาพสะท้อนของชนชั้นนำไทยทุกยุคทุกสมัยที่มักมีข้ออ้างในนามธรรมสูงส่งไม่ว่าเพื่อชาติ เพื่อบ้านเมือง ประชาชน ในการกระทำใด ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นวาทะ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เสียสัตย์เพื่อชาติ ขอเป็นสะพาน ฯลฯ ที่เราเห็นจากชนชั้นนำไทยบ่อยครั้ง
 
เจ้าแม้นเมือง เจ้าหญิงจากเชียงเงินเป็นภาพสะท้อนความไม่เดียงสาทางการเมือง ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ชีวิตทั้งชีวิตเริ่มต้นด้วยการผูกใจเจ็บต่อชาติมหาอำนาจรวมถึงสยาม ใช้ชีวิตตามคำสั่งและแผนการของพ่อ และพี่ชาย รวมถึงอุดมการณ์ของอาที่ตายไปแล้ว ความไร้เดียงสาทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมานี้นำสู่การวางโครงเรื่องให้ตัวละครตัวนี้เผชิญแต่ความทุกข์ทางใจ ตั้งแต่ต้นเรื่องจนกระทั่งตายในตอนจบ ละครถ่ายทอดให้การตัดสินใจของตัวละครเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล ยิ่งคิดยิ่งทำอะไรก็มีแต่จะทำให้แย่ลง การสร้างเจ้าแม้นเมืองลักษณะนี้ขึ้นมาสะท้อนฐานวิธีการมองของอนุรักษ์นิยมต่อประชาชนและการต่อต้านอำนาจรัฐ ที่มองว่าประชาชนไม่สามารถคิดเองเป็นและถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามอำนาจรัฐอยู่เสมอ กระนั้นก็วางไว้ว่าประชาชนก็จะเข้าใจเจตนาสูงส่งของอำนาจรัฐในท้ายสุด แต่ด้วยการถูก “ใช้เป็นเครื่องมือ” ที่ยาวนานของฝ่ายตรงข้ามก็สายเกินไปแล้วทำให้ตัวประชาชนไม่สามารถพบกับความสุขในช่วงท้าย
 
 
เจ้ามิ่งหล้า น้องสาวของเจ้าแม้นเมืองเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุดมีอารมณ์รัก โกรธ แค้น ทะเยอทะยาน มีความเป็นนักการเมืองสูงที่สุดและเป็นตัวละครที่พูดเรื่องชาติบ้านเมืองในฐานะอุดมการณ์น้อยที่สุด ในมุมมองของมิ่งหล้า ชาติบ้านเมือง ก็คือชาติบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตน แต่อุดมคติในลักษณะนั้นก็ถูกวางให้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม โครงเรื่องวางให้ผู้ที่คิดแบบนี้ “แพ้ภัย” ตัวเอง  และล้มเหลวทางการเมืองในท้ายที่สุดก็ต้องพึ่งพาอุดมคติของอำนาจรัฐอันถูกต้องดีงามแบบรัฐไทยตามแบบศุขวงศ์ เหมือนภาพนักการเมืองที่มักถูกสร้างโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้เห็นว่าการคิดถึงประโยชน์เฉพาะหน้าไม่คำนึงถึงบ้านเมืองมีแต่จะนำพาสู่ความพินาศของบ้านเมืองและตนเอง
 
เจ้าหน่อเมือง เป็นตัวละครที่ถูกทำให้มีมิติน้อยที่สุด ถูกทำให้พร่ำเพ้อเรื่องอุดมคติของเอกราชที่ไร้สาระตลอดทั้งเรื่อง นำสู่การวางแผนจัดฉาก ทรยศหักหลังเพื่ออุดมคติของตน และท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อตัวแทนอำนาจรัฐไทย จากการสังหารเจ้าแม้นเมืองด้วยความเข้าใจผิดและกลายเป็นบ้าเข้าป่าไป ภาพของเจ้าหน่อเมืองจึงแตกต่างจากอุดมคติต่างชาติแบบ “โกโบริ-โมเดล” ของทมยันตี หรือนิยายหลายเรื่องของหลวงวิจิตรวาทการที่เชิดชูอุดมคติของผู้รุกรานว่ายังสวยงามและเข้าใจได้ ทางตรงกันข้ามภาพสร้างอุดมคติของเจ้าหน่อเมืองเป็นการผลิตซ้ำว่าอุดมคติของฝั่งตรงข้ามรัฐไทย คือเรื่อง “อุดมคติของคนบ้า” ซึ่งตรงนี้อาจหมายรวมถึง สำนึกท้องถิ่นนิยมต้านอำนาจส่วนกลาง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแบบสากล หรือการสร้างนโยบายเพื่อยกระดับชีวิตประชาชนในพื้นที่ ก็มักถูกจัดเป็นอุดมคติที่เพ้อฝัน เกิดขึ้นไม่ได้จริงและนำสู่สิ่งผิดเพี้ยนอันตรายต้องยกเลิกและยอมรับอุดมคติแค่แบบเดียว

ละคร Period กับตัวตนคนร่วมสมัย ผ่านรากนครา-2560

Henri Lefebvre นักทฤษฎีสังคมศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้พูดถึงกระบวนการสร้างความหมายในสังคมทุนนิยมเพื่อให้ความชอบธรรมแก่ผู้ควบคุมอำนาจในปัจจุบันนั้น นอกจากการสร้างโลกทางวัตถุที่จับต้องได้เช่น ตึกสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า รถไฟใต้ดิน ฯลฯ แล้ว ยังต้องสร้างโลกทางความคิดเพื่อให้คนคิดว่าตัวเองมีอะไรยึดเหนี่ยวและยอมจำมนนกับอำนาจรัฐและลืมไปว่าจริงๆตัวเองได้ถูกแยกขาดจากพื้นที่และสังคม หากเราเทียบแล้วก็จะพบว่าละครรากนคราก็เป็นภาพการสร้างอุดมคติผ่านสามเงื่อนไขคือ 1. วันชื่นคืนสุข (Good Old Days) 2. การถวิลหา (Nostalgia) และ 3. ความน่าตื่นตาตื่นใจ (Spectacular)
 
1.วันชื่นคืนสุข (Good Old Days) ลักษณะวันชื่นคืนสุขของสังคมไทยเกิดจากการพิจารณาถึงสภาพปัจจุบันที่ขัดกับสิ่งที่ตนคุ้นเคยหรือเชื่อว่ามีอยู่จริง “วันชื่นคืนสุข”ของแต่ละสังคมย่อมมีนิยามและความจริงจังที่แตกต่างกัน วันชื่นคืนสุขของชนชั้นนำไทยส่วนมากก็วนอยู่กับ ความรุ่งเรืองของประเทศในช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความสามัคคีของผู้คน การล่มสลายของอาณาจักรพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ไทยไม่มีประชาธิปไตย ซึ่งส่วนมากแล้วก็คือช่วงสั้นๆของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนกลาง คำถามคือทำไมต้องย้อนไปไกลขนาดนั้น นับตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในปี 2475 นั้น สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งจากความล้มเหลวของการบริหาร เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประชาชนก็ไม่ได้เป็นเด็กเชื่องๆอีกต่อไป การต่อสู้ขัดขืนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเกิดขึ้นต่อเนื่อง และก็จบลงที่การปราบปรามโดยชนชั้นนำบ่อยครั้ง ( 4 รัฐมนตรีอีสาน / ถังแดง-พัทลุง / 6ตุลา 19 /พฤษภา 35/ ความขัดแย้งทางการเมือง 51-53 ฯลฯ) และปัจจุบันก็ไม่ได้มีแนวโน้มว่าชนชั้นนำจะสามารถจัดการความขัดแย้งให้คลี่คลายได้เลย วันชื่นคืนสุขในรากนคราที่ปรากฏคือ ความสามารถในการรักษาเอกราชของชนชั้นนำไว้ได้ ทุกเผ่าพันธุ์สามัคคีสวามิภักดิ์ ความสามัคคีเป็นสิ่งที่มีค่าและทุกคนได้ประโยชน์จากมัน แม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็ยาวนานให้นึกถึงตามมโนทัศน์ของชนชั้นนำ รากนคราจึงมุ่งสะท้อนให้เห็นว่าจุดกำเนิดของวันชื่นคืนสุขของชนชั้นนำมีที่มาอย่างไร
 
2. การถวิลหา (Nostalgia) หรือการปราถนาในสิ่งที่ไม่มีตัวตน บางครั้งอาจวางอยู่บนฐานความคุ้นชินในอดีตแต่ได้กรองภาพจำอื่น ๆ ออกเสียหมดให้เหลือแต่สิ่งที่ดี เพื่อเยียวยาความว่างเปล่าของตนในปัจจุบัน เช่นเวลาคิดถึงบ้านเกิด คิดถึงคนรักเก่าภาพจำแบบถวิลหาก็จะทำให้เราเห็นภาพแต่สิ่งที่ดีงาม ซึ่งถูกทำให้เกินจริงหรือกรองความจริงในมุมอื่นๆออกไปเสียหมด เช่นรัฐไทยเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคเต็มไปด้วยความเมตตาและเฉลียวฉลาด พื้นที่อื่น ๆ ยอมสวามิภักดิ์ต่อสยามและได้ผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการปรารถนาผู้นำที่เป็นที่เคารพสามารถจัดการแก้ปัญหาได้ 
 
3.ความตื่นตาตื่นใจ (Spectacular) หรือความเกินจริงเพื่อให้ภาพจำของตนสมจริงยิ่งขึ้นดังปรากฏในละคร เช่น “ทุกคนรักชาติ ยอมตายเพื่อแผ่นดิน” ทั้งที่จริงมองย้อนกลับไปสำนึกความเป็นรัฐชาติยังไม่ปรากฏในภูมิภาคนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว “เมืองมัณฑ์ล่มสลายเพราะผู้หญิงคนเดียว” ซึ่งเป็นวิธีการมองขาวดำแบบประวัติศาสตร์กึ่งนวนิยายของ คึกฤทธิ์ ปราโมช และไม่พ้นการสร้างภาพความเสื่อมโทรมและโหดเหี้ยมของราชสำนักเมืองมัณฑ์ (พม่า) รวมถึงสร้างความยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จและเปี่ยมด้วยเมตตาของสยามอย่างเกินจริง เมื่อเทียบพิจารณาจากกบฎเงี้ยวเมืองแพร่ปี พ.ศ.2445 ไม่กี่ปีหลังผนวกรวมล้านนาและนำสู่การปราบปรามขนานใหญ่ของราชสำนักสยามที่มีทรัพยากรและอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายจากการรวมศูนย์อำนาจก็สะท้อนให้เห็นถึงความขัดขืนต่อการรวมอำนาจศูนย์กลาง
 
ทำไมต้องรากนครา ในปี 2560 และบทสรุปความทรงจำ
 
ชนชั้นกลางและชนชั้นนำไทยเผชิญกับวิกฤติตัวตนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สภาพตัวตนตามแบบฉบับของไทยวางอยู่บนฐานการสร้างความเป็นอื่น หรือกดคุณค่าอื่นให้ต่ำลงกว่าตน แต่การต่อสู้เรียกร้องของคนในภูมิภาคต่างๆรวมถึงการประท้วงของกลุ่มคนจนเมืองเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า “ตัวตนของชนชั้นล่างไทย” ไม่ “น่ารัก” อีกต่อไป รากนคราเป็นแบบฉบับของยาแรงที่ชนชั้นนำไทยเคยใช้เมื่อร้อยกว่าปีก่อนว่าทางเลือกที่ขัดขืนต่อแบบแผนความดีงามที่รัฐไทยเลือกไว้ให้มีแต่ความ “ล่มจม” พวกเขาหวังว่ามันจะสร้างกระแสการรำลึกถึง “วันชื่นคืนสุข” ที่พวกเขาสามารถควบคุมทุกอย่างได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้วจากเรตติ้งหรือการพูดถึง ยุทธศาสตร์การจำแบบ ‘รากนครา’ดูจะไม่ประสบความสำเร็จนัก
 
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับล้านนาจริงหลังเหตุการณ์เหตุการณ์สมมติในรากนครา?
ผมเคยถามนักศึกษา เมื่อครั้งมีโอกาสได้ไปบรรยายให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ที่นักศึกษาจำนวนไม่น้อยมีภูมิหลังเป็นคนท้องถิ่นและมีสำนึกภูมิภาคนิยมอยู่บ้าง “มันจะเกิดอะไรขึ้นกับล้านนาหากไม่ถูกสยามผนวกรวมในช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19”.... “บางทีล้านนาอาจกลายเป็นรัฐอิสระ รักษาความเป็นกลางไว้ได้ หัวเมืองล้านนาห่างจากอ่าวเมาะตะมะสองร้อยกิโลเมตร ห่างจากยูนนานไม่กี่ร้อยกิโลเมตร อาจจะมั่งคั่งแบบฮ่องกง มาเก๊า ก็ได้.....หรืออาจจะกลายเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่คอรัปชันและล่มสลายแบบเนปาล ก็เป็นได้” มันก็เป็นเพียงเกมส์ IF ที่ไม่เคยเกิดขึ้น สภาพจริงของล้านนาหลังรากนครา ตามที่ผมเคยตั้งข้อสังเกตในเฟสบุคส่วนตัว “อีก 50กว่า ปีถัดมา คนจากล้านนาเดิมอพยพเข้าสู่เมืองหลวง เป็นกรรมกรบ้าง เป็นโสเภณีบ้าง ได้เศษเงิน และโรคร้าย กลับไป ความเจริญด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่างจากกรุงเทพไม่รู้กี่สิบเท่าจากการปล้นชิงทรัพยากรทุกมิติ การกดขี่ไม่น้อยลง มีการรวมตัวทศวรรษ 1970 ของชาวนาที่ถูกกดขี่ก็ถูกปราบทำลาย ศตวรรษที่ 21 กระแสท้องถิ่นนิยมขยายพร้อมสำนึกชนชั้นจากนโยบายประชานิยม ก็ถูกปรามาสเป็นควายแดง ถูกล้อมปราบ ฆ่าทิ้ง” บางที....ทางออกการจัดการปัญหาตัวตนของทุกชนชั้นอาจไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่า การเพิ่มอำนาจการปกครองตนเอง และมีการเลือกตั้งเสรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้คนทุกกลุ่มทุกพื้นที่ ทุกความเชื่อส่งเสียงของตนได้อย่างเสรี
 
เรื่อง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
อาจารย์ประจำหลักสูตร ปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ (PPE) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
(ท่าพระจันทร์) 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน