ผ่านไปแล้ว ๑ ปีเต็ม เวลาที่ไม่มีอยู่จริงบอกสัจธรรมแห่งสมมุติให้เราได้รับรู้ทุกขณะ หากแต่เราเอง บ่อยครั้งที่มิยอมรับฟัง หรือยอมรับความเป็นจริงต่างหาก เช่นเดียวกันกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๕๒ น. วันนั้น พสกนิกรทั่วแผ่นดิน ต่างหยุดอยู่ในช่องว่างของความหวั่นไหว ความไม่มั่นคง ความไม่เชื่อ หลากหลายสารพัดของความรู้สึก ทำให้ต่างคนต่างกลับเข้ามารวมใจเป็นหนึ่งหยุดส่งต่อข้อความไปชั่วขณะเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อรอให้สำนักพระราชวังแจ้งผ่านมายังรัฐบาลประกาศให้ทราบโดยทั่วกันในค่ำวันนั้น
 
จากช่วงเวลา ณ ขณะนั้นจนถึงวันนี้ แม้ความเศร้าโศกในการที่ต้องสูญเสียพ่อแห่งแผ่นดินไปยังไม่จางคลาย แต่เราก็เห็นความคลี่คลายของสังคมไทยในหลายๆ เรื่องที่เคยแก้ปัญหาไม่ตกคาราคาซัง กลับมีทางออกได้ภายในพริบตา ด้วยปัญญาความสร้างสรรค์จากจิตอันมีเมตตากรุณา ที่ได้รับมาจากการเรียนรู้พระบารมีของพระองค์ท่านที่ทรงเพียรช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์มาตลอด ๗๐ ปี จนเกิดผลแล้วในวันนี้
 
 
ปัญหาเรื่องข้าวไม่มีราคาของชาวนา แก้ปัญหาได้ในพริบตาเมื่อทุกคนต่างยื่นมือกันมาเป็นสื่อกลาง ทำหน้าที่ช่วยกันซื้อ ช่วยกันขาย จนเกิดเป็นกระแส จากกระแสจะกลายเป็นเครือข่ายที่มั่นคงในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อรัฐบาลนำบทเรียนมาสรุป และพร้อมที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นจริงเป็นจังและเป็นรูปธรรม
 
ปัญหาเรื่องสีก็คงจะหมดไปอย่างแน่นอน เมื่อปัญหาเรื่องปากท้องคลี่คลายลง เพราะคนเรากินอิ่ม นอนอุ่น ทำการเกษตรไม่ถูกเอาเปรียบ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งระบบอย่างไม่แบ่งแยกชนชั้น ประเทศชาติก็เดินต่อไปได้อย่างราบรื่นเพราะประเทศเล็กๆ ของเรา มีพ่อหลวงอยู่ในดวงใจ และหากพสกนิกรของพระองค์เดินตามพ่ออย่างมั่นคง ช่วยกันขับเคลื่อน ทำนุบำรุงประเทศ เป็นลูกเล็กๆ ที่เติบโตทางปัญญา เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเช่นเดียวกับความรับผิดชอบส่วนตน ประเทศเราก็เป็นแม่แบบอย่างดีให้ทั่วโลกเดินตาม ไม่ต้องไปเดินตามใครอย่างที่พระองค์ทรงทำมาโดยตลอด
 
เหตุผลหนึ่งที่ปรากฏเป็นเช่นนี้ คงจะต้องยกคุณูปการแห่งพระธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ที่พระองค์ท่านทรงเพียรปฏิบัติส่วนพระองค์ และทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกมาโดยตลอด ขณะเดียวกันทรงเปิดโอกาสให้พสกนิกรทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งพระองค์และนับเนื่องจากบูรพมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยได้ทรงเป็นพุทธมามกะ ศรัทธาในพระรัตนตรัย และสนับสนุนองค์กรพระพุทธศาสนาให้พสกนิกรได้ปฏิบัติจิตตภาวนามาจนถึงบัดนี้ 
 
 
จนกระทั่งพระพุทธศาสนาได้หยั่งรากเป็นยิ่งกว่าพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นพระพุทธศาสนาแห่งใจไปแล้ว และเป็นประเทศเดียวในโลกที่เป็นประเทศพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ที่ทำให้นานาประเทศต่างได้รับแรงบันดาลใจมหาศาลจากพระองค์ ดังที่เราได้ยินได้ฟังเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา หรือเวลา ๒๑.๐๐ น. ตามเวลาในไทย ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีการประชุมเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเปิดให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ขึ้นกล่าวสดุดีนั้น แต่ละถ้อยคำของตัวแทนในแต่ละภาคพื้นทวีปเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า เหตุใดพระองค์ท่านจึงเป็นแรงบันดาลใจของโลก
 
ทั้งหมดนี้ เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกอย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงปฏิบัติทาน ศีล ภาวนาอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด และในทุกรัชสมัย พระมหากษัตริย์ไทยแทบทุกพระองค์ต่างทรงเคยพระผนวชในร่มกาสาวพัสตร์กันมาทั้งนั้น ซึ่งพระราชพิธีทรงพระผนวชเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม – วันจันทร์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยไม่มีวันลืม เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นพระมหา-กษัตริย์พระองค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้เสด็จออกทรงพระผนวชในบวรพระพุทธศาสนา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในครั้งนั้น (และหลังจากนั้น เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว จึงมีคำว่า ‘นาถ’ ต่อท้ายคำ พระบรมราชินี เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ : จากหนังสือ ทรงพระผนวช จัดทำโดย คณะกรรมการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย)
 
 
การบวชเรียนและการประพฤติธรรมทางด้านจิตตภาวนาจึงเป็นฐานรากอันสำคัญที่ทำให้พสกนิกรของพระองค์ได้พึ่งทศพิธราชธรรมอย่างเต็มเปี่ยม ภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์มานับอเนกอนันต์ ดังที่เราสัมผัสได้มาโดยตลอดจวบจนกระทั่งพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยตลอดเดือนที่ผ่านมา และนับเนื่องจากนี้ไป จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นความมีน้ำใจของคนไทยเย็นฉ่ำอยู่ทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะในบริเวณท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นมา
 
วันนั้นยังจำได้ อาจารย์วัยแปดสิบกว่าที่เคยสอนอยู่ที่ธรรมมาตา สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนฉันไปส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัยด้วยกัน เรานัดกันโดยต่างรู้อยู่ว่าคงไม่ได้เจอกันแน่ เพราะผู้คนคงมากมายมหาศาล ฉันเดินทางออกจากบ้านในต่างจังหวัดตอนเช้าด้วยชุดดำ ระหว่างทางที่ไปขึ้นรถทัวร์ มีน้องผู้หญิงพร้อมจะติดตามไปด้วย เมื่อถามว่าฉันจะไปถึงโรงพยาบาลศิริราชด้วยวิธีใด และเมื่อถึงกรุงเทพมหานคร ฉันก็ไปต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส หมายว่าจะไปต่อเรือเพื่อไปยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศแล้วค่อยเดินต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
 
 
ทุกคนที่มาเส้นทางเดียวกับฉันต่างคิดเหมือนกัน จึงไม่แปลกใจเมื่อเส้นทางรถไฟฟ้าก็เต็ม เส้นทางเรือก็เต็มจนต่อคิวกันซ้อนไปมาหลายกิโลเมตร ในที่สุด เมื่อไปถึงสะพานผ่านฟ้าฯ ก็แน่ใจแล้วว่า คงไม่ได้พบกับอาจารย์ที่นัดกันไว้แน่ แต่สิ่งที่ได้พบก็คือ มีผู้คนมากมายต่างมาตั้งโต๊ะ แจกน้ำ แจกอาหาร แจกร่ม แจกยาดม แจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์กันตลอดเส้นทางบนถนนราชดำเนิน
 
ฉันซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนชาวไทยยิ่งนักที่ในยามนี้ต่างรู้ซึ้งถึงหัวอกของเพื่อนร่วมชาติในยามที่สูญเสียพ่อไปพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน และในขณะจิตนั้น ฉันก็รู้สึกขึ้นมาได้ว่า นี่แหละคือสิ่งที่พระองค์ได้พร่ำสอนด้วยการปฏิบัติมาตลอดพระชนม์ชีพ และบัดนี้ แม้พระองค์ท่านจะจากไปแล้ว แต่ก็จากไปเพียงพระวรกายเท่านั้น หากแต่ดวงพระหฤทัยของพระองค์ท่านยังอยู่กับพสกนิกรของพระองค์ตลอดไป ฉันระลึกได้ถึงพระปฐมบรมราชโองการที่พระองค์ทรงมอบให้ตั้งแต่วันแรก เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓เพราะวรรคทองนี้เองที่ทำให้เราทุกคนได้ตื่นก็เป็นสุข หลับก็เป็นสุขมาตลอดหลายชั่วอายุคนแล้ว และนับจากนี้ คือหน้าที่ของพสกนิกรทุกคนที่จักดำเนินตามรอยพ่อต่อไปอย่างมั่นคง ไม่คลอนแคลน ด้วยทศพิธราชธรรมที่พระองค์ทรงได้กระทำมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน
 
ปัญหาเรื่องข้าวไม่มีราคาของชาวนา แก้ปัญหาได้ในพริบตาเมื่อทุกคนต่างยื่นมือกันมาเป็นสื่อกลาง ทำหน้าที่ช่วยกันซื้อ ช่วยกันขาย จนเกิดเป็นกระแส จากกระแสจะกลายเป็นเครือข่ายที่มั่นคงในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อรัฐบาลนำบทเรียนมาสรุป และพร้อมที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นจริงเป็นจังและเป็นรูปธรรม
 
ปัญหาเรื่องสีก็คงจะหมดไปอย่างแน่นอน เมื่อปัญหาเรื่องปากท้องคลี่คลายลง เพราะคนเรากินอิ่ม นอนอุ่น ทำการเกษตรไม่ถูกเอาเปรียบ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งระบบอย่างไม่แบ่งแยกชนชั้น ประเทศชาติก็เดินต่อไปได้อย่างราบรื่น เพราะประเทศเล็กๆ ของเรา มีพ่อหลวงอยู่ในดวงใจ และหากพสกนิกรของพระองค์เดินตามพ่ออย่างมั่นคง ช่วยกันขับเคลื่อน ทำนุบำรุงประเทศ เป็นลูกเล็กๆ ที่เติบโตทางปัญญา เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเช่นเดียวกับความรับผิดชอบส่วนตน ประเทศเราก็เป็นแม่แบบอย่างดีให้ทั่วโลกเดินตาม ไม่ต้องไปเดินตามใครอย่างที่พระองค์ทรงทำมาโดยตลอด
 
เหตุผลหนึ่งที่ปรากฏเป็นเช่นนี้ คงจะต้องยกคุณูปการแห่งพระธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ที่พระองค์ท่านทรงเพียรปฏิบัติส่วนพระองค์ และทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกมาโดยตลอด ขณะเดียวกันทรงเปิดโอกาสให้พสกนิกรทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งพระองค์และนับเนื่องจากบูรพมหา-กษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยได้ทรงเป็นพุทธมามกะ ศรัทธาในพระรัตนตรัย และสนับสนุนองค์กรพระพุทธศาสนาให้พสกนิกรได้ปฏิบัติจิตตภาวนามาจนถึงบัดนี้ 
 
จนกระทั่งพระพุทธศาสนาได้หยั่งรากเป็นยิ่งกว่าพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นพระพุทธศาสนาแห่งใจไปแล้ว และเป็นประเทศเดียวในโลกที่เป็นประเทศพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ที่ทำให้นานาประเทศต่างได้รับแรงบันดาลใจมหาศาลจากพระองค์ ดังที่เราได้ยินได้ฟังเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา หรือเวลา ๒๑.๐๐ น. ตามเวลาในไทย ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีการประชุมเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเปิดให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ขึ้นกล่าวสดุดีนั้น แต่ละถ้อยคำของตัวแทนในแต่ละภาคพื้นทวีปเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า เหตุใดพระองค์ท่านจึงเป็นแรงบันดาลใจของโลก…
 
ทั้งหมดนี้ เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกอย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงปฏิบัติทาน ศีล ภาวนาอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด และในทุกรัชสมัย พระมหากษัตริย์ไทยแทบทุกพระองค์ต่างทรงเคยพระผนวชในร่มกาสาวพัสตร์กันมาทั้งนั้น ซึ่งพระราชพิธีทรงพระผนวชเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม – วันจันทร์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยไม่มีวันลืม เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นพระมหา-กษัตริย์พระองค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้เสด็จออกทรงพระผนวชในบวรพระพุทธศาสนา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในครั้งนั้น (และหลังจากนั้น เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว จึงมีคำว่า ‘นาถ’ ต่อท้ายคำ พระบรมราชินี เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ : จากหนังสือ ทรงพระผนวช จัดทำโดยคณะกรรมการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย)
 
 
การบวชเรียนและการประพฤติธรรมทางด้านจิตตภาวนาจึงเป็นฐานรากอันสำคัญที่ทำให้พสกนิกรของพระองค์ได้พึ่งทศพิธราชธรรมอย่างเต็มเปี่ยม ภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์มานับอเนกอนันต์ ดังที่เราสัมผัสได้มาโดยตลอดจวบจนกระทั่งพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยตลอดเดือนที่ผ่านมา และนับเนื่องจากนี้ไป จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นความมีน้ำใจของคนไทยเย็นฉ่ำอยู่ทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะในบริเวณท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นมา
 
 
วันนั้นยังจำได้ อาจารย์วัยแปดสิบกว่าที่เคยสอนอยู่ที่ธรรมมาตา สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนฉันไปส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัยด้วยกัน เรานัดกันโดยต่างรู้อยู่ว่าคงไม่ได้เจอกันแน่ เพราะผู้คนคงมากมายมหาศาล ฉันเดินทางออกจากบ้านในต่างจังหวัดตอนเช้าด้วยชุดดำ ระหว่างทางที่ไปขึ้นรถทัวร์ มีน้องผู้หญิงพร้อมจะติดตามไปด้วย เมื่อถามว่าฉันจะไปถึงโรงพยาบาลศิริราชด้วยวิธีใด และเมื่อถึงกรุงเทพมหานคร ฉันก็ไปต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส หมายว่าจะไปต่อเรือเพื่อไปยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศแล้วค่อยเดินต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทางทุกคนที่มาเส้นทางเดียวกับฉันต่างคิดเหมือนกัน จึงไม่แปลกใจเมื่อเส้นทางรถไฟฟ้าก็เต็ม เส้นทางเรือก็เต็มจนต่อคิวกันซ้อนไปมาหลายกิโลเมตร ในที่สุด
 
เมื่อไปถึงสะพานผ่านฟ้าฯ ก็แน่ใจแล้วว่า คงไม่ได้พบกับอาจารย์ที่นัดกันไว้แน่ แต่สิ่งที่ได้พบก็คือ มีผู้คนมากมายต่างมาตั้งโต๊ะ แจกน้ำ แจกอาหาร แจกร่ม แจกยาดม แจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์กันตลอดเส้นทางบนถนนราชดำเนินฉันซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนชาวไทยยิ่งนักที่ในยามนี้ต่างรู้ซึ้งถึงหัวอกของเพื่อนร่วมชาติในยามที่สูญเสียพ่อไปพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน และในขณะจิตนั้น ฉันก็รู้สึกขึ้นมาได้ว่า นี่แหละคือสิ่งที่พระองค์ได้พร่ำสอนด้วยการปฏิบัติมาตลอดพระชนม์ชีพ และบัดนี้ แม้พระองค์ท่านจะจากไปแล้ว แต่ก็จากไปเพียงพระวรกายเท่านั้น หากแต่ดวงพระหฤทัยของพระองค์ท่านยังอยู่กับพสกนิกรของพระองค์ตลอดไป 
 
ฉันระลึกได้ถึงพระปฐมบรมราชโองการที่พระองค์ทรงมอบให้ตั้งแต่วันแรก เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓เพราะวรรคทองนี้เองที่ทำให้เราทุกคนได้ตื่นก็เป็นสุข หลับก็เป็นสุขมาตลอดหลายชั่วอายุคนแล้ว และนับจากนี้ คือหน้าที่ของพสกนิกรทุกคนที่จักดำเนินตามรอยพ่อต่อไปอย่างมั่นคง ไม่คลอนแคลน ด้วยทศพิธราชธรรมที่พระองค์ทรงได้กระทำมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน