8.83K
คนดูทั้งหมด
คลิป “มีนา โชติคำ” บทสะท้อนดรามากับการใช้ “เสียง” คนอื่นเพื่อประโยชน์ตัวเอง
Update : Jun 22, 2017
ณัฐกร เวียงอินทร์
บทบรรณาธิการ GM Live
ได้ดูคลิปของ "มีนา โชติคำ" วินมอเตอร์ไซค์เรื่องต้นทำแคมเปญ National Knowledge Center (ในพล็อตเขาว่างั้น) และตามด้วยคลิปของ Workpoint TV ที่ไปสัมภาษณ์ว่าที่จริงแล้ววินมอเตอร์ไซค์ต้องการอะไร ซึ่งมันดีและต่อยตรงประเด็นมาก ๆ
 
(ลองไปเปิดดูกันนะครับ คลิป "มีนา โชติคำ" - หาต้นฉบับไม่เจออันนี้ชาวเน็ตดูดมาอัพ
และคลิปสัมภาษณ์วินมอเตอร์ไซค์ตัวจริงของ Workpoint TV )
 
มีเรื่องคิดกับมันอยู่บ้างในฐานะคนที่เป็นทั้งเด็กบ้านนอกที่เพื่อนแถวบ้านหลายคนก็ยังขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ และเป็นทั้งคนเมืองในฐานะที่ต้องมาใช้ชีวิตทำงานที่เมืองหลวงมาร่วม 10 ปี
 
ตัวโครงการ National Knowledge Center โดยตัวมันเองเป็นเรื่องที่ดีครับ ถ้าหากกลางกรุงเทพฯ จะมีศูนย์เรียนรู้ให้เราไปรู้จักว่า ตัวเองมีศักยภาพด้านไหน อยากศึกษา มีใจรัก มีความฝันอะไร แล้วที่นี่สนับสนุน มันเป็นเรื่องที่ดีแน่ ๆ สำหรับชาวเมืองหลวง ย้ำ สำหรับชาวเมืองหลวง - เมืองที่ใจกลางเมืองห้างเยอะมาก จนบางทีแม้แต่ผมเองยังคิดว่าจะเยอะไปไหน (ผมเปรียบกับกิเลสส่วนตัว บางทีมาคิดว่า ห้างมันเยอะเกินไป เยอะในระดับที่อยากได้อัลตร้าบูสต์ สักคู่ต้องเลือกดูไซส์ แบบ รุ่น โปรโมชั่น ตั้งแต่สยามดิสฯ พารากอน ยันเซ็นทรัลเวิลด์)
 
แต่ปัญหาของคลิป "มีนา โชติคำ" คือการเอากรอบการมองแบบชนชั้นกลางในเมือง ไปใส่ปากของน้องวินมอเตอร์ไซค์ท่านนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันมาพร้อมกับแพ็คเกจ การ Stereotype ของคนกลุ่มนี้ กลุ่มคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเสี่ยงโชคในเมือง ที่ถูกมองแบบไม่ PC ว่า เป็นคนต่างจังหวัด รายได้ต่ำ การศึกษาไม่สูง ไม่มีทางเลือกในชีวิตมาก กิริยาอาการการมองมีนา โชติคำ ตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือพอฟังไอเดียของเขาเสร็จ แล้วตบด้วยคำถามว่า "น้องเป็นวินมอเตอร์ไซค์จริงเหรอ?" จึงเป็นอะไรที่น่าเกลียดและ Bad Taste อย่างมากมาย
 
อย่างที่บอก ตัวโครงการ National Knowledge Center เป็นโครงการที่ดี แต่คนที่ควรจะมี "เสียง" ในการเรียกร้องนี้ น่าจะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) ที่แมตช์กับโครงการมากกว่า อาจจะเป็นวัยรุ่นแถวแฟลตดินแดง ทีมโคฟเวอร์แดนซ์ เด็กบอร์ดใต้สะพานพระราม 8 หรือจะใครก็ได้ที่ได้ประโยชน์จากพื้นที่เมืองที่อยากเรียนรู้ทักษะชีวิตเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับโลกในศตวรรษที่ 21 มองแบบปลงในความเหลื่อมล้ำ ไหน ๆ คนกรุง ก็มีเสียงดังกว่าคนต่างจังหวัดแล้ว การทำศูนย์เรียนรู้แบบนี้ เรียกร้องไปเหอะ มันคงจะดีกว่าการเอาภาษีไปสนับสนุนงบประมาณการจัดซื้ออาวุธแน่ovo
 
แล้วจริง ๆ พี่น้องวินมอเตอร์ไซค์ต้องการอะไร? ผมว่ารอบนี้ Workpoint TV ชนะเลิศ ในการเซ็ตประเด็นไปถามวินมอเตอร์ไซด์จริง ๆ ไม่ใช่วินฯ ที่ปรากฏในไวรัล คลิป สิ่งที่พวกเขาตอบคือ ต้องการ "เงิน" ครับ ใช่ครับ ตอบกันซื่อ ๆ นี่ล่ะว่าเงิน พวกเขาเข้ามาล่าฝันในกรุงเทพฯ ทำให้คนในเมืองมีทางเลือกในการเดินทาง ท่ามกลางระบบขนส่งแย่ ๆ ที่เราเห็นอยู่
 
พวกเขาต้องการเงินครับ ยังมีอีกหลายปากท้องรออยู่ที่บ้านต่างจังหวัด
 
การสร้างศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวจึงแทบไม่ได้เป็นผลประโยชน์อะไรกับวินมอเตอร์ไซค์เลย วิธีคิดในแบบการสร้างศูนย์อบรมมันเป็นภาพของชนชั้นกลางชิค ๆ ที่ทำงานเสร็จ พอเสาร์ อาทิตย์มีเวลาเสพอะไรบ้างก็ลองเปลี่ยนจากห้างมาเดินชมอะไรพวกนี้ (ไม่ต้องห่วงครับ ที่เขียนไปผมก็วิพากษ์ตัวผมเองด้วยในที) คือโครงสร้างการเข้าถึงทรัพยากรบ้านเรามันไม่แฟร์ ไม่เท่าเทียมแบบนี้ คนส่วนมากไม่มีเวลาหรือทุนไปเสพศิลป์ กินคราฟท์เบียร์ขนาดนั้นครับ การหายไปจากการทำงานวันหนึ่งนั่นหมายถึงรายได้ที่มันขาดไปทันที แถมภาพของศูนย์ ของโครงสร้างอาคารของ National Knowledge Center มันเหมือนกับเรื่อง Before the Law ที่เขียนโดยฟรานซ์ คาฟคา คือเรื่องนี้พูดถึงชาวบ้านที่จะเข้ามาเรียนรู้กฎหมาย แต่คนเฝ้าประตูไม่ให้เข้าตอนนี้ แต่เขามารู้ทีหลังว่า ที่จริงเขาสามารถเดินเข้าไปศึกษากฎหมายได้เสมอ
 
มันไม่ต่างอะไรกับคนรากหญ้าในกรุงเทพฯ แม้ว่าเราจะรู้ว่า พื้นที่การศึกษาอย่าง มิวเซียมสยาม, TK Park, TCDC หรืออย่างเทศกาลหนังฟรีต่าง ๆ แม้จะบอกว่า เปิดรับทุกคนทุกชนชั้น แต่กำแพงความคิดของคนแต่ละชนชั้นมันทำงานโดยตัวมันเอง ชาวบ้านที่เข้ามาตรงนี้ (หากไม่นับรวมมารยาทสากล อย่างเช่น การเข้าแถว ดูหนังควรนั่งเงียบ ๆ เพื่อให้คนอื่นได้สัมผัสกับหนังโดยไม่ถูกรบกวน ซึ่งต้องคุยกัน) อาจจะถูกมองเหยียด ๆ ว่า นี่อยากเข้ามาเพื่อตากแอร์ฟรีหรือเปล่า
 
แล้วทางเลือกสำหรับคนต่างจังหวัดอย่าง วินมอเตอร์ไซค์ ป้าแม่บ้าน คนกวาดถนน หรือเจ้าของร้านลาบข้างทางคืออะไร? ทางที่เป็นไปได้ ง่าย ๆ เลย ผมชอบคำตอบของพี่วินฯ คนหนึ่งในคลิปของ Workpoint ที่บอกว่า ไปตั้ง National Knowledge Center ที่ต่างจังหวัดสิ ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่ตอบโจทย์มาก ๆ แล้วทำไม่ยากด้วยในแง่ที่ว่า แต่ละจังหวัดมันมีหลักสูตรสารพัดช่างที่เก็บค่าเรียนไม่แพงอยู่แล้ว บางทีอาจจะไปพัฒนาต่อยอดตรงนั้นได้เลย
 
เพราะฉะนั้น เวลาคนเมืองใช้กรอบตัวเองทำคลิปเพื่อผลักดันแคมเปญ ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ได้มันคือผลประโยชน์สาธารณะหรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และสำคัญกว่าคือการคิดให้มากว่า "เสียง" ที่จะช่วยคุณร้องเรียน มันเป็นเสียงของคนที่ได้รับประโยชน์จากแคมเปญนั้น หรือคุณเอาคาแรกเตอร์ของคนกลุ่มอื่นมารับใช้ในสิ่งที่คุณต้องการเอง
GM Multimedia Group PLC.
GM Live © 2017